หากขณะที่คอลัมน์ตอนนี้ได้ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์และเผยแพร่ในช่องทางออนไลน์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรซึ่งถือเป็นประธานรัฐสภาด้วยในตัวนั้นมีชื่อว่า “ปดิพัทธ์ สันติภาดา” หรือใครก็ตามจากพรรคก้าวไกล นั่นก็หมายความว่า ข่าวที่ว่าตำแหน่งประธานสภานี้เกิดจากการเจรจาเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขของพรรคเพื่อไทยนั้นมีเค้าลางความจริง
“ความจริง” ตามข่าวที่ว่า คือพรรคเพื่อไทยยินดีที่จะปฏิบัติตาม MOU เดิมทุกประการ แต่ในกรณีที่เสนอชื่อของ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” แล้ว ปรากฏว่าไม่อาจได้รับเสียงเห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดในรัฐสภาได้ หรือพูดง่ายๆ ว่า “ไม่ผ่านด่านวุฒิสภา” ก็ขอโอกาสพรรคเพื่อไทยในการรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลบ้าง โดยที่พรรคก้าวไกลก็ยังคงต้องร่วมอยู่ในรัฐบาลดังกล่าว ซึ่งก็เป็นไปได้ว่าคงจะหมายถึงการกำหนดว่าจะสนับสนุนใครให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปด้วย
ถ้าจะว่ากันตามตรงแล้ว การกำหนดเงื่อนไขเช่นนี้เป็นไปตามประเพณีทางการเมืองประชาธิปไตยระบบรัฐสภาแล้ว ทั้งในแง่ที่พรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งควรได้มีสิทธิในตำแหน่งประธานสภา และได้โอกาสจัดตั้งรัฐบาลเสนอตัวนายกรัฐมนตรีก่อน หากไม่สำเร็จไม่ว่าจะโดยทางใด ก็ต้องให้เป็นสิทธิของพรรคที่ได้คะแนนลำดับรองลงไปได้จัดตั้งรัฐบาลบ้าง แม้เรื่องนี้จะมีจุดโต้แย้งได้ว่าเป็นเพราะกติกาทางรัฐธรรมนูญที่ไม่ชอบธรรม แต่สาระสำคัญของเรื่องดังกล่าวก็ไม่ถึงกับเสียไป ทั้งยังสมเหตุสมผลกว่าในทางปฏิบัติ กว่าการที่ยัง “ผูก” เงื่อนไขเดิมไป แม้ว่าวุฒิสภาจะไม่เห็นชอบ แต่พรรคร่วมรัฐบาลเดิมก็ขยับปรับแก้อะไรไม่ได้ ด้วยติดกับสัญญาข้อตกลงที่มีประชาชนร่วมเป็นสักขีพยานนั้น
แต่ก็เท่ากับว่าโอกาสที่จะนำชื่อของ “พิธา” เข้าสู่การถามมติความเห็นชอบของรัฐสภานั้นอาจจะเกิดขึ้นได้เพียงครั้งเดียว หรืออาจจะมีได้อย่างมากอีกหนึ่งครั้ง แล้วก็ต้องให้สิทธิการจัดตั้งรัฐบาลแก่พรรคเพื่อไทยตามข้อตกลง
เช่นนี้ ใครที่อยากเห็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทยชื่อ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ก็จะต้องพยายามทำอย่างไรก็ได้ที่ให้มีสมาชิกวุฒิสภา อย่างน้อย 63 เสียง ที่ต้องออกมาขานชื่อเห็นชอบให้ตามเงื่อนไขของบทเฉพาะกาลตามรัฐธรรมนูญ
ก่อนหน้านี้ ผู้คนอาจจะมอง “วุฒิสภา” ในฐานะของตัวละครทางการเมือง ในฐานะขององค์กรกลุ่ม ที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เป็นเหมือน “กองทัพ” ที่เป็น “กำลังหนุน” ของฝ่ายอำนาจฝ่ายรัฐบาลเก่าที่สืบทอดอำนาจมาจากการรัฐประหารตั้งแต่ปี พ.ศ.2557
ซ้ำร้ายภาพของ “สมาชิกวุฒิสภา” ยังถูกมองในแง่ลบ ด้วยท่าทีของ ส.ว.บางคนที่ออกมาพูดจา “ไม่น่าฟัง” หรือถึงขนาดเป็นการหมิ่นหยามท้าทายประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยด้วยความคะนองอำนาจ ทั้งที่จริงๆ แล้ว พวกผู้คนที่ออกมานั้น นับไปนับมายังไงก็ไม่เกิน 20 คน ยังไม่ถึงหนึ่งในสิบของ “สมาชิกวุฒิสภา” ทั้งหมดเลยด้วยซ้ำ
ภาพเหล่านั้นทำให้เราอาจจะหลงลืมไปว่า ยังมี ส.ว.อีกเป็นอันมากที่ไม่ได้มาแสดงออกในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะทางบวกหรือทางลบผ่านสื่อ หรือก็ยังไม่ได้แสดงตัวว่าจะออกเสียงให้แก่ใครอย่างไรเกินกว่า 200 คน ที่ถ้าเอาไปเหมารวมปะปนกับผู้ที่มีพฤติกรรมที่ชวนตั้งรังเกียจที่ว่านั้นแล้ว ก็ออกจะไม่เป็นธรรมต่อท่านเหล่านั้น
ในบรรดาท่าน ส.ว.เหล่านั้น แม้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นอดีตข้าราชการฝ่ายกองทัพ แต่ก็มีที่เป็นข้าราชการพลเรือน คนทำงานในภาคเอกชน นักธุรกิจ ผู้คนในภาคการเกษตร อุตสาหกรรม และศิลปินก็มีเช่นกัน
ซึ่งถ้าเรามองท่านเหล่านั้นในฐานะปัจเจก เราก็อาจจะได้พบว่า ในฐานะของ “มนุษย์” คนหนึ่งแล้ว ท่านก็คงจะเป็นลุงป้าย่าปู่ของหลานๆ เป็นคุณพ่อคุณแม่ที่น่าเคารพ เป็นอดีตผู้บังคับบัญชาที่เป็นที่น่าจดจำในแง่ของความสามารถ ประสบการณ์ หรือความเมตตาของใครหลายคน เป็นไปได้แม้แต่คุณลุงใจดีที่ยิ้มให้เราตอนที่วิ่งออกกำลังกายในหมู่บ้าน หรืออาจจะเป็นคุณหมอที่เคยรักษาเราตอนเด็กๆ ด้วยซ้ำ
ถ้าเราลองมองสมาชิกวุฒิสภาแต่ละท่านในฐานะของปัจเจกชน คนที่มีชีวิต ความคิด และการตัดสินใจเป็นของตัวเอง เป็น “มนุษย์” คนหนึ่ง แทนภาพเหมารวมอันไม่เป็นธรรมนั้นดู แล้วคิดว่าในฐานะของ “มนุษย์” ของเราแล้ว เราจะสามารถทำอะไรในสถานการณ์นี้ได้บ้าง
ถ้าเราคิดจากความเชื่อตั้งต้นที่ว่า ส.ว.แต่ละท่านเหล่านั้นมีความปรารถนาดีต่อประเทศชาติในแบบของท่าน ตามความเชื่อและแนวทางของท่าน จึงตัดสินใจยอมรับตำแหน่งและอำนาจที่ท่านจะคิดว่าจะสามารถเข้าไปทำงานเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ ภายใต้ข้อเท็จจริงและบริบทที่ท่านได้รู้หรือเชื่ออยู่ในขณะนั้น
ผมได้แรงบันดาลใจเรื่องนี้มาจากจดหมายที่น้องๆ ของ ส.ว.ท่านหนึ่ง เขียนถึงคุณพี่สาวของพวกเขา เพื่อให้เคารพเสียงข้างมากของประชาชนผู้ใช้สิทธิลงคะแนนเสียง เพื่อให้การเมืองการเลือกตั้งในแบบที่คนทั่วไปปรารถนาได้เกิดขึ้น ง่ายงามแต่ยิ่งใหญ่ทรงพลังของจดหมายฉบับนั้น อ่านแล้วถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาโดยไม่รู้ตัว
แล้วก็ได้คิดว่า ท่านผู้อ่านคอลัมน์นี้ก็น่าจะมีผู้ที่รู้จักกับ ส.ว.ท่านใดท่านหนึ่งเป็นการส่วนตัว ไม่ว่าจะใกล้ชิดหรือรู้จักกันแบบห่างๆ ก็ตาม โดยอาจจะเป็นญาติ คนที่ท่านนับถือ หรืออดีตผู้บังคับบัญชาของท่าน และก็อาจจะเคยมีช่วงเวลา ความทรงจำ ความประทับใจและไมตรีอันดีต่อกันด้วย
ถ้าเช่นนั้นจะดีหรือไม่ถ้าเราจะช่วยกันเขียนจดหมายให้กำลังใจสมาชิกวุฒิสภาที่เรารู้จักเป็นการส่วนตัว เพื่อเป็นการขอบคุณท่านเหล่านั้น ที่จะกรุณาแสดงบทบาทของท่านเพื่อให้ประชาธิปไตยไปต่อได้ ส่งไปตามช่องทางต่างๆ ที่ท่านทำได้ ไม่ว่าจะเป็นส่วนตัวหรือทางการ
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ผมขอร้องอย่างจริงจังว่า ขอให้ท่านเขียนจดหมายที่ว่านี้ด้วยจิตใจที่เต็มไปด้วยความรู้สึกด้านที่เป็นบวกอย่างแท้จริง เพื่อให้รู้สึก ความรัก ความนับถือ ความปรารถนาดี และความทรงจำดีๆ ของท่านสามารถส่งต่อไปยังท่านผู้รับจดหมายได้ ซึ่งกำลังใจนี้จะช่วยขจัดความลังเลสงสัย หรือความไม่แน่ใจของท่านผู้ที่จะได้รับความรู้สึกนั้นมีกำลังใจในการทำสิ่งที่กล้าหาญและเป็นการส่งมอบอนาคตให้แก่ประเทศและลูกหลานของเรา
กรุณาทำเรื่องนี้โดยปลอดเจตนาร้ายทั้งปวง งดการประชดประชันส่อเสียด แม้แต่เล็กน้อยก็อย่าได้มีเลย เพราะมันไม่เป็นผลดีทั้งต่อท่านเอง ตัวผู้รับ ระบอบประชาธิปไตย และอนาคตของประเทศชาติแต่อย่างใด
ต่อไปนี้คือบางส่วนของจดหมาย ที่ผมจะได้เขียนด้วยลายมือส่งไปให้ ส.ว.ท่านหนึ่งที่ผมและครอบครัวรู้จักท่านเป็นการส่วนตัว ซึ่งท่านที่สนใจอาจพิจารณาเนื้อหาจดหมายตัดเนื้อหาส่วนที่อาจจะส่วนตัวออกไปแล้วนี้เป็นตัวอย่างก็ได้
บทกวีบทหนึ่งที่ทรงอิทธิพลอย่างยิ่ง และทำให้ผมได้เห็นความมหัศจรรย์ของพลังแห่งความรุ่มรวยทางภาษา คือบทกวีเพลง “ทานตะวัน” ของคุณลุง
บาทที่ว่า “ดอกหญ้าดาววับวาวทางเกลื่อนเหมือนดังหยาดพลอย… แตะนิดต้องน้อย ราวมณีร่วงพรูพัดพรายลงดิน” นั้นนับเป็นถ้อยภาษาไทยที่สวยงามที่สุดในชีวิตประโยคหนึ่งที่ผมได้อ่าน ความเหนือชั้นของบทนี้ อยู่ที่ไม่มีศัพท์แสงถ้อยคำหรูหราอะไรใดๆ โดยนอกจากคำว่า “มณี” แล้ว คำอื่นล้วนเป็นคำไทยแท้ๆ แต่เมื่อประกอบรวมกันแล้ว กลับได้เสียง ภาพ และความหมายที่งดงามปานนั้น
ผลงานนี้ปรากฏในงานเขียนของผม ทั้งเรื่องสั้น นวนิยาย หรือแม้แต่งานคอลัมน์ หากใครสังเกตก็คงจะพอนึกออกว่าผมติดการใช้คำคล้องจองในการเขียนงานร้อยแก้ว หรือใช้การสลับคำสร้างคำเพื่อให้ได้ถ้อยคำที่สวยงามขึ้น ซึ่งเป็นอิทธิพลจากการอ่านงานกลอนกวีชั้นดีในวัยเด็กนั่นเอง
ผมเชื่อว่าที่คุณลุงนั้นยอมรับตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาในวาระแรกนี้ นอกจากด้วยศักดิ์ศรีตัวแทนของคนในแวดวงกวีวรรณกรรมแล้ว ก็อาจด้วยเพื่อที่จะผลักดันสร้างสรรค์ประเทศไปในทางที่ดีและเหมาะควรตามสถานการณ์ในขณะนั้น แม้ผมจะไม่เห็นด้วยเลย แต่ก็เข้าใจในเหตุผลได้ว่า บทบาทหน้าที่ของวุฒิสภาตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญนั้น มีไว้เพื่อให้ในกรณีที่เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรในการเลือกตั้งครั้งแรกนั้นยัง “ก้ำกึ่ง” ว่าประชาชนนั้นเห็นควรให้ฝ่ายผู้มีอำนาจที่ทำการรัฐประหารนั้นได้บริหารประเทศต่อไป หรือปฏิเสธการรัฐประหารด้วยการเลือกพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม
ซึ่งผลการเลือกตั้งในครั้งนั้น (ปี พ.ศ.2562) ผลก็ออกมาก้ำกึ่งเช่นนั้นจริงๆ และด้วยเหตุนี้ กลไกของสมาชิกวุฒิสภาที่มีไว้เพื่อเป็น “เสียงตัดสิน” ที่จะให้คณะผู้มีอำนาจเดิมบริหารประเทศต่อไปเพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง แม้จะไม่เป็นธรรม แต่ก็ถือว่ามีเหตุผลของมันอยู่ แต่เราก็ได้เห็นผลของการตัดสินใจนั้นไปแล้ว ซึ่งก็เป็นผลให้สถานการณ์ในวันนี้เปลี่ยนแปลงไป ปรากฏได้ชัดเจนจากผลของการเลือกตั้ง
การออกเสียงของประชาชนในคราวนี้ห่างไกลจากคำว่าก้ำกึ่งไปเกินโข ชี้ว่าเสียงข้างมากของประเทศนี้ต้องการความเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงในหลายด้าน และรวมถึงไม่ประสงค์จะให้ผู้ที่มีส่วนกับการทำรัฐประหารไม่ว่าจะมากหรือน้อย ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมรัฐบาลและใช้อำนาจรัฐต่อไปอีกด้วย
ผมเชื่อมั่นในเจตนาดีของคุณลุง จากที่ได้ทราบว่าในการออกเสียงในครั้งที่มีการเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อ “ปิดสวิตช์ ส.ว.” เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2563 นั้น คุณลุงก็เป็นผู้หนึ่งที่ออกเสียง “เห็นชอบ” ให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญมาตราที่ให้อำนาจสมาชิกวุฒิสภาร่วมออกเสียงเลือกตัวนายกรัฐมนตรีด้วย และยังได้ทราบว่า คุณลุงก็ยังติดตามข่าวคราวการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของคนรุ่นลูกรุ่นหลาน อย่างน้อยก็เมื่อต้นปีก็ยังโพสต์ภาพ “ดอกทานตะวัน” พร้อมบทกวีสั้นๆ ซึ่งมีเนื้อหาว่า …อย่าทำร้าย ทำลายความใฝ่ฝันคนหนุ่มสาว… ซึ่งเราเข้าใจได้ทันทีว่า หมายถึงการเรียกร้องความเป็นธรรม สิทธิการประกันตัวให้แก่ “ทานตะวัน ตัวตุลานนท์” นักกิจกรรมที่ถูกกล่าวหาด้วยข้อหาร้ายแรงและถูกดำเนินกระบวนการตามกฎหมายที่ไม่ได้สัดส่วนอันเป็นธรรม
อันที่จริง ผมค่อนข้างมั่นใจในการตัดสินใจของคุณลุงครับ ทั้งก็เชื่อว่าคุณลุงคงทราบดีอยู่ว่าการปิดสวิตช์ ส.ว.ในครั้งนี้ คือการออกเสียงเลือกนายกรัฐมนตรีด้วยชื่อเดียวกันกับชื่อที่สภาผู้แทนราษฎรเสียงข้างมากนั้นออกเสียงให้ นั่นเท่ากับว่าบทบัญญัติที่ให้วุฒิสภาร่วมออกเสียงเลือกนายกฯนั้นมีก็เหมือนไม่มี เพราะถึงอย่างไรก็จะออกเสียงตามสภาผู้แทนราษฎรอยู่แล้ว ถึงกระนั้นก็อยากเขียนจดหมายนี้มาเพื่อร่วมให้กำลังใจในการตัดสินใจอันกล้าหาญนี้ด้วย
สุดท้ายนี้ ผมขอให้คุณลุงมีสุขภาพที่แข็งแรงและมีอายุยืนนาน เพราะเราไม่อาจทราบได้เลยว่า บทกวีที่ดีที่สุดของคุณลุงนั้นได้ถูกเขียนขึ้นมาแล้วหรือยัง หรือมันอาจจะได้ถูกเขียนขึ้นในอนาคตจากนี้ไปอีกสิบหรือยี่สิบปีก็ได้ กระนั้นผมก็มั่นใจอย่างยิ่งว่า การกล่าวเอ่ยถ้อยคำเพียงสองวรรคในรัฐสภาด้วยชื่อของบุคคลที่ได้รับเลือกแล้วจากสภาผู้แทนราษฎรให้เป็นนายกรัฐมนตรี จะเป็นยิ่งกว่าบทกวีที่สั้นแต่ทรงพลังที่สุดของคุณลุง ที่จะร่วมเผยทางให้เกิดแสงสว่างแก่อนาคตของประเทศนี้ร่วมไปกับพวกเราครับ
กล้า สมุทวณิช

