เดินหน้าชน : หนี้บาน

5.07.23 | 12:10 น.

หนี้ครัวเรือนเป็นปัญหาใหญ่ของไทย เพราะนับวันจะยิ่งพุ่งสูงขึ้น อนาคตจะเป็นปัญหาต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

หลังจากธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ปรับนิยามหนี้ครัวเรือนใหม่ 

เพิ่มกลุ่มหนี้ 4 กลุ่ม ได้แก่ หนี้เพื่อการศึกษา (กยศ.) กลุ่มสหกรณ์อื่นๆ ที่ไม่ใช่สหกรณ์ออมทรัพย์ การเคหะแห่งชาติ และพิโกไฟแนนซ์ 

ทำให้ตัวเลขหนี้ครัวเรือนปรับใหม่ไตรมาส 1/2566 ตัวเลขสูงถึง 90.6% ของจีดีพี หรือมูลค่า 15.65 ล้านล้านบาท 

แปลว่าหนี้สูงกว่ารายได้ของประเทศ สะท้อนความเปราะบางน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

Advertisement

ดังนั้น ความจำเป็นในการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนยังมีความสำคัญมาก

เป็นเรื่องดีที่ ธปท.รวมข้อมูลหนี้มากขึ้น เพราะเป็นการยอมรับปัญหาจำนวนหนี้ที่มีอยู่จริง และถูกนับเป็นหนี้ครัวเรือน 

การจะแก้หนี้อย่างยั่งยืนต้องมีชุดข้อมูลทั้งหมดที่ลูกหนี้แต่ละรายมี 

ขณะนี้กลุ่มหนี้อื่นๆ ยังไม่ถูกนับก็มี เช่น หนี้นอกระบบ รวมถึงหนี้กู้ยืมอื่นๆ ไม่ถูกนับเป็นทางการ 

การรวมชุดข้อมูลหนี้มากขึ้น เป็นจุดเริ่มต้นที่เห็นปัญหาแท้จริงเพื่อนำไปสู่การแก้หนี้

ขณะเดียวกัน การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนสำคัญที่สุดต้องรู้ปัญหาหนี้ที่แท้จริง 

ควรให้มีการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐ และเอกชน 

ควรจัดตั้งศูนย์ หรือมีระบบเพื่อรวบรวมข้อมูลหนี้ของประชาชนไว้ที่เดียว 

เพื่อการให้สถาบันการเงินสามารถตรวจสอบความสามารถในการปล่อยสินเชื่อ 

และพิจารณาการปล่อยสินเชื่อตามความเสี่ยงของลูกค้า 

เพราะที่ผ่านมา ความเสี่ยงการปล่อยสินเชื่อจนกลายเป็นหนี้เสีย หรือเอ็นพีแอล 

เกิดจากความไม่รู้ของผู้ให้สินเชื่อว่าลูกหนี้มีความเสี่ยง หรือไม่รู้ว่าลูกหนี้มีภาระมากกว่าข้อมูลที่รับรู้ 

ดังนั้น ถ้ามีข้อมูลของลูกหนี้มากขึ้น สถาบันการเงินจะประเมินความเสี่ยงลูกหนี้ 

ทำให้เข้าถึงสินเชื่อที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และส่งผลให้เกิดการแก้หนี้อย่างยั่งยืน

เรื่องหนี้ครัวเรือนพุ่งสูงขึ้นนี้ พรรคร่วมรัฐบาล 8 พรรค นำโดย นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส..บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกล (..) ได้แถลงผลการประชุมของคณะทำงานประสานเปลี่ยนผ่านรัฐบาล

ในส่วนของหนี้ครัวเรือนถือเป็นเรื่องเร่งด่วน รัฐบาลใหม่ต้องรีบเข้ามาแก้ไข

คณะทำงานจึงได้เสนอ 2 ข้อด้วยกัน คือ หนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) และหนี้ข้าราชการ 

รวมทั้งหมดจะกระทบกับประชาชนทั้งหมด 14 ล้านคน 

เรื่องหนี้ กยศ.ตัวกฎหมายนั้นผ่านแล้ว แต่ยังไม่มีการบังคับใช้ คาดว่าจะบังคับใช้โดยเร็วที่สุด 

การสร้างแรงจูงใจเรื่องค่าปรับดอกเบี้ย หากชำระตรงเวลาจาก 0.5% ลดเหลือ 0.25% 

เน้นหักเงินต้นมากกว่าดอกเบี้ย จะช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาให้แก่ประชาชนที่มีปัญหาหนี้ กยศ. รวมถึงการปรับโครงสร้างระยะเวลาการผ่อน 

สำหรับหนี้ข้าราชการก็น่ากังวล เพราะข้าราชการจำนวนมากถึง 3-4 ล้านคน ได้รับผลกระทบ 

ทั้งข้าราชการครูและตำรวจ เมื่อได้รับเงินเดือนมาก็ถูกหักเงินจากบัญชีเพื่อใช้หนี้สหกรณ์ ทำให้ไม่มีโอกาสมีเงินเดือนมากพอในการใช้ชีวิต 

กลุ่มข้าราชการตำรวจมีอยู่ประมาณ 21 เปอร์เซ็นต์ ทางคณะทำงานเสนอให้กรมบัญชีกลางเป็นผู้ทำข้อมูลนี้

นำเสนอว่า ไม่ว่าจะเป็นทั้งรายได้เงินเดือน หรือจะกำหนดให้เป็นเปอร์เซ็นต์ 

ไม่ว่าจะเหลือเงินเดือนเท่าไหร่ จะต้องเหลือเงินอยู่ที่ 30% ของเงินเดือน เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตได้

ขณะเดียวกันมีการปรับโครงสร้างคล้ายกันกับหนี้ กยศ. ยืดระยะเวลามากขึ้น เพิ่มแรงจูงใจชำระหนี้ 

อาทิ หากชำระหนี้เร็วจะลดดอกเบี้ยโดยหักหนี้เงินต้นมากกว่าหักดอกเบี้ย

คณะทำงานคิดว่าไม่ได้เป็นสิ่งผิดจริยธรรม หรือวิธีการในการบริหารหนี้สิน เพราะมองว่าข้าราชการก็ควรได้รับการบริหารหนี้เช่นเดียวกัน

ถือเป็นความพยายามแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนของทุกฝ่าย เพราะนับวันจะยิ่งเป็นภาระอันหนักอึ้งของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ

รายได้ไม่พอรายจ่าย ต้นทุนการใช้ชีวิตสูงขึ้นแทบทุกอย่าง แต่รายได้ไม่เพิ่ม 

สิ่งสำคัญคือ ดอกเบี้ยยังทะยานปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

เงินเดือนออกมาไม่พอใช้แต่ละเดือน และไม่พอจ่ายหนี้ 

แล้วอย่างนี้จะใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างไร จะสามารถมีความคิดความอ่านเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างไรถ้าหนี้สินยังท่วมอยู่แบบนี้

ดังนั้น ผู้ที่มีหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องร่วมกันช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วน ก่อนที่จะเสียหายมากไปกว่านี้

สุรพล สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา