เช็กสัญญาณ โหวตนายกฯ กับกระแส ‘พลิกขั้ว-สลับคิว’

เช็กสัญญาณ โหวตนายกฯ
กับกระแส ‘พลิกขั้ว-สลับคิว’

ผ่ านขั้นแรกไปแล้วสำหรับการเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลของ 8 พรรคร่วม ที่มี พรรคก้าวไกล (ก.ก.) เป็นแกนนำรวบรวมเสียงไว้ได้ที่ 312 เสียง เมื่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคมที่ผ่านมา มีวาระการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภา ทั้ง 2 คน

ผลการเลือกประธานสภาและรองประธานสภาทั้งสองคนของที่ประชุมเป็นไปตามโผ คือ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ ได้รับเลือกเป็นประธานสภา ขณะที่ นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ส.ส.พิษณุโลก พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ได้รับเลือกเป็นรองประธานสภา คนที่ 1 และ นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย (พท.) ได้รับเลือกเป็นรองประธานสภาคนที่ 2

ขั้นตอนต่อไป เมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งประธานสภา ซึ่งจะทำหน้าที่ประธานรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ และรองประธานสภาทั้งสองคนเรียบร้อย โดยประธานรัฐสภาจะต้องเรียกประชุมรัฐสภาภายใน 10 วัน ซึ่งจะประกอบด้วย ส.ส. 500 คน และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) 250 คน ร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ตามบัญชีแคนดิเดตนายกฯ ที่แต่ละพรรคเสนอต่อที่ประชุมสภา โดยมีเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 159 คือ ต้องเป็นพรรคการเมืองที่มีเสียง ส.ส.ไม่น้อยกว่าร้อยละห้า หรือ 25 เสียง เสนอต่อที่ประชุมรัฐสภา

Advertisement

โดยมีเงื่อนไขของบุคคลที่จะได้รับเลือกจากที่ประชุมรัฐสภาให้เป็นนายกฯคนที่ 30 คือ ต้องมีเสียงจากสมาชิกรัฐสภาสนับสนุนไม่ต่ำกว่า 376 เสียง ตามมาตรา 272 วรรคแรกของรัฐธรรมนูญ

ด่านหินของ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล ที่มีเสียงรวมกันอยู่ที่ 312 เสียง ยังต้องการเสียงของสมาชิกรัฐสภา สนับสนุนด้วยตัวเลขกลมๆ อีก 64 เสียง เพื่อให้ได้ครบ 376 เสียง ในการส่ง “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ขึ้นเป็นนายกฯคนที่ 30

64 เสียงที่แกนนำพรรค ก.ก.จะต้องเปิดดีลให้มาโหวตสนับสนุน “พิธา” ตาม ย่อมไม่พ้นจากกลุ่ม 250 ส.ว. และขั้วรัฐบาลปัจจุบันที่ยังจับมือกันแน่นอยู่ที่ 188 เสียง หากไม่ได้จากเสียง ส.ว. ก็ต้องได้เสียงจาก ส.ส.พรรคร่วมปัจจุบัน โหวตข้ามขั้วสนับสนุน ถือเป็นการบ้านของคณะเจรจาของพรรค ก.ก. และทีมเจรจาของ 8 พรรค ในการเดินหน้าดีลเสียงสนับสนุน “พิธา” นั่งนายกฯ

หากเช็กสัญญาณล่าสุดของ 250 ส.ว. ยังพบว่า สัญญาณที่จะได้ 64 เสียงของ ส.ว. มาโหวตเลือก “พิธา” เป็นนายกฯ ยังไม่มีท่าทีเชิงบวก

ขณะที่ในมุมมองของนักวิชาการ ประเมินการโหวตเลือกนายกฯที่จะเกิดขึ้น โดย “ธเนศพล อินทร์จันทร์” รองอธิการบดีฝ่ายการศึกษา มหาวิทยาลัยพิษณุโลก เห็นว่าตำแหน่งประธานสภาไม่ใช่ของพรรคเพื่อไทยโดยตรง แต่ก็เป็นคนของพรรคเพื่อไทยโดยอ้อม เพราะนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตเคยเป็นคนของพรรคเพื่อไทย

“ผมมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ส่วนการเสนอนายกรัฐมนตรีก็จะต้องเป็นนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคก้าวไกล ส่วนจะยื้อเวลาไปนานเท่าใดนั้น เชื่อว่าตามกรอบควรจะไม่เกินเดือนกรกฎาคม”
หากโหวตแล้วนายพิธาไม่ผ่านในรอบแรก เนื่องจากติดที่ ส.ว.ก็อาจมีรอบสอง ส่วนจะเปลี่ยนชื่อเสนอแคนดิเดนตนายกรัฐมนตรีคนใหม่หรือไม่ เป็นอำนาจของประธานสภา ซึ่งตามมารยาททางการเมือง หากพรรคก้าวไกลยังจับมือกับพรรคเพื่อไทย ตามครรลองหรือธรรมเนียมปฏิบัติของสภา คงต้องเดินหน้าสนับสนุนนายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีอย่างเต็มที่

กระทั่งทำทุกอย่างแล้ว แต่นายพิธายังถูกขวาง จึงต้องมามองหนทางใหม่เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศ

เมื่อต้องการหานายกรัฐมนตรีมาบริหารประเทศ อาจต้องหาสูตรอื่นเพื่อได้เสียงมา สนับสนุนในสภา

สำหรับพรรคพลังประชารัฐ ขณะนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถอยไปแล้ว จึงไม่มีลุงที่รัฐประหาร ดังนั้น อาจจะสนับสนุนให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะไม่ได้ทำรัฐประหาร

เชื่อว่าลุงป้อมมีสิทธินั่งนายกรัฐมนตรีเหมือนกัน ถ้ากระแสสังคมตอบรับ

สำหรับพรรคภูมิใจไทย ยังเชื่อว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล ไม่น่าจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่หากร่วมรัฐบาลเชื่อว่าเป็นไปได้ เช่น เป็นรองนายกรัฐมนตรี เพราะกระแสสังคมยอมรับได้ รวมทั้งทุกพรรคการเมืองก็ร่วมรัฐบาลได้ เพราะเป็น ส.ส.ที่มาจากเสียงของประชาชน

“ผมมองว่าพรรคเพื่อไทยเป็นตัวยืนอยู่แล้วในการจัดตั้งรัฐบาล เว้นแต่ใครจะมาร่วมรัฐบาลเท่านั้นเอง ที่สำคัญพรรคเพื่อไทยหาเสียงไว้แล้วว่า ‘ไม่เอาลุง’ ประกอบกับตั้งธงไว้ว่าต้องการเป็นรัฐบาลตอนหาเสียง แต่คะแนนไม่ถึง ก็เคารพเสียงประชาชน และสนับสนุนคนเสียงข้างมากได้เป็นนายกรัฐมนตรี และทำถึงที่สุดแล้ว”

มีกระแสข่าวว่า เมื่อทำไม่ได้ พรรคเพื่อไทยต้องหาเสียง ส.ส.มาร่วมโหวตให้ได้มากกว่า 375 เสียง

พรรคเพื่อไทยอาจจะต้องออกจาก 8 พรรคการเมือง ปลดล็อกเอ็มโอยูที่ทำเอาไว้ เพื่อให้การเมืองเดินหน้าต่อไป พรรคเพื่อไทยอาจต้องเอาพรรคการเมืองฝั่งตรงข้าม 8 พรรค มาร่วมเพราะทำให้ดูสง่างามกว่ารัฐบาลเสียงข้างน้อย

การห้ำหั่นกันทางการเมืองเพื่อยึดทำเนียบรัฐบาลยังคงดำเนินต่อไป

ดำเนินต่อไปอย่างเข้มงวด ทุกจังหวะก้าวมีผลชี้เป็นชี้ตายต่อการครอบครองเก้าอี้นายกรัฐมนตรีคนที่ 30

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image