หน้าแรก การเมือง บทนำ : เจตนา ...

บทนำ : เจตนา ส.ส.-ส.ว.

8.07.23 | 07:09 น.
บทนำ : เจตนา ส.ส.-ส.ว. นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่เพิ่งได้รับการสนับสนุน

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่เพิ่งได้รับการสนับสนุนจากสภาผู้แทนราษฎรให้เป็นประธานสภา และมีฐานะเป็นประธานรัฐสภาด้วย ได้หารือกับ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา กำหนดให้วันที่ 13 กรกฎาคม เรียกประชุม 2 สภา เพื่อลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งขณะนี้มีพรรค 8 พรรคที่รวมเป็นเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรเสนอชื่อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกล เป็นนายกฯ

ตามขั้นตอนกฎหมาย ขั้นตอนเลือกนายกฯต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ โดยให้ ส.ส.เสนอชื่อบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี จากบัญชีรายชื่อแคนดิเดตของพรรคที่มีจำนวน ส.ส.ตั้งแต่ 25 คนขึ้นไป การเสนอชื่อต้องมี ส.ส.รับรองไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวน ส.ส.ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ สามารถเสนอชื่อให้เลือกได้มากกว่า 1 คน การเลือกนายกรัฐมนตรีให้กระทำเป็นการเปิดเผย การให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรีให้ดำเนินการในที่ประชุมรัฐสภา โดย ส.ส.มีสมาชิก 500 คน และ ส.ว.มีสมาชิก 250 คน และต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่ง หรือ 376 เสียงขึ้นไป

ขณะที่ 8 พรรคที่จับมือกันเป็นรัฐบาลมี ส.ส.รวมกัน 312 เสียง ยังจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนอีก 64 เสียง จึงจะผลักดันให้นายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ซึ่งกรณีดังกล่าวพรรคก้าวไกลในฐานะพรรคอันดับ 1 พยายามหาเสียงสนับสนุนจากพรรคการเมือง และวุฒิสมาชิก จนถึงขณะนี้ ไม่มีใครยืนยันได้ว่านายพิธาจะได้รับการสนับสนุนจากรัฐสภาให้เป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ จึงเกิดฉากทัศน์หลากหลาย เช่น พรรคการเมืองทุกพรรคที่มี ส.ส. ต้องการให้ทุกอย่างเป็นไปตามเจตนาของประชาชนส่วนใหญ่ จึงลงเสียงสนับสนุนให้นายพิธาเป็นนายกฯตามที่ 8 พรรคเสนอ หรือสมาชิกวุฒิสภามากกว่า 64 คน ให้การสนับสนุนนายพิธา รวมไปถึงความเคลื่อนไหวของสมาชิกวุฒิสภาที่เร่งผลักดันให้องค์กรอิสระรีบสอยนายพิธาก่อนถึงวันโหวต และมีข้อเสนอว่าจะไม่โหวตนายกฯที่มีพรรคก้าวไกลร่วมรัฐบาล

การโหวตนายกรัฐมนตรีเป็นจุดเริ่มต้นของการบริหารประเทศ ทุกอย่างจึงขึ้นอยู่กับสมาชิกรัฐสภาทุกคนที่จะร่วมรับผิดชอบประเทศ ผลการโหวตในวันที่ 13 กรกฎาคม จะสะท้อนเจตนาของ ส.ส.และ ส.ว.ว่าจะสานต่อเจตนาของประชาชนที่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง หรือจะล้มล้างเจตนาของประชาชนที่ต้องการเปลี่ยนแปลง