หมายเหตุ – นักวิชาการวิเคราะห์สถานการณ์สมาชิกรัฐสภาโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ช่วงวันที่ 13 กรกฎาคมนี้ ตามที่ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลเสนอ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) เป็นนายกรัฐมนตรีจะออกมาแบบใด

รศ.ดร.ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร
คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ม.เชียงใหม่
13 กรกฎาคมนี้ อย่างแรก บรรยากาศในการประชุมวันนั้นจะตึงเครียด ทั้งฝ่ายพันธมิตรกลุ่มการเมืองเดียวกัน 8 พรรค หรือแม้กระทั่งฝ่ายตรงข้าม ถามว่ามีใครไว้ใจใคร 100 เปอร์เซ็นต์หรือไม่คิดว่าค่อนข้างยากที่จะฟันธง สิ่งสำคัญคือในวันนั้น จริงๆ แล้วถ้ามองว่าการเจรจากับกลุ่มสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) เพื่อยกมือโหวตให้ฝ่ายพรรคก้าวไกล (ก.ก.) หรือแม้กระทั่งความพยายามที่จะสร้างกระแสในเรื่องของการเคลื่อนไหวตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย คงยังมีต่อไปในระหว่างที่เหลืออีกราว 8 วัน
ตอนนี้กระแสที่ไม่ชัดเจนคือ บางกระแส อย่างวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ (ปช.) ว่าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร บอกว่า โหวตได้ไม่มีจำกัด บ้างก็บอกว่าโหวตได้ 3 ครั้ง จำนวนโหวตมีผลต่อฉากทัศน์การเลือกนายกรัฐมนตรีอย่างชัดเจนแน่นอน โดยจำนวนโหวตหมายถึงการเปิดและปิดล็อกการเมืองต่อเนื่องด้วย เพราะถ้ามีการจำกัดจำนวนโหวต เช่น 2 หรือ 3 ครั้ง แน่นอนว่าถ้าไม่สามารถที่จะผ่านด่าน ส.ว.ไปได้ หรือเสียงไม่สามารถเกิน 376 ได้ ความชอบธรรมจะถูกย้ายจากพรรค ก.ก.ไปยังพรรคเพื่อไทย (พท.) หรือพรรคอื่นทันที แต่สมมุติถ้าโหวตได้ไม่จำกัดจำนวนครั้งหมายความว่าการเมืองไทยจะเคลื่อนเข้าไปสู่สุญญากาศอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม สามารถมองได้ 2 แบบกล่าวคือปล่อยให้มีการประนีประนอม ต่อรองต่อไปภายใต้สุญญากาศนี้ หรือสุญญากาศนี้จะนำไปสู่การที่มีรัฐบาลรักษาการต่อไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นสุญญากาศตรงนี้ขึ้นอยู่กับว่าใครจะสามารถช่วงชิงความได้เปรียบ หรือถ้าใครปรารถนาดีจริงๆ จะหาช่องทางการปลดล็อกทางด้านการเมืองได้ด้วยหรือเปล่า
แนวโน้ม ณ ตอนนี้ ฉากแรกมีความพยายามที่จะชูความชอบธรรมของพรรคที่ได้คะแนนเสียงมาเป็นอันดับ 1 แต่ถามว่าการเตรียมตัวเลือกไว้มันก็เป็นทางเลือกที่มีการเตรียมการไว้เช่นเดียวกัน คำถามที่ยังตอบไม่ได้ก็คือ มันมีเหตุผลที่สร้างความชอบธรรมทางการเมืองอะไร เพราะตอนนี้เราผ่านการเลือกตั้งมาแล้ว ทุกฝ่ายอ้างความชอบธรรมหมด แต่กลไกของรัฐสภาจะตอบโจทย์เรื่องความชอบธรรมด้านการเมืองด้วยหรือไม่ ตรงนี้ส่วนตัวคิดว่าสำคัญ

ชัยธวัช เสาวพนธ์
นักวิชาการอิสระ จ.เชียงใหม่
เ ชื่อว่าการโหวตนายพิธาเป็นนายกฯคนใหม่ไม่น่ามีปัญหา มีเสียงสนับสนุนจาก 8 พรรคจัดตั้งรัฐบาล 312 เสียง หากดึงเสียงจากพรรคร่วมรัฐบาลเดิม 40 เสียงและสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) อีก 25 เสียงรวม 377 เสียง เกินครึ่ง 376 เสียงจาก 750 เสียง โหวตให้นายพิธา เพื่อเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล มีคณะรัฐมนตรี (ครม.) บริหารประเทศ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าได้
โอกาสโหวตนายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งแรกเป็นไปได้สูง เนื่องจากผลเลือกตั้ง ที่ผ่านมาพรรค ก.ก.และพรรค พท. ชนะเลือกตั้ง ได้รับเสียงสนับสนุนรวมกันกว่า 24 ล้านเสียง ถือเป็นฉันทามติให้นายพิธา เป็นนายกฯ และเป็นหัวหน้ารัฐบาลคนใหม่ ประกอบกับประชาชนเบื่อหน่าย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐบาลที่บริหารประเทศมากว่า 9 ปีแล้ว อีกทั้งคนช่วงอายุ 50-65 ปี เริ่มชอบนโยบายพรรค ก.ก.และคล้อยตามคนรุ่นใหม่มากขึ้น อยากเปลี่ยนแปลงการเมืองให้เป็นของประชาชน สร้างอนาคตที่ดีแก่ลูกหลานในวันข้างหน้า ไม่ใช่การสืบทอดอำนาจให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น
การโหวตนายพิธาเป็นนายกฯ พรรคร่วมรัฐบาล อาทิ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อาจโหวตให้นายพิธา เนื่องจากยึดมั่นระบอบประชาธิปไตย ต้องการลบภาพเป็นเผด็จการ เพราะเป็น ส.ส. เหมือนกันที่สำคัญดีกว่าให้ ส.ว. 250 คน โหวตนายกฯเพราะไม่ได้มาจากประชาชนโดยตรงเหมือน ส.ส.เชื่อว่านายพิธาได้รับการโหวตเป็นนายกฯตั้งแต่ครั้งแรก ไม่ต้องรอโหวตถึง 3 ครั้ง ตามที่สภากำหนดดังกล่าว ดังนั้นการโหวตนายกฯและมี ครม.ควรเสร็จสิ้นภายในกรกฎาคมนี้ ก่อนรัฐบาลใหม่ได้แถลงนโยบายต่อสภาในช่วงสิงหาคมตามลำดับ
ระหว่างรอโหวตนายพิธาเป็นนายกฯคนใหม่ 8 พรรคร่วมทำเอ็มโอยูจัดตั้งรัฐบาล ต้องร่วมกันสนับสนุนนายพิธา พร้อมแสวงหาความร่วมมือ และเสียงสนับสนุนจากพรรคร่วมรัฐบาล และ ส.ว.เพิ่มขึ้นโดยอาศัยการเจรจา และความสัมพันธ์ส่วนตัว เพื่อให้มีเสียงเกิน 376 เสียง ผลักดันนายพิธานั่งเก้าอี้นายกฯคนที่ 30 ให้สำเร็จตามเป้าหมายสมดังเจตนารมณ์ประชาชน ที่เลือกพรรคดังกล่าวมาเป็นรัฐบาลใหม่ เพื่อขับเคลื่อนประเทศเดินไปข้างหน้าและพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนให้ดีกว่าเดิมต่อไป

รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ม.บูรพา
การโหวตนายกฯ โดยหลักการแล้วจะต้องมีการเจรจาพูดคุยกันระหว่าง ประธานสภาผู้แทนราษฎรกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ว่าจะวางกฎกติกากันอย่างไร เพื่อให้การโหวตเป็นธรรม และไม่ติดใจหรือค้างค้าใจกันทั้งหมด เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองเริ่มรู้สึกว่า หากมีการโหวตนายพิธาเป็นนายกฯ จะมีมวลชนจำนวนมากให้ความสนใจ เพราะฉะนั้นสภาจะต้องวางกติกาให้ชัดเจน หากมองไปที่ 8 พรรคการเมืองที่จะจัดตั้งรัฐบาล มีความชัดเจนในเรื่องของเอกภาพ หากดูจากการโหวตรองประธานสภาคนที่ 1 จาก 312 เสียง และมีความมั่นใจหากพรรค ภท.ที่มีคะแนนประมาณ 70 ที่นั่ง ที่ไม่ยอมยกมือโหวตรองประธานสภาคนที่ 1 ในปีกของเขาเอง ทำให้ 8 พรรคการเมืองมีความหวังว่าน่าจะมีการแปรเปลี่ยนของพรรค ภท. หรือถ้าพรรค ปชป.มีว่าที่แคนดิเดตหัวหน้าพรรค หลายคนมองว่าจะสนับสนุนพรรค ก.ก.เหมือนกัน หลังโหวตนายกฯแล้วจะไปทำหน้าที่ฝ่ายค้าน
บวกกับกระแสสังคมที่พยายามกดดัน ส.ว.ค่อนข้างหนัก กระบวนเหล่านี้ทำให้พรรค ก.ก.คิดว่าตัวเองน่าจะมีโอกาสได้นั่งตำแหน่งนายกฯ เพราะทั้งพรรคฝ่ายค้าน หรือ ส.ว.ไม่กล้าฝืนกระแสของสังคม และปัจจุบันทุกคนยอมรับแล้วว่ารัฐบาลเสียงข้างน้อยเป็นไปไม่ได้ ประกอบกับจะไม่จัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยเด็ดขาด จึงทำให้พรรค ก.ก.มีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น ในเมื่อรัฐบาลเสียงข้างน้อยจัดตั้งไม่ได้ จึงต้องมาวัดใจที่ ส.ว. สุดท้ายแล้วต้องมาดูว่า ส.ว.จะโหวตตามมติความต้องการของประชาชนหรือไม่ หากเลือกนายกฯ 2-3 ครั้งแล้ว ส.ว.ยังไม่ยกมือโหวตนายพิธาเป็นนายกฯ จะเป็นโอกาสของพรรคอันดับ 2-3 ขึ้นมาทันที เพื่อหาหลักอิงในความชอบธรรมทางการเมืองในปีกของตัวเอง คงต้องปล่อยให้มีการโหวตนายพิธาไปก่อนเพียงคนเดียว จนนายพิธายอมรับเงื่อนไขว่า เลือก 2-3 ครั้งแต่ ส.ว.ไม่โหวตคะแนนให้ก็จะเป็นความชอบธรรมของพรรคอันดับ 2-3 ทันที
ส่วนการจะโหวตนายกฯ 2 คน โดยมีนายพีระพันธุ์สาลีรัฐวิภาค แคนดิเดตนายกฯพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ลงแข่งขัน หากมองไปแล้วนายพีระพันธุ์คงยาก จะต้องเกิดงูเห่าขึ้นจริงๆ หากดูไปแล้ว 312 เสียงของ 8 พรรคการเมือง เชื่อว่าคงไม่มีงูเห่า ถึงแม้ว่าจะทำได้ แต่มาทำตอนนี้ราคาต้นทุนของพรรค พท.จะเสียมากยิ่งขึ้น หากจะเสนอนายพีระพันธุ์ จะกลายเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยและบริหารงานไม่ได้ รวมทั้งไม่มีความชอบธรรมด้วย
หากถามว่าส่งรายชื่อนายพิธาโหวตเป็นนายกรัฐมนตรีจนถึงที่สุดแล้ว แต่ไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี พรรค พท.จะพลิกมาฝ่ายตรงข้าม ผมมองว่าในความเป็นจริง พรรค พท.ไม่ต้องพลิกมาฝ่ายตรงข้าม ถ้าพรรค พท.ต้องการจัดตั้งรัฐบาลเพื่อความชอบธรรม พรรค พท.มีโอกาสอยู่แล้วโดยธรรมชาติ เมื่อพรรคอันดับ 1 ไม่สามารถเป็นนายกฯและจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ หากเดินเกมนี้และมีความชอบธรรม มวลชนจะเข้าใจสถานการณ์และมี ส.ว.จำนวนมากที่ไม่ได้ติดเงื่อนไขกับพรรค พท. ที่สำคัญไม่ได้ดำเนินนโยบายแบบสุดโต่ง ตามความคิดของ ส.ว.พร้อมสนับสนุนเช่นกัน
มองไปแล้วฝั่งตรงข้ามของ 8 พรรคการเมือง อาจจะให้การสนับสนุนอีกด้วย เพราะรู้ดีว่าระยะยาวพรรค ก.ก. ถ้าเป็นรัฐบาลร่วมกับพรรค พท.คงเป็นไปได้ไม่นาน เพราะนโยบายต่างกัน เขารอจังหวะเสียบอยู่ โดยพรรค พท.และพรรค ก.ก.ยังอยู่จุดเดิม แต่ค่อยบีบพรรค ก.ก.จากพรรคร่วมรัฐบาลออกไปเป็นฝ่ายค้าน เพราะจุดยืนของพรรค ก.ก.กับพรรค พท.ไปด้วยกันไม่ได้ เนื่องจากนโยบายของพรรค ก.ก.จะต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ส่วนพรรค พท.ประนีประนอม เมื่อพรรค พท.มาเป็นรัฐบาล จะต้องนำนโยบายของพรรค พท.มาปฏิบัติเป็นหลัก จะส่งผลกระทบต่อพรรค ก.ก.จะทำให้เสียจุดยืนทางการเมือง หากบริหารไปประมาณ 2-3 เดือน ประกอบกับพรรค ก.ก.กระแสจะตกต่ำ เมื่อปฏิบัติตามนโยบายไม่ได้ อาทิ นโยบายปฏิรูปกองทัพจะไม่ถูกขับเคลื่อน เพราะพรรค พท.เป็นแกนนำ นโยบายแก้ ม.112 รวมทั้งนโยบายสำคัญ ไม่สามารถเสนอมาสู่การปฏิบัติได้ รวมทั้งกระแสสังคมกดดัน เพราะปฏิบัติตามนโยบายที่เสนอไว้ไม่ได้ เมื่อนั้นพรรค ก.ก.รับไม่ได้ก็จะถอยออกมา จึงเป็นโอกาสของพรรคการเมืองที่จะเข้ามาร่วมรัฐบาลทันที อาทิ พรรค ภท.
เมื่อพรรค พท.ได้โอกาส เชื่อว่าจะมี ส.ว.โหวตสนับสนุน หรืออาจจะเป็นพรรค ภท.สนับสนุน เพราะ 70 เสียงจะลงตัวพอดีเกี่ยวกับคะแนนเสียงโหวตนายกฯของพรรค พท. ถึงแม้ว่าพรรค ภท.ไม่ได้ร่วมรัฐบาลก็ตาม เพียงรอจังหวะภายหลังจากที่พรรค ก.ก.เดินหน้าร่วมรัฐบาลไม่ได้ และลาออกไปเป็นฝ่ายค้าน จะมีโอกาสเข้ามาร่วมรัฐบาล โดยไม่ต้องอาศัยงูเห่า แต่จะยกโขยงเข้าไปทั้งพรรคเพื่อร่วมรัฐบาล ดังนั้น รัฐบาลที่จัดตั้งโดยพรรค พท. อาจจะไม่ต้องพึ่ง ส.ว. ก็เกิน 376 เสียงแล้ว
ผลกระทบจากนายพิธาไม่ได้เป็นนายกฯ มองว่าถ้าเป็นไปตามกติกา คิดว่าไม่มีความชอบธรรมที่จะลงถนนมาประท้วง อาจจะมีคนพอใจลงถนน แต่ไม่มีความชอบธรรม เพราะรัฐบาลจัดตั้งขึ้นบนความชอบธรรมทางการเมือง และความชอบธรรมทางกฎหมาย ในเมื่อความชอบธรรมทั้ง 2 อย่างเกิดขึ้น กลุ่มคนที่ไม่พอใจจะมาประท้วงก็จะไม่เกิดความชอบธรรมทันที มองว่าพรรค ก.ก.เดินเกมผิดมาตั้งแต่เลือกประธานสภา คิดว่าคงมีการปรับแผนโดยพรรค ก.ก.มาเป็นฝ่ายค้านก็ไม่เสียหาย เพราะรักษาคะแนนนิยมได้ และอย่างน้อยมีรองประธานสภาคนที่ 1 ในการเสนอกฎหมายสำคัญๆ ถึงแม้ว่าไม่ผ่านสภา ก็จะทำให้เกิดร่องรอยว่าพรรค ก.ก.ได้พยายามเต็มที่แล้ว ตามสัญญาประชาชน
ถ้าประชาชนต้องการให้กฎหมายเหล่านี้ผ่าน เลือกตั้งครั้งหน้าต้องเลือกพรรค ก.ก.ให้แลนด์สไลด์คาดการณ์ว่าจะมีการเลือกตั้ง ส.ส.ใหม่ไม่เกิน 2 ปี

