ส่องศึกชิง ‘หัวหน้าปชป.’ เปรียบมวย ‘มาร์ค-เอ้ ’

7.07.23 | 05:35 น.

ส่องศึกชิง‘หน.ปชป.’ เปรียบมวย‘มาร์ค-เอ้ ’

ศึกชิงหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) คนที่ 9 ไทม์ไลน์งวดเข้ามาเรื่อยๆ จะรู้แพ้-ชนะกัน ในการประชุมใหญ่วิสามัญพรรคประจำปี 2566 ในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้

แคนดิเดตที่เปิดหน้าท้าชิงแม่ทัพพรรค
สีฟ้า โชว์ความพร้อมเป็นคนแรก คือ “เสี่ยจ้อน” อลงกรณ์ พลบุตร รักษาการรองหัวหน้าพรรค ปชป. ตามภารกิจ แต่พลพรรค ปชป.ต่างรู้กันดีว่าชื่อของ “เสี่ยจ้อน” นั้นยังไม่ใช่ของจริง

เนื่องจาก ณ วันนี้ สถานการณ์ชิงหัวหน้าพรรค ปชป.คนที่ 9 นั้น คนในพรรค ปชป.ฟันธงตรงกันว่าจะเหลือการชิงชัยกันเพียง “บิ๊กเนม” 2 กลุ่มใหญ่ในพรรค

ระหว่างขั้วของ “นายหัวชวน” ชวน หลีกภัย
อดีตหัวหน้าพรรค ปชป. และอดีตประธานสภาที่ปรึกษาพรรค ปชป. ที่พร้อมหนุน “เดอะมาร์ค”
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้คัมแบ๊กกลับมานั่งผู้นำพรรค ในเก้าอี้หัวหน้าพรรค ปชป.คนที่ 9 ซึ่งมีภารกิจสำคัญรออยู่ คือ การรีแบรนด์พรรค ปชป.ให้ฟื้นคืนกลับมายืนเป็นพรรคใหญ่อีกครั้ง

Advertisement

หลังจากไม่ประสบความสำเร็จจากผลการเลือกตั้ง ส.ส.เมื่อปี 2562 และปี 2566 ที่ได้
ผู้แทนเข้าสภาตัวเลขต่ำร้อย 2 ครั้งติด คือ 52 เสียงในการเลือกตั้งปี 2562 และ 25 เสียงกับการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา

ขณะที่อีกขั้วที่กุมความได้เปรียบส่วนใหญ่ภายในพรรค คือ ขั้วของ “เลขาฯต่อ” เฉลิมชัย
ศรีอ่อน รักษาการเลขาธิการพรรค ผนึกกำลังกับกลุ่ม ส.ส.ภาคใต้ที่มี “นายกชาย” เดชอิศม์
ขาวทอง ส.ส.สงขลา รักษาการรองหัวหน้าพรรค ดูแลภาคใต้ เป็นแรงหนุน พร้อมส่งขุนพลชิงเก้าอี้หัวหน้าพรรค ปชป.คนใหม่ ด้วยเช่นกัน

ล่าสุด เปิดดีลทาบทาม “ดร.เอ้” สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อดีตผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. มาชิงเก้าอี้หัวหน้าพรรค ปชป. ภายใต้การสนับสนุนของขั้ว “เลขาฯต่อ” ซึ่งรอเพียงคำตอบของ “ดร.เอ้” ว่าจะรับเทียบเชิญหรือไม่

เมื่อประเมินกำลังภายในพรรคขณะนี้
พบว่ากลุ่มของ “เลขาฯต่อ” กุมความ ได้เปรียบไว้ได้มากกว่า เนื่องจากมี ส.ส.ในสังกัดบวก-ลบ 20 คนจาก ส.ส.ที่ได้รับเลือกตั้งมาทั้งหมด 25 เสียง

อีกทั้งเกณฑ์การตัดสินหัวหน้าพรรค ปชป.คนใหม่ จะยึดตามข้อบังคับพรรคที่กำหนด องค์ประชุมในการเลือกหัวหน้าพรรคและคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ชุดใหม่ จำนวน 375 คน ประกอบด้วย กก.บห.ชุดรักษาการ สมาชิกที่เคยเป็นหัวหน้าหรือเคยเป็นเลขาธิการพรรค 1 คน ส.ส.ปัจจุบัน 25 คน อดีต ส.ส. 85 คน สมาชิกที่เป็นรัฐมนตรี 2 คน อดีตรัฐมนตรี 19 คน

สมาชิกที่เป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (นายก อบจ.) ที่พรรคส่งลงสมัคร 1 คน สมาชิก อบจ. (ส.อบจ.) 1 คน สมาชิกพรรคจากต่างจังหวัดมีสาขาพรรค 20 คน ตัวแทนพรรคประจำจังหวัด 172 คน และอื่นๆ 20 คน

แต่สัดส่วนของเสียงโหวตในองค์ประชุม ส.ส.ปัจจุบันจะมีน้ำหนักคะแนนมากถึง 70% ต่อ 30% ของสมาชิกองค์ประชุมอื่นๆ หากยึดตามข้อบังคับพรรคดังกล่าว ขั้วของ “เลขาฯต่อ” จะกุมความได้เปรียบไว้ได้มากกว่า เนื่องจากมี ส.ส.ในกลุ่มถึง 20 คน

ส่วนขั้วสนับสนุน “อภิสิทธิ์” ที่มี 48 สาขาพรรคภาคอีสานเป็นแรงหนุน จะแก้เกมด้วยการใช้เสียง 3 ใน 5 ขององค์ประชุม เพื่อยกเว้นข้อบังคับพรรค เปลี่ยนน้ำหนักคะแนนจากเสียงโหวต 70 ต่อ 30 เป็น 1 คน 1 โหวต เพื่อให้เกิดความยุติธรรม เนื่องจาก ส.ส.ปัจจุบันมีน้อยเพียง 25 คน ขณะที่องค์ประชุมทั้งหมดมี 375 คน ดังนั้น การที่จะให้คน 25 คน มีอำนาจมากกว่าถือว่าไม่เป็นธรรม จึงต้องติดตามว่าการแก้เกมของกลุ่มที่สนับสนุน “อภิสิทธิ์” จะสำเร็จหรือไม่

ขณะที่มุมมองของนักวิชาการอย่าง ผศ.บูฆอรี
ยีหมะ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา มองว่า สเปกของหัวหน้าพรรค ปชป. ต้องเป็นผู้นำเพื่อการเปลี่ยนแปลง จำเป็นต้องมีวิสัยทัศน์ที่มีความเข้าใจในเรื่องของสังคม เศรษฐกิจ ในระดับประเทศและระดับโลก สามารถเชื่อมโยงการเมือง เศรษฐกิจและสังคมในประเทศไปสู่ระดับโลกได้ ต้องมีความเป็นอินเตอร์ มีความรู้ ความเข้าใจ ทั้งสังคมไทย มีความรู้ความเข้าใจ ในการเปลี่ยนแปลงของโลก เชื่อมโยงประเทศไทยกับสังคมโลก

ที่ผ่านมากระแสความนิยมของพรรค ปชป.ลดลงอย่างมาก หัวหน้าพรรคคนใหม่จะถือเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการเปลี่ยนแปลง ฟื้นพรรค ปชป.ให้กลับคืนมาได้ และต้องสามารถแข่งขันกับพรรคการเมืองอื่นๆ โดยเฉพาะพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ที่ได้คะแนนในการเลือกตั้งที่ผ่านมาอย่างท่วมท้น ทั้งพรรค นโยบาย และความนิยมในตัวหัวหน้าพรรค สามารถตอบรับทั้งกลุ่มวัยรุ่น คนทำงานหรือแม้แต่ผู้สูงอายุบางส่วนด้วย

ผศ.บูฆอรีวิเคราะห์แคนดิเดตที่จะชิงหัวหน้า ปชป.ว่า นายอภิสิทธิ์ที่เป็นอดีตหัวหน้าพรรค เปรียบเสมือนสินค้าเซคกันแฮนด์ สินค้าที่เคยผ่านการใช้มาแล้ว แล้วจะนำกลับมาใช้ใหม่ ถือว่าไม่มีอะไรใหม่ ภาพลักษณ์ของนายอภิสิทธิ์ในช่วงเป็นหัวหน้าพรรค ถูกยึดโยงกับพรรค ปชป.ที่ถูกตีตราว่า

“ดีแต่พูด” ทำให้มีบางพรรคการเมืองที่ได้ใช้ความ “ดีแต่พูด” ของพรรค ปชป.มาปรับ เป็นมอตโตประจำพรรค คือ “พูดแล้วทำ” ของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) จนทำให้สามารถปักธง ส.ส.ในภาคใต้ได้ในการเลือกตั้งปี 2562 และ 2566

ดังนั้น หากนายอภิสิทธิ์กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคอาจจะไม่เวิร์ก เพราะเป็นคนเดิมที่เคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคมาแล้ว แต่อาจจะได้ในแง่ของความเป็นเอกภาพของพรรค แต่ไม่สามารถดึงคะแนนนิยมและไม่สามารถสร้าง
จุดขายพรรค จึงมองว่าไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสม

ส่วน ดร.เอ้-สุชัชวีร์ นั้นถือเป็นคนใหม่ทางการเมือง แม้จะเคยพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.มาก่อนหน้านี้ แต่ก็ไม่ได้ชี้วัดการเลือกตั้งระดับประเทศได้ชัดเจนมากนัก ในขณะที่คะแนนช่วงเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.มีไม่น้อยในขณะที่คุณสมบัติ ภาพลักษณ์ ความรู้ความสามารถทั้งการเป็นผู้บริหารระดับสูงของสถาบันการศึกษา มีประสบการณ์ทั้งในระดับประเทศและในสังคมโลก จึงมองว่ามีความเหมาะสมที่จะเป็นหัวหน้าพรรค ปชป.ในขณะนี้ จะสามารถดึงคะแนนนิยม ทั้งใน กทม.และภาคอื่นๆ ทั่วประเทศ

“หากเป็น ดร.เอ้ จะดีกว่าช่วงที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เป็นหัวหน้าพรรค เป็นการตอกย้ำภาพของความเป็นพรรคของคนใต้ หัวหน้าพรรคเป็นคนใต้ ทำให้ได้คะแนนนิยมจากภาค

อื่นๆ ไม่มากนัก เพราะฉะนั้นการที่ ดร.เอ้จะมาชิงหัวหน้าพรรค ปชป. ถือเป็นความเหมาะสม
โดยเฉพาะหากมีนายเดชอิศม์ ขาวทอง ส.ส.สงขลา เป็นเลขาธิการพรรค นายเดชอิศม์
มีภาพลักษณ์ และใช้มอตโต ใจถึงพึ่งได้ หากเป็นเลขาฯพรรคมีความเหมาะสม หากคู่กับ ดร.เอ้ที่มีภาพลักษณ์ที่ดี

“อย่างไรก็ตาม เรื่องการฟื้นพรรคประชาธิปัตย์นั้น หัวหน้าพรรคถือเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญ นอกจากนั้น เรื่องของอุดมการณ์ทางการเมืองมีความสำคัญที่ไม่

แตกต่างกัน หากพรรคประชาธิปัตย์ยังยึดโยงอยู่กับอนุรักษนิยม มองว่าคงจะฟื้นยาก แต่อาจจะปรับมาเป็นเสรีนิยมมากขึ้น แต่ไม่ถึงกับขนาดพรรคก้าวไกล โดยอาจจะใช้คำว่าเสรีนิยม เพื่อสังคม แม้จะเป็นเสรีนิยม แต่ก็เพื่อคนส่วนใหญ่ เชื่อว่ายังเป็นจุดขายและสามารถจะฟื้นพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นมาได้” ผศ.บูฆอรีให้ความเห็น

รอลุ้น 9 กรกฎาคมนี้ จะได้หน้าใหม่หรือคนเก่าเข้าวินมาคุมทัพพรรคประชาธิปัตย์