ที่เห็นและเป็นไป : บน‘ทางตัน’ของประเทศ โดย สุชาติ ศรีสุวรรณ

9.07.23 | 13:31 น.

ในที่สุดการเมืองไทยเดินมาถึงจุดที่ไม่เป็นอย่างที่มีข้อสรุปว่า “เดี๋ยวมันก็มีทางออกเอง”

วันนี้ชัดเจนแล้วว่า “ไม่มี” การเมืองไทยมาถึงทางตันอย่างสมบูรณ์แบบ

การปะทะกันระหว่าง 2 พลังอำนาจมาถึงจุดที่ปิดทุกทางออกของประเทศในการจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาบริหาร

หลังผลการเลือกตั้งออกมาว่า “ระบบสืบทอดอำนาจผูกขาด” แม้จะประสานหลายฝ่าย ลงมือเต็มกำลัง ใช้ทุกกลไกสร้างความได้เปรียบ และทุกวิธีการเพื่อให้ได้ชัยชนะ กลับพ่ายแพ้ยับเยินต่อ “พลังเจตนารมณ์แห่งมติประชาชน” วิกฤตเกิดขึ้นทันที เพราะกลไกในโครงสร้างการเมืองของประเทศ ไม่ได้ออกแบบไว้เพื่อให้อำนาจกับ “เจตจำนงประชาชน”

พ่ายแพ้ใน “การเลือกตั้ง” แต่ยืนหยัด “สืบทอดอำนาจ” ต่อ หนทางเดียวที่ทำได้คือใช้ทุกอย่างที่มีอยู่เพื่อขัดขวาง “เจตนารมณ์ของพลังประชาชน” ให้พ้นไปในโอกาสเข้ามาดูแลการบริหารจัดการประเทศ

Advertisement

ทิ้งทุกเหตุผล ทุกความชอบธรรม ดันทุรังทุกอย่างเพียงเพื่อบรรลุเป้าหมาย โดยหยุดสนใจว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นจะสร้างความเสียหายวายป่วงอย่างไรกับประเทศชาติบ้าง

“พลังเจตนารมณ์ประชาชน” ที่เลือก “พรรคก้าวไกล” กว่า 14 ล้านเสียง “พรรคเพื่อไทย” กว่า 10 ล้านเสียง และเมื่อรวมทั้ง 8 พรรคที่ลงนามใน MOU ร่วมจัดตั้งรัฐบาลมากกว่า 25 ล้านเสียง รวม ส.ส.ได้ 312 คน เกินครึ่งสภามามากมาย ยืนอยู่ฟากหนึ่ง ประกาศความชอบธรรมในอำนาจด้วยเสียงดังฟังชัด มีเหตุมีผลในหลักการประชาธิปไตยเต็มเปี่ยม

“ระบบสืบทอดอำนาจผูกขาด” ประกาศอำนาจที่เหนือกว่าผ่าน “250 ส.ว.” ที่แต่งตั้งขึ้นมาเป็นเครื่องมือ มีพลังล้นเหลือที่จะขัดขวาง ล้มล้าง “พลังเจตนารมณ์ประชาชน” และเมื่อประสานเข้ากับเครือข่าย “พรรคการเมืองรวมอุดมการณ์สืบทอดอำนาจ” ที่แม้จะพ่ายแพ้การเลือกตั้ง แต่ยังเป็นเชื้อความหวังลมๆ แล้งๆ ว่าจะพลิกขั้วมาจัดตั้งรัฐบาลได้ เสียงของฝ่ายต้านอำนาจประชาชนดูจะกึกก้องและสร้างพลังกำหนดความเป็นไปในเกมอำนาจได้มากกว่า

จากต่อต้าน “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” เป็นนายกรัฐมนตรี มาวันนี้ตั้งเงื่อนไขที่ปฏิเสธไม่ได้สูงขึ้นไปอีกว่า “รัฐบาลชุดใหม่จะต้องไม่มีพรรคก้าวไกลร่วม ครม.”

เป็น “พรรคก้าวไกล” ที่ประชาชนแสดงเจตนารมณ์เลือกเข้ามาเป็นพรรคอันดับหนึ่งในการเลือกตั้งครั้งนี้

นั่นคือ “ระบบสืบทอดอำนาจ” ประกาศศึกชนิดแตกหักกับ “พลังเจตนารมณ์ประชาชน”

เพราะทันทีที่ประกาศ “หักดิบอำนาจประชาชน” แบบไม่เหลือทางออกเช่นนี้

คำถามคือ หนึ่ง จะมีรัฐบาลได้อย่างไร สอง ใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี

แน่นอนว่า หากทำทุกวิถีทางให้ “พรรคเพื่อไทย” พลิกมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลกับ “พรรคในขั้วรัฐบาลเดิม” ได้ หรือกระทั่ง “ส่งพลังดูดทำให้ ส.ส.ส่วนหนึ่งของพรรคเพื่อไทยเป็นงูเห่ามาสนับสนุน” ได้ คำถามที่ตามมาคือ “จะให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี”

ในสูตรนี้ ไม่มีทางที่ “แคนดิเดตนายกฯจากเพื่อไทย” จะยอมเอาอนาคตตัวเองมาเสี่ยงกับ “พลังแห่งเจตนารมณ์ของประชาชน” ที่แม้ไม่แสดงออกรุนแรง แต่ชัดเจนว่ายากจะลบล้างความชิงชังที่อัดอยู่ในอก แน่นอยู่ในใจ “ใครจะยอมเสียผู้เสียคน” ขนาดนั้น

กระทั่ง “อนุทิน ชาญวีรกูล-จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์-วราวุธ ศิลปอาชา” ก็ต้องทบทวนอย่างหนักว่าประวัติศาสตร์การเมืองซึ่งในที่สุดวันเวลาจะเอื้อให้อำนาจเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง จะบันทึกชื่อไว้ในตำนานเช่นใด

จะมีคงเพียง “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” ที่อาจจะพร้อม

แต่คำถามคือ “นายกรัฐมนตรีที่ได้มาด้วยวิธีการเช่นนี้ จะเป็นผู้นำที่อยู่ในสภาพแบบไหน ทั้งในสังคมภายในประเทศ และเวทีโลก ที่สำคัญคือนายกรัฐมนตรีแบบนี้จะนำพาประเทศไปสู่อะไร”

ถึงวันนี้มีความพยายามสรุปว่า ที่ “จัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ เป็นเพราะพรรคการเมืองที่ประชาชนเลือกเข้ามาไม่มีความสามารถในการประสานความร่วมมือกับฝ่ายต่างๆ เอง ทำตัวแปลกแยก จนไม่ได้รับการยอมรับจากกลไกผู้ควบคุมอำนาจที่แท้จริงเอง จึงล้มเหลวในการจัดตั้งรัฐบาล”

คำถามคือ “การสรุปเช่นนั้น เป็นธรรมต่อเจตนารมณ์ของประชาชนหรือไม่”

จริงหรือที่ว่า “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และสมาชิกของพรรคก้าวไกล” เป็นผู้ไม่มีความรู้ความสามารถ การทำงานที่ผ่านมาในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการแสดงออกในช่วงหาเสียง ทำให้ได้ข้อสรุปว่าคนเหล่านี้ไม่มีความสามารถหรือ

เช่นเดียวกับ “คนจากพรรคเพื่อไทย” มาจาก “พรรคไทยรักไทย และพลังประชาชน” ในอดีต ไม่ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วหรือว่า สร้างผลงานให้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศชาติ และดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนได้ดีจนเป็นที่ยอมรับตราบจนทุกวันนี้ได้เป็นอย่างดีแค่ไหน

เมื่อเทียบกับ “นักการเมืองในเครือข่ายสืบทอดอำนาจ” แล้วเป็นอย่างไร

ระหว่าง “พรรคการเมือง” ที่ได้รับการสนับสนุนจาก “พลังเจตนารมณ์ของประชาชนอย่างล้นหลาม” ซึ่งต้องทำงานหนักอย่างถึงที่สุดเพื่อสร้างความไว้วางใจจากประชาชน

กับ “กลไกใช้ระบอบสืบทอดอำนาจที่ไม่มีอะไรยึดโยงกับประชาชน” ที่ยืนหยัดขัดขวาง “ผู้แทนแห่งเจตจำนงประชาชน” อย่างแข็งกร้าว

หากการจัดตั้งรัฐบาลเกิดขึ้นไม่ได้ หรือเป็นไปอย่างล่าช้า จนสร้างความเสียหายสาหัสให้กับประเทศ

“ใครสมควรจะเป็นคนผิด ฝ่ายไหนควรได้รับการประณามมากกว่า”

เชื่อเถอะ แม้จะมีใครพยายามปิดหูปิดตาไม่รับรู้

แต่ประชาชนยุคนี้ ฉลาดพอที่จะรู้