ผ่านขั้นแรกไปแล้วสำหรับการเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลของ 8 พรรคร่วม ที่มีพรรคก้าวไกล (ก.ก.) เป็นแกนนำรวบรวมเสียงกันไว้ได้ที่ 312 เสียง เมื่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคมที่ผ่านมา เลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภาผู้แทนราษฎรทั้งสองคนเป็นไปตามโผ คือ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ ได้รับเลือกเป็นประธานสภา ขณะที่ นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ส.ส.พิษณุโลก พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ได้รับเลือกเป็นรองประธานสภา คนที่ 1 และ นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย (พท.) ได้รับเลือกเป็นรองประธานสภาคนที่ 2
ขั้นต่อไปที่ถือเป็นไฮไลต์สำคัญทางการเมืองคือ การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ของที่ประชุมรัฐสภาทั้ง 750 คน ประกอบด้วย ส.ส. 500 คน และ ส.ว. 250 คน ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 วรรคแรก ที่กำหนดให้ที่ประชุมรัฐสภาโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี จากบัญชีรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่พรรคการเมืองเสนอผ่านการเลือกตั้ง โดยพรรคการเมืองที่มีสิทธิเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ต้องมีเสียง ส.ส.ไม่ต่ำกว่าร้อยละห้า หรือ 25 เสียง บุคคลที่ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี จะต้องได้รับเสียงเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐสภาไม่ต่ำกว่ากึ่งหนึ่ง หรือ 376 เสียง
หากเช็กความพร้อมของขั้ว 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล ที่มีเสียงรวมกันในมือ คือ 312 เสียง เมื่อหักเสียงของประธานรัฐสภา ประธานในที่ประชุม ซึ่งจะลงมติงดออกเสียงตามมารยาท จะเหลือเสียงกลมๆ อยู่ที่ 311 เสียง พร้อมกับชู “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หัวหน้าพรรค ก.ก.และแคนดิเดตนายกฯ เพียงหนึ่งเดียว เสนอให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณา โจทย์ที่พรรค ก.ก.จะต้องแก้คือ ต้องเดินหน้ารวบรวมเสียงให้เพียงพอต่อการโหวต “พิธา” ขึ้นเป็น “นายกฯคนที่ 30” ด้วยตัวเลขกลมๆ อย่างน้อย 65 เสียง ซึ่งจะมาจาก ส.ว. กับขั้ว ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาลปัจจุบันที่ผนึกกันอยู่ที่ 188 เสียง
แนวทางที่ “พิธา” จะได้เสียงมาสนับสนุนให้เพียงพอต่อการขึ้นสู่เก้าอี้นายกฯ ถ้าไม่ได้ ส.ว. อย่างน้อย 65 เสียง ก็จะต้องได้เสียงของ ส.ส.ขั้วรัฐบาลปัจจุบัน โหวตข้ามขั้วมาสนับสนุน หรืออาจจะต้องอาศัยเสียงทั้ง ส.ว.และ ส.ส.ขั้วรัฐบาลปัจจุบัน รวมกันได้ไม่น้อยกว่า 65 เสียง
มาร่วมโหวตเพื่อให้ “พิธา” ผ่านด่านการโหวตของที่ประชุมรัฐสภาตั้งแต่รอบแรก หากไม่ผ่านการโหวตเลือกนายกฯในรอบแรก จะมีโอกาสแก้ตัวในการประชุมรัฐสภารอบที่ 2 และ 3 ซึ่งยังไม่แน่ว่าหากมีการโหวตเลือกนายกฯในครั้งที่ 2 และ 3 นั้น ในขั้วรัฐบาลปัจจุบัน ที่มีแคนดิเดตจากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จะเสนอแคนดิเดตนายกฯขึ้นมาแข่งกับ “พิธา” หรือไม่ โดยเฉพาะแคนดิเดตนายกฯ จากพรรค พปชร. และพรรค รทสช. ที่ผู้มีอำนาจของพรรค อย่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แคนดิเดตนายกฯพรรค รทสช. และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและหัวหน้าพรรค พปชร. คุมกลไกของ 250 ส.ว.ไว้เกือบทั้งหมด
หากขั้วรัฐบาลปัจจุบันที่มี 188 เสียง กล้าเดินเกมสู้บวกกับ ส.ว. 250 คน จะมีเสียงรวมกันอยู่ที่ 438 เสียง ซึ่งเสียงพอสำหรับการตั้งนายกฯ แต่จะกลายเป็นสูตรรัฐบาลเสียงข้างน้อย เนื่องจากมีเสียงในสภาล่างเพียง 188 เสียง ยังต้องออกแรงอีกมากเพื่อดึงเสียง ส.ส.ไม่ต่ำกว่า 62 เสียง เพื่อให้เป็นรัฐบาล 250 เสียง บริหารงานได้ ทั้งการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 ที่จะต้องพิจารณาทันทีเมื่อจัดตั้ง ครม.เรียบร้อย รวมทั้งด่านหินอย่างญัตติการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หากไม่ใช่รัฐบาลเสียงข้างมาก ย่อมต้องเตรียมยุบสภารอไว้ล่วงหน้าได้เลย
หนทางการจัดตั้งรัฐบาล 312 เสียงของ 8 พรรคร่วม หากดูจากเสียงของ ส.ส.ที่รวมกันได้ตามฉันทามติผ่านผลการเลือกตั้งของประชาชน ด้วยจำนวน 312 เสียง ถือว่าเสถียรภาพมากพอในการทำหน้าที่บริหารงานของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ แต่เมื่อกลไกการโหวตเลือกนายกฯ ถูกออกแบบโดยรัฐธรรมนูญ 2560 ตามมาตรา 272 ที่กำหนดให้ ส.ว.ทั้ง 250 คน มาร่วมโหวตนายกฯด้วย ด้วยเงื่อนไขและจุดยืนทางการเมืองของทั้ง 2 ขั้ว ส่งผลให้ขั้ว 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลที่มีพรรค ก.ก.เป็นแกนนำ จึงอยู่ในสภาวะที่ยัง “ไม่นิ่ง” และ “ความไม่แน่นอน” ของเสียงที่จะสนับสนุนให้ “พิธา” ขึ้นเป็นนายกฯ คนที่ 30
บนความไม่นิ่งและความไม่แน่นอนของเสียงที่จะสนับสนุนให้ “พิธา” เป็นนายกฯ ส่งผ่านสัญญาณของ ส.ว. ที่ออกมาตั้งเงื่อนไขต่อพรรค ก.ก. และ “พิธา” โดยเฉพาะจุดยืนและนโยบายของพรรคที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ ส.ว.ยกเป็นเหตุผลที่จะโหวต หรือ ไม่โหวตให้ “พิธา” พร้อมกับมีสูตรการจัดตั้งรัฐบาลเพิ่มมาด้วยว่า หาก “พิธา” ไม่ผ่านด่านได้รับเลือกเป็นนายกฯ ก็ควรเปิดทางให้พรรค พท. ซึ่งเป็นพรรคที่มีเสียงอันดับ 2 เสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯของพรรค พท.ให้ที่ประชุมรัฐสภาเลือก
บนเงื่อนไขที่ว่า พรรค พท.ที่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจะต้องไม่มีพรรค ก.ก.มาร่วมเป็นรัฐบาลด้วย ส.ว.จึงจะโหวตให้กับแคนดิเดตนายกฯของพรรค พท. นั่นเท่ากับว่า สูตรการจัดตั้งรัฐบาลจะออกมาในสูตรที่ 3 คือ มีพรรค พท.เป็นแกนนำ และมีบางพรรคจากขั้ว 188 เสียง ของรัฐบาลปัจจุบันมาร่วมรัฐนาวาด้วย ซึ่งเป็นหนึ่งในเงื่อนไขให้บางพรรคของขั้วการเมืองปัจจุบันได้ไปต่อทางการเมือง
ผลการประชุมรัฐสภาเพื่อโหวตเลือกนายกฯ คนที่ 30 ที่มีชื่อ “พิธา” เป็นตัวชี้ขาด จะเป็นอีกฉากทัศน์สำคัญทางการเมืองที่สะท้อนถึง “ความนิ่ง” และ “ความไม่แน่นอน” ของทั้งสองขั้วการเมือง โดยเฉพาะขั้ว 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล ที่มีเดิมพันสูง คือ การเข้าสู่อำนาจรัฐ
ในตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี” และผู้นำของฝ่ายบริหาร

