หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการกรณีนายชัยธวัช ตุลาธน ส.ส.บัญชีรายชื่อและเลขาธิการพรรคก้าวไกล (ก.ก.) เสนอจะหารือกับประธานสภา ให้มีการแสดงวิสัยทัศน์ของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่ถูกเสนอชื่อในที่ประชุมรัฐสภา และเปิดให้ ส.ส.และ ส.ว.อภิปราย หรือซักถามเพื่อให้เกิดความชัดเจนที่สุดก่อนที่จะลงมติ

รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย
คณะรัฐศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช
ก ารที่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ได้แสดงความคิดเห็นหรือวิสัยทัศน์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดินให้กับสมาชิกรัฐสภา ก็คือ ส.ส.และ ส.ว.ก่อนการโหวตนายกฯ เป็นเรื่องที่น่าสนใจ ในอดีตเราจะไม่ได้เห็นการแสดงวิสัยทัศน์ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี อย่างในปี 2562 ในตอนนั้นก็ไม่มีการแสดงวิสัยทัศน์ ก็คือโหวตกันเลย ตรงนี้ผมคิดว่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้บรรดาผู้ที่จะลงคะแนน (ส.ส.และ ส.ว.) จะได้เห็นความสามารถหรือวิสัยทัศน์ต่างๆ ของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ
ผมคิดว่านี่เป็นสิ่งที่ดี เพราะเราต้องการจะได้เห็นประชาธิปไตยที่มีคุณภาพ ก็มีโอกาสที่จะเกิดขึ้น ที่ผ่านมานั้นเป็นประชาธิปไตยในเชิงปริมาณ กล่าวคือ เป็นการนับมือนับเสียงในสภา ไม่ได้สะท้อนให้เห็นเลยว่าผู้ที่เสนอชื่อเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีประเด็นอะไรที่จะนำเสนอสู่สังคมได้อย่างน่าสนใจ นอกจากนี้ ปัจจุบันมีการถ่ายทอดสดในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี หรือในการประชุมสภาวาระต่างๆ ช่วยให้ประชาชนได้รับทราบและรับรู้ข้อมูลต่างๆ เพราะปัจจุบันนี้ประชาชนลงมาเป็นผู้เล่นทางการเมืองเองด้วย เมื่อเทียบกับอดีต ที่ประชาชนจะมอบหมายให้ตัวแทนเข้าไปทำหน้าที่ ถือเป็นการเชื่อมต่อประชาชนเข้ากับการทำงานของรัฐสภา
การที่จะทำให้วิธีการนี้แฟร์ในที่ประชุมนั้น ต้องมีการตกลงร่วมกันกับบรรดาทุกๆ พรรคที่เสนอชื่อนายกรัฐมนตรี และกำหนดกรอบในเรื่องของเวลาให้ชัดเจน ตรงนี้ก็แฟร์ได้ เพราะการเสนอชื่อแคนดิเดตเอง ตัวแคนดิเดตจะต้องรับรู้รับทราบก่อนอยู่แล้ว ฉะนั้น ก็มีโอกาสที่จะเตรียมตัวนำเสนอวิสัยทัศน์
ส่วนจะทำให้เกิดความได้เปรียบ-เสียเปรียบหรือไม่นั้น ผมว่ามันเป็นการสะท้อนถึงความรู้ความสามารถและมุมมองของแต่ละคน เราไม่สามารถบอกได้ว่า คนพูดเก่ง คนนำเสนอเก่งจะได้เปรียบ เพราะบางคนอาจจะพูดไม่เก่งแต่ปฏิบัติเก่ง อย่างไรก็ดี ผมมองว่าการสื่อสารทางการเมืองของคนที่เป็นผู้นำนั้น เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างปฏิเสธไม่ได้ เพราะการสื่อสารกับสังคม หรือนำเสนอข้อมูลเก่ง เป็นทักษะของการเป็นผู้นำอย่างหนึ่ง ฉะนั้นถ้าใครที่จะอาสาเข้ามาเป็นผู้นำแต่ไม่มีทักษะเหล่านี้ ผมว่าก็ไม่เหมาะที่จะเป็นผู้นำ
ถามว่ามีวิธีอื่นในการนำเสนอวิสัยทัศน์หรือไม่ ถ้านำเสนอกันนอกห้องประชุม นอกสภา มันก็จะไม่ใช่การเลือกนายกรัฐมนตรี ฉะนั้น วิธีนี้จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร หากเป็นนอกห้องประชุมจะไม่มีกติกา ทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบได้ ฉะนั้น การนำเสนอในห้องประชุม แฟร์ที่สุด เพราะอยู่ในกติกาเดียวกัน ในบริบทหรือสภาพแวดล้อมเดียวกันด้วย
ส่วนตำแหน่งสำคัญอื่นๆ ควรจะได้แสดงนโยบายแบบนี้บ้างหรือไม่นั้น ผมว่าการที่จะให้ทุกตำแหน่งมาแสดงนโยบาย ในความเป็นจริง เราคงไม่สามารถให้ทุกตำแหน่งมานำเสนอได้ อย่างคณะรัฐมนตรีที่มีอยู่ 35 คน ถ้าบอกว่า จะต้องมาเสนอวิสัยทัศน์ก็คงจะไม่ไหวเพราะจำนวนเยอะ ผมคิดว่าให้หัวหน้ารัฐบาล คือตัวนายกรัฐมนตรีมาแสดงวิสัยทัศน์น่าจะเพียงพอแล้ว ก่อนหน้านี้ในฝ่ายนิติบัญญัติจะเห็นได้ว่าในวันที่โหวตก็มีผู้เสนอชื่อ ไม่ว่าจะเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือรองประธาน ได้นำเสนอวิสัยทัศน์ในสัปดาห์ที่ผ่านมาผมว่าแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว
แต่ส่วนที่น่าสนใจก็คือ บรรดานักการเมืองที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เช่น ส.ว. 250 คน หรือประธานสมาชิกวุฒิสภา เคยเสนอวิสัยทัศน์ที่จะเลือกประธานวุฒิสภาหรือไม่ อันนี้ผมยังไม่เคยเห็น สำหรับนักการเมืองที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เราต้องตั้งคำถามว่าเคยเสนอวิสัยทัศน์หรือไม่ เราก็ไม่เคยได้เห็นแนวคิด สำหรับ ส.ส.ก็ดี หรือแกนนำพรรคการเมืองต่างๆ เคยผ่านสนามเลือกตั้งมาแล้ว อย่างน้อยจะนำเสนอวิสัยทัศน์หรือไม่ได้นำเสนอ แต่ประชาชนก็เห็นในสนามการเลือกตั้งแล้ว ผ่านเวทีดีเบต เวทีปราศรัย มีการพบปะประชาชน
แต่คนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เช่น ส.ว.ไม่เคยเชื่อมต่อประชาชน เมื่อจะเข้าสู่ตำแหน่งก็ไม่ได้เสนอวิสัยทัศน์อะไร ผมว่าสิ่งเหล่านี้ควรตั้งคำถามมากกว่า

รศ.ตรีเนตร สาระพงษ์
คณะนิติศาสตร์ ม.อุบลราชธานี
ก ารเสนอให้ประธานรัฐสภาเปิดทางให้แคนดิเดตนายกฯที่ถูกเสนอชื่อ แสดงวิสัยทัศน์ให้รัฐสภาก่อนโหวตนั้น อาจต้องทบทวนทางได้ทางเสียให้รอบด้าน มองอย่างผิวเผินเป็นเรื่องดีที่แคนดิเดตนายกฯแสดงวิสัยทัศน์เพื่อให้จินตนาการภาพตามว่าภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้างใน 4 ปีข้างหน้า เป็นการวาดภาพอนาคตให้เห็น
การนำเสนอวิสัยทัศน์เป็นวิธีการสรรหาผู้นำองค์กรต่างๆ เพื่อโน้มน้าวกรรมการสรรหาหรือให้กรรมการที่มีอำนาจโหวตเลือกผู้นำ เพียงแต่ว่าในทางการเมืองการแสดงวิสัยทัศน์ถูกนำเสนอผ่านนโยบายในช่วงการเลือกตั้งมาแล้ว และการโหวตนายกฯ อยู่ที่พรรคร่วมทั้ง 8 พรรค รวมถึงการล็อบบี้ ส.ว.ที่มีความคิดเสรีนิยม ควรฟังเสียงประชาชนเป็นหลัก และการเลือกตั้งปี 2566 ประชาชนได้ฟังวิสัยทัศน์การหาเสียงแล้ว เลือกแล้วว่าให้นายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรี
ต้องยอมรับว่า ส.ว.คือด่านสำคัญในการก้าวสู่ตำแหน่งนายกฯ และเชื่อว่าเหล่า ส.ว.ที่ไม่ให้การสนับสนุนนายพิธา ก็อาจกำลังเดินเกมในทางตรงกันข้ามคือ การล็อบบี้ ส.ว.ไม่ให้สนับสนุน ข้อหาสำคัญคือการตีความแบบขยายความว่าการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 อาศัยช่องโหว่ของ ส.ว.ส่วนใหญ่มีความคิดแบบอนุรักษนิยม เชื่อว่านี่คือข้อหาหลักที่ ส.ว.จะไม่โหวตตามเสียงประชาชนส่วนใหญ่
หากมีการเปิดให้แสดงวิสัยทัศน์ หรือซักถามกันเกิดขึ้น เชื่อได้ว่าจะมีการนำคำถามการแก้ไขมาตรา 112 มาเปิดประเด็นตั้งคำถาม และทิ้งทวนด้วยการแย่งบทสรุป และบังคับให้สมาชิกรัฐสภาต้องเลือกทำนองว่า ใครเลือกพรรคก้าวไกลคือคนที่ไม่รักสถาบัน เช่นนี้ การแสดงวิสัยทัศน์ก็ไม่เป็นผลดีนัก ในทางกลับกันหากการแสดงวิสัยทัศน์ไม่ตรงกับที่หาเสียงเอาไว้กับประชาชน พรรคก้าวไกลก็จะเสียหาย หรืออาจถูกกล่าวหาว่าหลอกลวงประชาชนได้
ขณะที่แคนดิเดตนายกฯจากพรรคเพื่อไทย หากได้แสดงวิสัยทัศน์และถูกตั้งคำถามเดียวกันนี้ คำตอบที่ได้คือการไม่แก้ไขมาตรา 112 พรรคเพื่อไทยจะดูเป็นเด็กดีมากกว่า และ ส.ว.หลายคนก็ประกาศยอมโหวตสนับสนุนแคนดิเดตนายกฯจากพรรคเพื่อไทย ทั้งๆ ที่มีเงาทะมึนของทักษิณ อันเป็นตัวแทนความเกลียดชังของอนุรักษนิยมตกขอบก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ทุกก้าวย่างของพรรคเพื่อไทยหลังเลือกตั้งจนถึงปัจจุบัน ในสายตาประชาชนล้วนแล้วแต่เป็นภาพเล่นการเมืองจนเกินงาม ทั้งหน้าฉากไม่นิ่ง คำพูดคำจาของหัวหน้าพรรคที่ทุบหม้อข้าวตัวเองอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้น หากมีการแสดงวิสัยทัศน์ของพรรคเพื่อไทยชนิดเอาใจ ส.ว.มากเกินจนกระทั่งได้รับการสนับสนุนจาก ส.ว. หรือแม้แต่พรรคฝ่ายรัฐบาลเดิม ในแง่มุมนี้ก็อาจเป็นฉากต่อเนื่องที่สะสมความไม่พอใจที่รอวันปะทุได้ การแสดงวิสัยทัศน์ของพรรคเพื่อไทยจึงต้องนำมาเรียงอย่างมีสติไม่ให้สะดุดแข้งขาตัวเอง

ผศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว
คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ม.บูรพา
กรณีนายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล จะเสนอประธานสภาผู้แทนราษฎร นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ให้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีแสดงวิสัยทัศน์ ผมมองว่าทำได้เพราะไม่มีกฎหมายบังคับ ส่วนตัวเห็นด้วยเพราะว่าคนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีถึงแม้ว่าจะมีบัญชีรายชื่อในพรรคการเมืองต่างๆ ที่เสนอมาอย่างน้อยควรจะมีการแสดงวิสัยทัศน์ให้ตัวแทนประชาชน หากได้เป็นนายกรัฐมนตรีจะทำอะไรให้กับประชาชน สังคมบ้าง รวมทั้งมีนโยบายสำคัญๆ ที่จะทำให้กับประชาชน ซึ่งทั้งหมดทำได้ แต่ต้องอยู่ในข้อตกลงระหว่างประธานสภา และสมาชิกรัฐสภา
หากมองในเรื่องของผลดีจะเป็นการยกระดับการเมืองไทย เพราะที่ผ่านมาการเมืองเป็นแบบคณิตศาสตร์การเมือง ใครรวบรวมเสียงข้างมาก ใครเป็นหัวหน้าพรรคเสียงข้างมากก็มีโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรีทันที อาจไม่มีวิสัยทัศน์มากพอในการบริหารประเทศ การที่ให้มีการแสดงวิสัยทัศน์ของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ทำให้เห็นว่าคนที่อาสามาทำหน้าที่ในจุดนี้ ไม่ใช่มาจากเสียงข้างมากเพียงอย่างเดียว แต่จะต้องมีจุดยืน อุดมการณ์ มีความคิดเห็น มีวิสัยทัศน์จริงๆ ที่จะมาบริหารประเทศในรอบ 4 ปีนี้ นี่คือมิติใหม่ทางการเมือง
ส่วนการจะให้ ส.ส.และ ส.ว.มีโอกาสซักถามได้ในรัฐสภา ผมเห็นด้วยในเมื่อคนที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี ควรให้ตัวแทนของประชาชนทั้ง 2 ฝั่ง ได้มีสิทธิซักถาม เพราะเวทีของสภาเป็นการถกแถลงอยู่แล้ว การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การอภิปรายเป็นพื้นที่ที่ทำได้ และยังเป็นการฝึกบรรยากาศการอยู่ร่วมกัน ในสังคมประชาธิปไตยที่คนมีโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรีจะต้องถูกซักถามจากตัวแทนของประชาชน
การได้เปรียบเสียเปรียบผมมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา เพราะจริงๆ แล้วคนที่อาสามาเป็นนายกรัฐมนตรี จะต้องมีพื้นฐานและความสามารถทางการเมืองอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาไม่มีใครให้น้ำหนักในจุดนี้แต่ไปให้น้ำหนักในเรื่องคณิตศาสตร์การเมืองคือ พูดไม่เป็นก็ได้ มีความคิดอะไรก็ได้ เพียงแต่มีคะแนนเสียงในสภา หรือรัฐสภามาก แต่มันผิดหลักการ เพราะผู้นำทางการเมืองจะต้องมีความสามารถสื่อสารทางการเมือง และสื่อสารกับประชาชนได้ ที่ผ่านมาทุกคนมีความคุ้นชินมาโดยตลอด แต่เมื่อมีเหตุการณ์ที่ผิดปกติขึ้นมา จึงทำให้กลุ่มคนที่เคยคุ้นชินกับระบบเก่าที่ผ่านมารับไม่ได้ ที่จะให้นายกรัฐมนตรีมาแสดงวิสัยทัศน์ และให้ตัวแทนของประชาชนมาเป็นคนซักหรือถาม
ในมุมมองของการอภิปรายหรือซักถามแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ผมเห็นว่าอยู่ที่บทบาทของประธานรัฐสภาในการกำกับดูแล ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการแสดงวิสัยทัศน์ การซักถามขอให้อยู่ในเงื่อนไขที่กำหนด รวมทั้งการควบคุมโดยประธานรัฐสภา เชื่อว่าการแสดงวิสัยทัศน์ของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี รวมทั้งฝ่ายค้าน หรือ ส.ว.จะต้องมีการกำหนดการแสดงความคิดเห็น ซักถาม หรือการอภิปรายที่เหมาะสม อาทิ ให้มีคำถามเพียง 2-3 คำถาม อย่างไรก็ตาม อยู่กับวาระของการประชุม จนกระทั่งสุดท้ายก็จะเป็นวาระในเรื่องอื่นๆ
การที่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีปกติก็จะนำนโยบายของพรรคมาใช้อยู่แล้ว แต่ยังต้องมาแสดงวิสัยทัศน์อีก ผมมองว่าในทางปฏิบัตินายกรัฐมนตรีจะมีการแถลงโดยการอ่านตามนโยบายที่เป็นลายลักษณ์อักษร แต่หากให้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีได้พูดบ้าง ตามความรู้ความเข้าใจของตัวเอง มันจะสะท้อนความเป็นภาวะผู้นำ สร้างความเชื่อมั่น ดีกว่าจะมายืนอ่านนโยบายที่ฝ่ายเลขาฯ ฝ่ายข้าราชการประจำทำมาให้ 30-40 หน้า แล้วมาอ่านให้ฟัง มองดูแล้วขาดบรรยากาศ ขาดอรรถรสของความเป็นผู้นำ ซึ่งการแสดงวิสัยทัศน์จะเป็นการสื่อสารด้านการเป็นผู้นำไปด้วย
ส่วนที่ไม่เคยมีธรรมเนียมปฏิบัติในการแสดงวิสัยทัศน์ของนายกรัฐมนตรี หากมีการอนุญาตให้ทำได้ และถือว่าเป็นครั้งแรก ผมมองว่าเป็นมิติใหม่ทางการเมือง ความเจริญเกิดขึ้นแล้ว การเมืองจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง หากทำการเมืองแบบเก่าๆ ก็ถือว่าเป็นความคุ้นชินหากการเมืองแบบใหม่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครจะอาสามาเป็นผู้นำก็ได้ แต่จะต้องมีคุณสมบัติของการเป็นผู้นำมาประกอบด้วย ไม่ใช่มาจากการเลือกตั้ง และมีเสียงข้างมากในสภาเท่านั้น แต่จะต้องมีความสามารถทางด้านการสื่อสาร มีการนำเสนอ ทำให้ประชาชนเห็นตัวแทนของประชาชนมีภาวะการเป็นผู้นำ เหมือนกับต่างประเทศผู้นำจะต้องแสดงวิสัยทัศน์ได้ แสดงสุนทรพจน์ หรือปาฐกถาได้ ซึ่งถือว่าเป็นคุณสมบัติของการที่จะเป็นผู้นำ แต่ประเทศไทยที่ผ่านมาไม่เคยมีแบบนี้
หากให้มองว่าเป็นการดิ้นเฮือกสุดท้ายของพรรคก้าวไกลหรือไม่นั้น เนื่องจาก ส.ว.ไม่สนับสนุนให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี ผมคิดว่าพรรคก้าวไกลจะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้เห็นว่าพรรคก้าวไกลมีความพร้อมทุกอย่าง แต่โดน ส.ว.ที่มาจากกลไกที่บิดเบี้ยวและอัปลักษณ์ ทำให้นายพิธาไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี เขาจะเอาเรื่องนี้ไปฟ้องประชาชน เพราะพรรคก้าวไกลมีความชอบธรรมทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นความชอบธรรมของพรรคก้าวไกล ความชอบธรรมของ 8 พรรคร่วม ความชอบธรรมจากนโยบาย ความชอบธรรมจากวิสัยทัศน์ รวมทั้งปาฐกถา การกล่าวสุนทรพจน์ในสภา แต่ปัญหาที่ไม่ได้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะมาจากความอยุติธรรมในเชิงโครงสร้างคือ รัฐธรรมนูญ พรรคก้าวไกลจึงต้องทำอย่างเต็มที่เพื่อเอาไปฟ้องประชาชน

