ท่ามกลางบรรยากาศอึมครึมทางการเมือง พลังของอำนาจเก่าที่มุ่งมั่นแช่แข็งประเทศเพื่อเสพสภาพที่คุ้นชิน เกิดปะทะกับพลังเจตนารมณ์คนรุ่นใหม่ที่สิ้นหวังต่อความฝันถึงอนาคต และพร้อมใจกันแสดงออกเพื่อเปลี่ยนแปลง
เรื่องราวหนึ่งอันนำความซาบซึ้งมาสู่จิตใจของผู้คนได้เกิดขึ้น
“ภูมิใจนะที่พ่อยังเชื่อลูกคนนี้บ้าง หนูเชื่อบนเส้นทางประชาธิปไตย ยังสวยงามเสมอ ภูมิใจที่เป็นลูกพ่อ”
คือข้อความในโพสต์ของ “มดดำ–คชาภา ตันเจริญ” ในเฟซบุ๊ก และอินสตาแกรมในคืนที่การเสนอชื่อ “ประธานสภาผู้แทนราษฎร” ที่กลายเป็นประเด็นก่อความเคลื่อนไหวทางการเมืองรุนแรง
การตกลงกันไม่ได้ว่าตำแหน่งนี้จะเป็นของพรรคไหนระหว่าง 2 แกนนำพรรคร่วมรัฐบาล “ก้าวไกล” กับ “เพื่อไทย” ชื่อของ “สุชาติ ตันเจริญ” ถูกปล่อยซ้อนเข้ามาว่าจะเป็นอีกหนึ่งคนที่ได้รับการเสนอให้มาในตำแหน่งนี้ ด้วยวาระซ่อนเร้นพิเศษเพื่อเปลี่ยนขั้วการจับมือตั้งรัฐบาล
“คนของพรรคพลังประชารัฐจะเสนอชื่อสุชาติ และ ส.ส.จากกลุ่มพรรครัฐบาลเดิมจะร่วมโหวตกับเพื่อไทยเป็นการส่งสัญญาณการจับขั้วใหม่ ทิ้ง MOU 8 พรรคที่ทำกันไปแล้ว”
คือข่าวที่ปล่อยออกมาอย่างเป็นการเป็นงาน แบบไม่ใช่แค่ข่าวลือ แต่หลายคนที่มีบทบาทสำคัญต่อการสร้างกระแสทางการเมืองได้ออกมายืนยัน
และที่สำคัญที่สุดคือ ท่าทีของ “สุชาติ ตันเจริญ” กลับคล้ายเทไปยืนยันข่าวที่ช่วยกันโหมกระพือนั้น
ทั้งที่ง่ายที่สุดคือออกมาบอกเล่าเสียเองว่าเกิดอะไรขึ้น “สุชาติ” กลับเลือกใช้วิธีเก็บตัวเงียบ เลี่ยงหลบนักข่าวที่ยกทัพไปรอคำตอบทุกทาง
จนความอึมครึมกระจายไปทั่ว เป็นที่ชอบอกชอบใจของบรรดาผู้ไม่ปรารถนาให้ 8 พรรคร่วมตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ ขณะที่กลุ่มคนที่หวังว่าประชาธิปไตยจะได้เดินหน้าในการเมืองไทยตามเจตนารมณ์ประชาชนเสียงส่วนใหญ่เสียที ต้องรู้สึกหดหู่กับเกมการเมืองที่มีแต่ผลประโยชน์ของตัวนักการเมืองเป็นส่วนประกอบความคิด ไม่มีการคำนึงถึงความรู้สึกประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วม
กลิ่นความแตกร้าวแนวโน้มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ในคืนเช่นนี้เองที่ “มดดำ” ได้ทำหน้าที่ร่วมสร้างอนาคตที่ฝันถึงสิ่งที่ดีงามได้ไปกับเพื่อนคนรุ่นใหม่ ทั้งเพื่อคนรุ่นตัวเองและคนรุ่นหลังที่จะตามมา
หน้าที่ของ “มดดำ” คือการไปคุยกับ “พ่อ–สุชาติตันเจริญ”
ข้อความที่ “มดดำ” โพสต์หลังคุยกับพ่อ สร้างความโล่งใจให้กับเพื่อนร่วมชาติ สื่อพากันนำเสนอข่าวด้วยอารมณ์ของความหวังว่าการเมืองมีทางออกที่ดีแล้ว
นั่นหมายถึง “มดดำ” ไม่เพียงทำหน้าที่ของ “คนรุ่นใหม่” ที่ร่วมสานฝันในอนาคตให้กับเพื่อน และฝากความดีงามไว้ให้คนรุ่นหลังเท่านั้น
แต่ยังทำหน้าที่ “ลูก” ที่ช่วยให้เกียรติประวัติของพ่อในความรับรู้ของผู้คนทั้งในปัจจุบัน และที่จะเกิดตามมาให้อยู่ในสถานะที่ได้รับการยอมรับนับถือ
อย่างน้อยคือ “ผู้รับฟังเหตุฟังผลของคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการร่วมสร้างอนาคตให้กับคนรุ่นตัวเอง”
บทบาท “มดดำ” ในฐาน “ลูก” ที่ทำหน้าที่ต่อพ่อนี้ ย่อมประทับใจและชวนบันทึกไว้อย่างยิ่ง เพราะหมายถึงประเทศไทยเราไม่สิ้นไร้ไม้ตอกจนเกินไปที่คนรุ่นใหม่ในระดับชีวิตสุขสบายแล้วจะทุ่มเทใจร่วมสร้างอนาคตที่ดีงามให้กับเพื่อนร่วมชาติ
วันที่ 13 ก.ค.ที่จะถึงนี้ เป็นวาระชี้ชะตาประเทศไทยเราจะก้าวสู่ “อรุณรุ่งของประชาธิปไตย ตามเจตนารมณ์ของคนส่วนใหญ่ที่คนรุ่นใหม่เป็นกำลังสำคัญแสดงออกผ่านผลการเลือกตั้งอย่างชัดเจน” ได้หรือไม่
หรืออนาคตของแผ่นดินยังต้องค้างเติ่งอยู่กับ “ระบอบสืบทอดอำนาจ” ที่ดับความฝันถึงความรุ่งเรืองร่วมกันของคนรุ่นใหม่
250 ส.ว.คือ ตัวแปรสำคัญ
ไม่ผิดหรอกที่จำนวนหนึ่งของคนเหล่านั้นจะ “ซาบซึ้งในบุญคุณของผู้โอบอุ้มเลี้ยงดูให้มีรายได้ดูแลครอบครัวให้สุขสบาย ไม่ลำบาก ยากไร้เหมือนเพื่อนร่วมชาติส่วนใหญ่”
กระทั่งแข็งกร้าวต่อ “เจตนารมณ์ของเพื่อนร่วมชาติส่วนใหญ่”
แต่ในฐานะ “บุตรหลาน” ของพวกเขาเหล่านั้น จะไม่เหลียวมองการทำหน้าที่ “ลูก” ของ “มดดำ” สักนิดหรือ
เพราะประวัติศาสตร์ทางการเมืองจะบันทึก “ชื่อของพ่อ” ไว้อย่างไร
แค่เงี่ยหูฟังเสียงกระซิบกระซาบของเพื่อนในวัยเดียวกันก็คาดเดาได้ไม่ยาก
จะปล่อยให้ตำนานของพ่อเป็นเช่นนั้นหรือ
การ์ตอง

