ใครก็รู้ว่าผลเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม สะท้อนความเปลี่ยนแปลงใหญ่ในสังคมไทย
เมื่อความเปลี่ยนแปลงปรากฏชัดขึ้นแล้ว โดยสามัญสำนึกของคนปกติธรรมดา เราก็ต้องหาทางอยู่กับความเปลี่ยนแปลงให้ได้ และพยายามทำความเข้าใจถึงมูลเหตุของความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
ไม่ว่าเราจะอยู่ในฝั่งที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับความเปลี่ยนแปลงนั้นก็ตาม
ยิ่งความเปลี่ยนแปลงจากการเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุด มิได้เป็นนามธรรมอันเลื่อนลอย
หากเป็นพลังสั่นสะเทือนที่จับต้องสัมผัสได้ชัดเจน ผ่านการผลักดัน–ส่งเสียงของผู้คนกว่า 14 ล้านราย
ทุกฝ่ายยิ่งต้องทำความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เพื่อจะได้เข้าใจอารมณ์ ความรู้สึก ความนึกคิด ณ ห้วงสภาวะปัจจุบัน ของผู้คนจำนวนมหาศาลเหล่านั้น
คนที่ไม่พอใจกับความเปลี่ยนแปลง ยิ่งต้องอดทนอยู่กับความเปลี่ยนแปลงให้ได้ เพราะคุณไม่มีสิทธิอะไรไปไล่เพื่อนมนุษย์สิบกว่าล้านคนออกนอกประเทศ (แค่พูดออกทีวีก็โดนถล่มแล้ว)
แม้พวกเขาอาจมีจำนวนไม่ถึงครึ่งของประชากรทั้งหมด แต่ก็เป็นพลเมืองกลุ่มใหญ่สุดที่แอ๊กทีฟอยู่ในสังคมการเมืองไทยร่วมสมัย คุณต้องใช้ชีวิตร่วมกับพวกเขา ไม่ว่าจะชอบหรือชัง เห็นด้วยหรือเห็นต่างก็ตามที
นี่คือเหตุผลหลักว่า ทำไมคนทุกกลุ่มในสังคมจึงจำเป็นต้องเปิดทางให้พรรคก้าวไกลที่ชนะเลือกตั้ง ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
แล้วค่อยๆ รอคอยให้ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของรัฐบาลก้าวไกล กลายสภาพเป็นตัวบ่งชี้ความเปลี่ยนแปลงรอบใหม่ที่จะก่อตัวขึ้นในอนาคต
แต่ดังที่รับรู้ทั่วกันว่า ประเทศไทยเป็นประเทศไม่ปกติ
ด้วยเหตุนี้ เมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงใหญ่ขึ้น จึงมีคนบางกลุ่ม พยายามต้านทาน–ขัดฝืนความเปลี่ยนแปลงอย่างสุดกำลัง
ทั้งๆ ที่เมื่อพิจารณาในแง่ปริมาณอย่างซื่อตรง พวกคุณมีจำนวนน้อยกว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 14 ล้านคนอยู่หลายเท่า
ทั้งๆ ที่ลึกๆ แล้ว พวกคุณตระหนักดีว่าตนเองยื้อยุดความเปลี่ยนแปลงเอาไว้ไม่ได้ ต่อให้ขัดขวางได้สำเร็จในสภา ทว่า ความเปลี่ยนแปลงได้แพร่กระจายออกไปอย่างไพศาลแล้วในสังคม กระทั่งไม่มีใครหน้าไหนสามารถหยุดยั้งมันได้ในโลกความเป็นจริง
คนจำนวนน้อยที่ขัดฝืนความเปลี่ยนแปลง จึงแปลกแยกออกจากผู้คนอย่างต่ำๆ 14 ล้านคน เพราะอคติและความดื้อด้าน จนไม่ยอมจะหาทางเข้าใจอารมณ์ ความรู้สึก ความนึกคิดของพวกเขา
เช่นเดียวกับที่พวกคุณไม่สามารถไล่คนสิบกว่าล้านรายออกไปประเทศอื่น คนเหล่านั้นก็ไม่มีสิทธิมาขับไล่คุณเหมือนกัน แต่เมื่อพวกคุณไม่รับฟังเสียงพวกเขา ไม่ยอมรับการตัดสินใจ–เจตจำนงอันแรงกล้าของพวกเขา คุณกับพวกเขาก็จะอยู่ด้วยกันอย่างยากลำบาก อึดอัด ไร้ความสุข
ไม่ว่าพวกเขาจะแสดงจุดยืนอย่างไร จะรวมตัวเชียร์ใคร มันก็ดูขัดหูขวางตา คับข้องในหัวใจไปหมด
แต่จะทำอะไรได้อีกล่ะ ในเมื่อพวกคุณเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในกระบวนการ กฎ กติกา ที่ฝ่ายคุณนั่นแหละออกแบบและวางหมากกันมาเอง
พวกคุณคือคนหยิบมือหนึ่งที่กำลังยืนอยู่บนทางสองแพร่ง ว่าจะโอนอ่อนโอบรับความเปลี่ยนแปลงและแปรมติมหาชนจากคูหาเลือกตั้งให้กลายเป็นความจริง
หรือจะก่ออัตวินิบาตกรรมทางการเมืองต่อตนเอง แล้วผลักไสประเทศชาติลงเหวอีกครั้งหนึ่ง
ปราปต์ บุนปาน

