13ก.ค.โหวตนายกฯ ‘พิธา’ไปต่อหรือพอรอบแรก

10.07.23 | 13:25 น.

หมายเหตุเป็นความเห็นนักวิชาการประเมินการลงคะแนนเสียงเลือกนายกรัฐมนตรีของสมาชิกรัฐสภาในวันที่ 13 กรกฎาคม โดยมีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะพรรคที่ได้คะแนนเสียงอันดับหนึ่ง เป็นแคนดิเดตในตำแหน่งดังกล่าว 

รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช   

อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

วั นที่ 13 กรกฎาคมนี้ มีหลายฉากทัศน์ ถามว่าคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ มีโอกาสได้เป็นนายกรัฐมนตรีจากการโหวตรอบแรกผ่านฉลุยเลยหรือไม่ มองว่า มีสิทธิ 50 ต่อ 50 ติดอยู่ที่ 60 กว่าเสียงของ ส.. ซึ่งอาจจะเกินก็ได้หากยึดตามข้อมูลที่ทีมประสานงานของพรรคก้าวไกลแจ้งไว้ และยังไม่นับองค์ประกอบพรรคร่วมรัฐบาลเดิม 180 เสียงปลายๆ ไม่รู้ว่าจะมีบางพรรคหรือสมาชิกบางคน งดออกเสียงหรือจะเทมาฝ่าย 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล คือโหวตนายพิธาหรือไม่ ยังไม่แน่ใจ

ต้องเข้าใจว่าที่มา มูลเหตุ และบ่อเกิด ส..ชุดนี้มาจากฐานพลังของ พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา หากชูธงมาตรา 112 ทำให้ยากสำหรับฝ่ายนายพิธา

Advertisement

นอกจากนี้ ต้องดูอีกฝั่งว่าเสนอชื่อแข่งหรือไม่ ไม่แน่ใจว่าถ้าเสนอนาย พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค จากพรรครวมไทยสร้างชาติ หรือ พล..ประวิตร วงษ์สุวรรณ จากพรรคพลังประชารัฐ แม้โอกาสเสนอมีน้อย แต่ทุกอย่างอะไรก็เกิดขึ้นได้ ต้องไปดูหน้างาน ถ้าเสนอแข่งขึ้นมาก็เท่ากับไปตัดคะแนนนายพิธา ต่อให้ชนะก็ไม่มีทางถึง 376 เสียง อาจต้องโหวตใหม่หรือไม่ ถือว่าค่อนข้างรวน และไม่แน่ใจว่าบรรยากาศการประชุมในวันที่ 13 กรกฎาคม จะโหวตจบแบบรวดเร็วหรือไม่ หรือกินเวลาเกินไป 10 ชั่วโมงเหมือนปี 2562 ซึ่งจะมีวิวาทะดีเบตอะไรกันชุลมุนอยู่เหมือนกัน ถ้าโหวตรอบแรกไม่ผ่าน ก็ต้องมีรอบอื่นๆ อยู่ที่สัมพันธภาพระหว่างพรรคก้าวไกลกับพรรคเพื่อไทย รวมถึงตัวแปรอื่น เช่น พรรคภูมิใจไทยจะปรับเปลี่ยนอะไร และอย่างไร 

นักวิชาการบางคนแทงสวนไปเลย บอกว่าจะเอานายพีระพันธุ์ขึ้นมา แต่ดูจากท่าทีการให้สัมภาษณ์เหมือนจะไม่สู้ อาจสู้ในแง่มุมอื่น แต่ไปเป็นแคนดิเดตแล้วโหวตแข่งทั้งที่พรรครวมไทยสร้างชาติมีแค่ 36 เสียง แล้วนาย อนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย และ พล..ประวิตรจะว่าอย่างไร คงเกลี่ยกันไม่ลงในพรรคร่วมรัฐบาลเดิม แต่ถ้ามีเอกฉันท์งดออกเสียงหรือไม่โหวตให้ จะทำให้นายพิธาได้คะแนนไม่ถึง 376 เสียง ตรงนี้ต้องดูเสียงจาก ส..ว่าจะมากหรือน้อย คงต้องดูหน้างานจริงๆ

หากจับตามองยุทธศาสตร์ของพรรคก้าวไกล จะพบว่ามีทั้งข้อดีและข้อเสีย ตอนนี้คิดว่าในทีมคงแบ่งเป็นหลายปีก คือปีกสัมพันธ์กับมวลชน ปีกล็อบบี้ ส.. เตรียมจัดตั้งรัฐบาล แต่เมื่อดูบทบาท นายพิธาส่วนตัวมองว่า เล่นไปในทางขอบคุณคะแนนเสียงประชาชน เป็นการกระชับแนวร่วมกับมวลชน ภาพนี้เห็นเด่นชัดจากกิจกรรมต่างๆ แต่ไม่เห็นถึงการรวมพลังอย่างเต็มที่ในทรัพยากรที่มีอยู่ของทางพรรคก้าวไกล เพื่อจะฝ่าฟันหรือทำอย่างไรให้ตั้งรัฐบาลได้ จริงๆ แล้วอาจจะทำอยู่แต่ยังเห็นไม่ชัด อยู่ที่พรรคก้าวไกลจะโฟกัสไปที่จุดไหนแล้วเททรัพยากรทั้งหมดไปที่จุดนั้น

ส่วนตัวเห็นว่า ตอนนี้พรรคก้าวไกลถ่ายพลังมาเล่นเรื่องมวลชน ซึ่งก็เป็นอาวุธเด็ด แต่ปฏิบัติการในสภาจะเป็นเรื่องนักการเมือง ส.. และอภิสิทธิ์ชนด้วย พรรคก้าวไกลจะโฟกัสเข้าไปล็อบบี้ตรงนี้ได้มากแค่ไหน

ในมุมมองเห็นว่า ถ้าโหวตรอบแรกไม่ผ่าน รอบ 2 ยังเสนอนายพิธาต่อ พรรคก้าวไกลก็มีเวลามากขึ้นในการรวบรวมสรรพกำลังไปล็อบบี้ ไปเชิญมุ้งอื่นๆ หรือ ส..บางพรรคเข้ามาเติม ยังมีสิทธิอยู่ แต่ต้องวัดใจพรรคเพื่อไทยกับพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลว่า รอบ 2 จะโหวตนายพิธาหรือไม่ ถ้าคะแนนรอบแรกของนายพิธาขาดค่อนข้างมาก พรรคเพื่อไทยอาจเริ่มมีความชอบธรรมว่า รอบ 2 ขอเสนอ น..แพทองธาร ชินวัตร หรือนายเศรษฐา ทวีสิน ได้หรือไม่ ดังนั้นต้องไปเทียบคะแนนรอบแรกอีกครั้งหนึ่ง ถ้าขาดเล็กน้อย นายพิธาอาจได้ไปต่อรอบ 2 แต่ถ้าขาดค่อนข้างมาก จะบีบโดยอัตโนมัติว่า จะให้พรรคเพื่อไทยขึ้นมาแทนได้หรือไม่ ต้องไปตกลงกับพรรคก้าวไกลอีกที 

เพราะฉะนั้นรอบแรกต้องรอเช็กคะแนนเสียงก่อนว่า ขาดมากหรือขาดน้อย

สำหรับกรณีนักวิชาการและ ส..บางท่านเผยแพร่จดหมายเปิดผนึกและแถลงการณ์ให้ร่วมกันยึดหลักการเสียงข้างมาก คิดว่าเป็นสีสันในแง่ของพื้นที่สื่อมากกว่า อาจสร้างแรงกดดันได้เล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น เอาเข้าจริง ส..หลายคนตัดสินใจในการชูธงไปแล้วว่า “112 หรือไม่ 112” และจะโหวตหรือไม่โหวต

ต้องไม่ลืมว่าบ่อเกิด ส.. มาจาก คสช. ชุดความคิดต่างๆ ของบุคคลที่ถูกคัดสรรไปจนตั้งเป็น ส.. ต้องมีอุดมการณ์ เป็นแนวอนุรักษนิยม การที่มี ส..แตกแถวบ้างเป็นเรื่องธรรมดา บางคนอาจเห็นว่าขัดหลักประชาธิปไตยถ้าไม่โหวตให้นายพิธา แต่เมื่อได้ปฏิญาณตนหรือให้อุดมการณ์อนุรักษนิยมไปแล้ว แม้รู้ว่าอาจขัดหลักการแต่ก็เลือกไม่โหวตให้นายพิธา ซึ่งจะมี ส..ไม่ใช่น้อยที่เป็นแบบนี้

ประเทศไทย ณ วันนี้จะต้องเข้าใจเนื้อแท้ของระบอบผสมและระบอบลูกผสม จะต้องใช้ความอดทนอดกลั้น มีการต่อรอง ค่อนข้างวุ่นวาย แต่ถ้าผ่านไปได้ บางกรณี บางประเทศ ก็สามารถตั้งรัฐบาลผสมได้สำเร็จ แต่ต้องใช้เวลา

พรรคก้าวไกลได้เสียงเป็นอันดับ 1 แต่ไม่สามารถผูกขาดครองอำนาจนำในสภาได้เพียงพรรคเดียว ต้องเอาพรรคอื่นมาร่วม นี่คือระบอบผสม พอมาร่วมกัน ก็ต้องเกลี่ย ต่อรองประโยชน์ และเป็นรัฐบาลผสมที่ไม่เหมือนที่อื่น กล่าวคือ พรรคอันดับ 1 และ 2 คือพรรคก้าวไกลกับพรรคเพื่อไทยมีพลังพอๆ กัน เป็น ทวิขั้ว ซึ่งลำบาก ไม่เหมือนรัฐบาลผสมที่อื่นที่อันดับ 1 อาจมาวิน คะแนนค่อนข้างห่างพอสมควร แต่เมืองไทยวันนี้พรรคอันดับที่ 2 มีอำนาจเท่าๆ กับที่ 1 เพราะฉะนั้นจึงกลายเป็นว่าตั้งรัฐบาลยาก ต้องวัดใจกันหลายรอบ หลายยก และยังอยู่ในระบอบการเมืองลูกผสมอีก เป็น Hybrid Regime ที่มีการเลือกตั้ง มีสถาบันการเมืองแบบประชาธิปไตย มีสภา แต่กลุ่มอภิสิทธิ์ชน ส.. หรืออำนาจอนุรักษนิยม ยังเข้ามาอยู่ในกระบวนการเลือกนายกฯ ในกรอบรัฐธรรมนูญ 

และปรากฏว่าการเลือกตั้งนัดนี้ ทั้งพรรคก้าวไกลและพรรคอื่นๆ ก็ยอมกระโจนเข้าสู่การเลือกตั้ง ทั้งที่ตระหนักชัดเจนว่า เป็นการเลือกตั้งภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ที่มีพลัง ส.. เพราะฉะนั้นต้องเจอ ส..อยู่แล้ว นี่คือความยากของเนื้อแท้แห่งรัฐบาลผสมภายใต้ระบอบการเมืองลูกผสม

 

ผศ.ดร.ธเนศพล อินทร์จันทร์ 

รองอธิการบดีฝ่ายการศึกษา มหาวิทยาลัยพิษณุโลก

การโหวตนายกรัฐมนตรีช่วงนี้เห็นว่า ต้องเป็นไปตามกระแสก่อน ถ้าย้อนไปดูการโหวตประธานสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกลคาดแล้วว่าอะไรจะเกิดขึ้น จึงต้องพยายามรักษากระแสความนิยมของพรรค ทางด้าน ส..คาดว่าจะใช้เรื่องมาตรา 112 มาพิจารณาตัดสินใจ ส่วน ส..ที่เห็นด้วยและต้องการสนับสนุนนายพิธาก็จะอาศัยทำตามมติของประชาชนที่ลงคะแนนเสียงส่วนใหญ่ให้กับพรรคก้าวไกล แต่ก็ต้องยอมรับว่าพรรคก้าวไกลยังไม่ใช่เสียงส่วนใหญ่ของคนทั้งประเทศ จึงทำให้คะแนนเสียง ส..แยกออกเป็น 2 ส่วน 

เชื่อว่าการเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 1 ในวันที่ 13 กรกฎาคม เมื่อรวมเสียงทั้ง 2 สภาคงไม่เกิน 376 เสียง ส่วนการโหวตในรอบที่ 2 ก็ต้องอยู่ที่มติของสภาด้วยว่าจะทำให้เกิดขึ้นหรือไม่ และเมื่อโหวตนายกรัฐมนตรีรอบแรกไม่ผ่าน สมาชิกในสภาก็สามารถลงมติเสนอใครขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีก็ได้ มองดูแล้วคู่แข่งสำคัญที่จะเสนอรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีขึ้นมา คงจะเป็นพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งอาจจะเป็นนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ได้เหมือนกัน

สำหรับบทบาทของพรรคเพื่อไทยเมื่ออยู่ใน 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล พรรคก้าวไกลรู้ดีว่าคุณภาพ ส.. รวมทั้งประสบการณ์ ส.. หากเทียบกับพรรคเพื่อไทยแล้ว ถือว่ายังมีน้อยกว่า แม้ว่าพรรคก้าวไกลจะมีกระแสดีกว่า จน ส..ได้รับการเลือกตั้งเป็นอันดับ 1 ก็ตาม แต่อย่าลืมว่าเป็นเสียงส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่หากรวมเสียงทั้ง 2 สภาก็ยังไม่เกินกึ่งหนึ่ง พรรคก้าวไกลก็ต้องยอมรับในจุดนี้ด้วย ขณะเดียวกันเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยกำลังดูกระแสที่จะเกิดขึ้นด้วยเช่นกันในช่วงของการโหวตนายกรัฐมนตรี ช่วงนี้พรรคเพื่อไทยอาจจะไม่ค่อยเข้ามามีบทบาททางการเมือง และไม่มีความเคลื่อนไหว เนื่องจากจะออกแอ๊กชั่นอยู่ที่พรรคก้าวไกลเป็นหลัก หากพรรคก้าวไกลโหวตนายกรัฐมนตรีแล้วไม่ผ่าน ก็จะทำให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทยได้สนับสนุนพรรคก้าวไกลอย่างเต็มที่แล้ว

เมื่อถึงเวลาพรรคเพื่อไทยเข้ามามีบทบาทในการจัดตั้งรัฐบาล และเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี หากดูไปแล้วพรรคเพื่อไทยอาจจะมีแนวร่วมจากพรรคการเมืองอื่นที่ไม่ใช่ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล เพราะที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยไม่มีข้อแม้กับพรรคการเมืองอื่นๆ 

กรณีพรรคเพื่อไทยเสนอแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีไว้ทั้งหมด 3 คนคือ น..แพทองธาร ชินวัตร, นายเศรษฐา ทวีสิน และ นายชัยเกษม นิติสิริ แต่มองว่าคงไม่มีใครลงโหวตชิงนายกรัฐมนตรี แต่อาจจะมีนายกรัฐมนตรีขัดตาทัพไปก่อน คนที่มีบารมีทางการเมืองมากที่สุด และทุกพรรคการเมืองเกรงใจ คงไม่พ้น พล..ประวิตร เว้นแต่จะมีคนนอกที่หลายคนคาดไม่ถึงมาแทน

ถ้านายพิธาไม่ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี เชื่อว่าอาจจะมีการลงถนนกันบ้างในพื้นที่กรุงเทพฯ ส่วนต่างจังหวัดคงจะยาก เพราะว่าการที่จะนำคนลงถนนจะใช้กระแสอย่างเดียวไม่ได้ เนื่องจากบางจังหวัดมีการเลือก ส..ตามกระแส ซึ่งตัวแทนของภาคประชาชนเหล่านั้นเป็นคนหน้าใหม่ที่ไม่มีพลังมวลชน แต่อาศัยกระแสของพรรคก้าวไกลทำให้ได้รับการเลือกตั้ง จึงไม่สามารถหามวลชนมาลงถนนได้ ที่สำคัญมวลชนสำคัญๆ ยังอยู่ในสถานศึกษา

การที่พรรคก้าวไกลพยายามรวมแฟนคลับส้มในกรุงเทพฯ คงต้องการกดดัน ส.. เพื่อให้เคารพเสียงส่วนมาก แต่เชื่อว่าคงไม่สามารถกดดัน ส..ได้ เพราะมาจากการแต่งตั้งจากรัฐบาลชุดปัจจุบัน ถ้าจะให้มองบทบาทนายพิธาไปเป็นฝ่ายค้าน เห็นว่ามีโอกาสเป็นไปได้ หากนายพิธารู้แล้วว่าไม่สามารถดันเกมในการจัดตั้งรัฐบาลให้สำเร็จ ก็จะต้องรักษาฐานคะแนนเสียงไว้เพื่ออีก 2 ปีจะกลับมาอีกครั้ง

ที่มองว่ารัฐบาลชุดใหม่จะมีอายุได้เพียง 2 ปี เนื่องจากเดือนพฤษภาคมปี 2567 ..จะครบวาระ และเป็นการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง จะมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยมีสภาร่างรัฐธรรมนูญ หลังจากนั้นจะมีการเลือกตั้งใหม่เกิดขึ้น คิดว่ากลไกน่าจะเป็นอย่างนั้น