หน้าแรก การเมือง พรสันต์ เลี้ย...

พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย ส่องกติกาบิดเบี้ยว โหวตนายกฯยืดเยื้อ

10.07.23 | 05:49 น.

พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย ส่องกติกาบิดเบี้ยว โหวตนายกฯยืดเยื้อ

เป็นเวลาเกือบ 2 เดือนภายหลังจากการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 14 พฤษภาคม แต่ความแน่นอนในการเลือกนายกรัฐมนตรีเพื่อจัดตั้งรัฐบาลกลับยังไม่เห็นภาพชัดเจน

กระทั่งเกิดการตั้งคำถามขึ้นมาว่า เมื่อผลการเลือกตั้งก็ออกมาแล้วอย่างเป็นทางการว่าประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ มีความประสงค์ที่จะให้พรรคร่วมฝ่ายค้านเดิม 312 เสียง นำโดยพรรคก้าวไกล ในฐานะพรรคที่มีจำนวนที่นั่ง ส.ส.มาเป็นอันดับ 1 เป็นแกนนำฟอร์มคณะรัฐมนตรีตามระบบรัฐสภาเข้าทำหน้าที่บริหารประเทศแทนพรรคร่วมรัฐบาลเดิม 188 เสียง แต่แล้วเหตุใดการเลือกนายกฯจึงดูยากเย็นแสนเข็ญ

ผศ.ดร.พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายปรากฏการณ์ในขณะนี้ว่า เป็นการเล่นแร่แปรธาตุคำอธิบายที่ผิดแผกแปลกประหลาด ไม่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาสากลอย่างมากมาย เช่น พรรคที่ได้จำนวน ส.ส.มาเป็นอันดับ 1 อย่างพรรคก้าวไกล นั้นไม่ใช่พรรคเสียงข้างมากของสภาบ้าง ไม่ใช่พรรคที่มีผู้เลือกเป็นเสียงข้างมากของประเทศบ้าง ถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อนำไปสู่ข้อสรุปที่ว่าไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องยอมรับผลการเลือกตั้งในครั้งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการได้พรรคก้าวไกลมาเป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล หากใช้เหตุผลดังกล่าวก็ไม่มีพรรคการเมืองใดๆ ในประเทศเป็นพรรคเสียงข้างมาก

และด้วยการยืนกรานปฏิเสธผลการเลือกตั้งเช่นนี้เอง กระบวนการแต่งตั้งนายกฯที่พรรคก้าวไกลได้เสนอชื่อคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ดำรงตำแหน่ง เพื่อนำไปสู่การมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่มีอำนาจเต็มเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ จึงอาจถูกทอดยาวออกไปแบบไม่สามารถกำหนดช่วงเวลาที่แน่นอนได้ เนื่องจากภายใต้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเองก็มิได้มีการกำหนดระยะเวลาเร่งรัดชัดเจนให้ต้องทำการเลือกนายกฯให้แล้วเสร็จภายในกี่วัน แตกต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และปี 2550 ที่กำหนดไว้ 30 วันนับตั้งแต่มีการเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรก

นอกจากการหยิบยกเหตุผลร้อยแปดพันประการ ซึ่งในทางวิชาการเข้าลักษณะตรรกะวิบัติ (Fallacy) ไม่สอดคล้องกับบริบททางการเมืองที่เป็นจริงและหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญแล้ว ยังรวมไปถึงความพยายามอธิบายเทียบเคียงกับต่างประเทศว่าระยะเวลาที่ยืดยาวในการจัดตั้งรัฐบาลของไทยปัจจุบันมีทั้งผู้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง นักการเมือง นักวิชาการ ต่างวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่ใช่เรื่องน่าตกอกตกใจ เพราะประเทศอย่างเบลเยียม หรือเนเธอร์แลนด์ ก็ใช้เวลานานมากๆ กว่าที่จะจัดตั้งรัฐบาลผสมได้

Advertisement

ฟังแล้วประหนึ่งว่าจะถูกต้องน่าเชื่อถือ แต่เอาเข้าจริงการไปเทียบเคียงกับประเทศอย่างเบลเยียม หรือเนเธอร์แลนด์ เป็นการเทียบเคียงแบบ “จับแพะชนแกะ” หลับหูหลับตา ไม่ดูเหนือดูใต้เลยว่าโดยระบอบการปกครองและบริบทการเมืองของเขา ผิดแผกแตกต่างจากประเทศเราอย่างมากจนไม่สามารถนำเอามาเปรียบเทียบได้เลย

กล่าวคือ ทั้ง 2 ประเทศข้างต้นมีบริบททางการเมืองและการเลือกตั้งที่ผูกโยงกับเรื่องความหลากหลายทางเชื้อชาติและภาษา อันเป็นลักษณะเฉพาะของประเทศนั้นอย่างมีนัยสำคัญ

ด้วยสภาวะความหลากหลายเช่นนี้เองจึงเป็นที่มาว่า ภายหลังการเลือกตั้งพรรคการเมืองแต่ละพรรคของเขามักไม่มีพรรคการเมืองใดที่จะมีจำนวน ส.ส.มากถึงขนาดเป็นเสียงข้างมากแต่เพียงพรรคเดียวในสภาผู้แทนราษฎรได้ อันนำไปสู่สภาวะรัฐบาลผสมที่จะต้องมีการพูดคุยต่อรองระหว่างพรรคการเมืองจำนวนมากเพื่อจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องใช้เวลายาวนานมากกว่าประเทศอื่นๆ

นี่คือบริบทเฉพาะของประเทศเบลเยียมและเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นไปตามวิถีทางในระบอบประชาธิปไตย ไม่เหมือนกับประเทศไทยที่ยังไม่ได้อยู่ในสถานะของประเทศที่อยู่ในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ดังนั้น การนำประเทศไทยไปเทียบเคียงกับประเทศดังกล่าวทั้งที่ไม่อาจเปรียบเทียบได้ จึงเป็นคำอธิบายที่เข้าตำรา “ถามไปไหนมา ตอบสามวาสองศอก”

กรณีของประเทศไทยอะไรคือเหตุผล หรือปัจจัยที่ทำให้การจัดตั้งรัฐบาลเกิดการยืดเยื้อยาวนาน อาจารย์พรสันต์ให้คำตอบว่า ก็คือกติกาที่กำหนดกฎเกณฑ์การได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีที่ถูกออกแบบ โดยไม่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตยแบบผู้แทนที่แท้จริงนั่นเอง

หากพูดกันอย่างตรงไปตรงมาอันเป็นข้อเท็จจริงที่ทราบกันเป็นการทั่วไปอยู่แล้ว ต้องยอมรับกันว่าความไม่ชัดเจนแน่นอนของการจัดตั้งรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้ง หรือการมีท่าทีแสดงออกซึ่งการปฏิเสธผลการเลือกตั้งของประชาชนในครั้งนี้ เป็นผลมาจากวุฒิสภาที่ประกอบไปด้วยวุฒิสมาชิก 250 คน ที่มาจากการสรรหาและแต่งตั้งโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้มอบอำนาจให้เข้ามามีส่วนร่วมกับสภาผู้แทนราษฎรในการโหวตแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ทั้งๆ ที่เหล่าบรรดา 250 ส.ว.ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนแต่อย่างใด

นี่จึงเป็นการชัดเจนและยากจะปฏิเสธว่า ปัจจุบันการเมืองของประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับองค์กรและกลไกอันเป็นผลพวงมาจากการทำรัฐประหารในปี 2557 ที่ถูกออกแบบไว้ในรัฐธรรมนูญโดยการยกร่างของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ภายใต้ความเห็นของสภาปฏิรูปแห่งชาติและสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่แต่งตั้งโดย คสช. กำลังทำหน้าที่คัดค้านต่อต้านผลการเลือกตั้งตามวิถีทางของระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพรรคการเมืองที่อยู่ขั้วตรงข้ามกับพรรคการเมืองขั้วรัฐบาลเดิมที่มีความเชื่อมโยงกับการทำรัฐประหารในปี 2557 แต่ในขณะเดียวกันกลับเปิดโอกาสให้ตนเอง หรือขั้วรัฐบาลเดิม แม้ว่าจะพ่ายแพ้จากการเลือกตั้งด้วยจำนวน ส.ส.ที่น้อยกว่ามาก ยังสามารถกลับเข้าสู่อำนาจในฐานะรัฐบาลได้อีกอย่างแปลกประหลาด

กล่าวโดยสรุปรวบความก็คือ คงต้องพูดว่าความยากลำบากในการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีและการจัดตั้งรัฐบาลเพื่อเข้ามาบริหารประเทศในประเทศไทยหลังจากการเลือกตั้งวันที่ 14 พฤษภาคม ขณะนี้ “ไม่ใช่สภาวะปกติ” ที่เกิดขึ้นจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา แม้การยืดเยื้ออาจเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติทางการเมือง หากต้องมีการจัดตั้งรัฐบาลผสมที่จำต้องมีการต่อรองกันทางการเมือง แต่ถ้าเงื่อนไขและอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นทางการเมืองนั้นกลับไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หากเป็นผลมาจากการตั้งใจใช้กฎหมายสูงสุดของประเทศอย่างรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือบิดเบือนหลักประชาธิปไตยแบบผู้แทน เพียงเพื่อต้องการทำลายศัตรูขั้วตรงข้ามทางการเมืองเท่านั้น

ลักษณะเช่นนี้สามารถเทียบเคียงได้กับกลุ่มประเทศในทวีปแอฟริกาที่ยังคงมีการทำรัฐประหารไม่เป็นประชาธิปไตย อาทิ แซมเบีย โตโก บูร์กินาฟาโซ ซูดาน เซเนกัล กลุ่มประเทศเหล่านี้ภายหลังจากการทำรัฐประหารยึดอำนาจของผู้นำทหารเพื่อเปลี่ยนแปลงรัฐบาลแล้ว ก็จะมีการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อลดทอนทำลายประชาธิปไตยของประเทศให้ลดน้อยถอยลง

ขณะเดียวกันก็จะออกแบบรัฐธรรมนูญด้วยการสร้างองค์กรและกลไกต่างๆ เพื่อรักษาอำนาจทางการเมืองของผู้ทำรัฐประหารให้ยาวนานที่สุดเท่าที่จะทำได้ และป้องกัน หรือทำลายศัตรูทางการเมืองของตนเองไม่ให้มีโอกาสเข้ามามีอำนาจทางการเมืองด้วย