หน้าแรก การเมือง เลขาฯครป.เรีย...

เลขาฯครป.เรียกร้อง ส.ว.-ส.ส.เคารพเสียง ปชช. โหวตพิธาเป็นนายกฯ อย่าถ่วงรั้งการพัฒนา

10.07.23 | 01:15 น.
แฟ้มภาพ

เลขาฯครป.เรียกร้อง ส.ว.-ส.ส.เคารพเสียง ปชช. โหวตพิธาเป็นนายกฯ อย่าถ่วงรั้งการพัฒนา

เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา นายเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) กล่าวว่า การเลือกนายกฯในที่ประชุมรัฐสภาในวันที่ 13 ก.ค.นี้ ขอเรียกร้อง ส.ว.และเพื่อน ส.ส.จากพรรคฝ่ายค้านได้โปรดเคารพผลเลือกตั้ง ฟังเสียงประชาชนและเคารพตนเองเลือกนายกรัฐมนตรีจากเสียงข้างมากในสภาผู้แทนตามกติกาประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา เพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ผ่าทางตันรัฐธรรมนูญที่เขียนกับดักไว้ให้อำนาจ ส.ว.เพียง 5 ปีเพื่อสืบทอดอำนาจรัฐประหาร ซึ่งก่อนหน้านี้ ส.ว.ก็ไม่เคยมีอำนาจนี้ ในระบบรัฐสภา ส.ว.เป็นผู้แทนประชาชนเพื่อกลั่นกรองกฎหมาย และตรวจสอบควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลเท่านั้น คู่ขนานกับสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น เพราะในบางประเทศสภาอาจถูกผูกขาดจากระบบทุนนิยมพรรคการเมือง

แต่วันนี้วุฒิสภาไทยไม่ค่อยมีความจำเป็นแล้วถ้าไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เพราะประเทศไทยเป็นระบบหลายพรรค ถ่วงดุลตรวจสอบในระบบสภาได้ดี และขอชื่นชม ส.ว.ทุกคนที่ออกมาพูดว่าจะทำตามหลักการเสียงข้างมากของสภาผู้แทน ฟังเสียงของประชาชน เคารพเสียงของประชาชน ซึ่งจะทำให้การเมืองไทยมีอนาคต เห็นคุณค่าของ ส.ว.ที่ไม่ถ่วงรั้งการพัฒนา รวมถึงมีสัญญาณทางบวกดีขึ้นแล้วทุกฝ่าย แม้แต่กองทัพบกยังส่งสัญญาณปรับลดอัตรากำลังนายพลตามนโยบายพรรคก้าวไกล โดยสภากลาโหม วางแผนปฏิรูปกองทัพลดนายพลให้เหลือ 50% และให้ลดกำลังพลลง 1.2 หมื่นนาย ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีในการพัฒนาไปสู่การใช้ระบบการสมัครใจเข้าเป็นทหาร ตามนโยบายของรัฐบาลใหม่ ซึ่งมีความต่างทางนโยบายอย่างมากระหว่างรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ผ่านมา โดยประชาชนต้องการการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ ทิศทางประเทศไทยใหม่ จึงเลือกพรรคที่มีนโยบายตรงข้ามรัฐบาลเก่า ทั้งทางเศรษฐกิจที่ไม่ต้องการให้เกิดการผูกขาด การกระจายอำนาจทางการเมืองที่ถูกรวมศูนย์ และการปฏิรูปสังคมต่างๆ ซึ่งน่าจะมีทางเลือกที่มากขึ้นในการหาทางออกจากปัญหา เหมือนการแข่งกันของพรรคการเมืองในยุโรปหรือสหรัฐอเมริกาที่ผลัดกันเป็นรัฐบาล

“การที่ ส.ว.บางคนออกมาพูดว่าไม่โหวตให้นายกฯที่มาจากการเลือกตั้งเพราะมีนโยบายแก้ไข ม.112 ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับหน้าที่ของตนเลย ประเด็นแก้ ม.112 เป็นนโยบายที่หาเสียงไว้กับประชาชน จะเอาเสียง ส.ว.มาต่อรองไม่ให้พรรคการเมืองไม่ปฏิบัติตามนโยบายที่หาเสียงไว้และได้รับมอบหมายจากประชาชนให้เข้าสภาไม่ได้ เพราะเรื่องนี้ต้องไปถกกันในรัฐสภาและในกรรมาธิการในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ ถ้า ส.ส.พรรคอื่นไม่เห็นด้วย กฎหมายก็ไม่ผ่านสภา

มีการวิเคราะห์ว่าคนที่จะเป็นนายกฯมีโอกาสทั้ง 3 พ. คือ พิธา แพทองธาร และ พีระพันธ์ุ แต่ผมเห็นว่านายพิธาจะผ่านการโหวตสนับสนุนจาก ส.ว.ในรอบแรก เพราะหากไม่แล้ว นายกฯคนใหม่จะเป็น นายเศรษฐา จากพรรคเพื่อไทยแทน ซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนคณะรัฐมนตรีตามโควต้าพรรคการเมือง

Advertisement

โดยโควต้าตาม ครม.พิธา 1 พรรคก้าวไกลจะดูแลสำนักนายกฯ กระทรวงมหาดไทย การคลัง กลาโหม ทรัพยากรฯ ดีอีเอส ศึกษาธิการ วัฒนธรรม และพัฒนาสังคมฯ ส่วนเพื่อไทยดูแลกระทรวงต่างประเทศ คมนาคม พลังงาน สาธารณสุข เกษตรฯ อุตสาหกรรม พาณิชย์ แรงงาน การท่องเที่ยว และวิทยาศาสตร์ ส่วนกระทรวงยุติธรรมมอบให้พรรคประชาชาติ และ อว. หรือไม่ก็ท่องเที่ยวจะเป็นของพรรคไทยสร้างไทย แต่หากกลายเป็น ครม.เศรษฐา 1 จะมีการเปลี่ยนแปลง

เพราะพรรคเพื่อไทยจะนำพรรคชาติไทยพัฒนาเข้าร่วมรัฐบาลด้วย ซึ่งจะทำให้พรรคก้าวไกลสูญเสียโควต้ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงขั้วการเมืองหากรับพรรคภูมิใจไทยเข้ามาร่วมด้วย โดยอ้างว่ากลัวเสียงไม่พอในการโหวตนายกรัฐมนตรี” นายเมธากล่าว