“ส.ว.ดิเรกฤทธิ์” เร่ง กกต. ส่งศาลฯ วินิจฉัย ปมพิธาก่อนโหวตนายกฯจะได้ตัดสินใจถูก
เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ที่รัฐสภา นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ให้สัมภาษณ์กรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมส่งพยานหลักฐานให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพความเป็น ส.ส.ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เรื่องถือหุ้นบริษัทไอทีวี จะส่งผลกระทบต่อการโหวตนายกฯในการประชุมรัฐสภาวันที่ 13 กรกฎาคมนี้หรือไม่ว่า เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะการโหวตเลือกนายกฯในที่ประชุมรัฐสภา อำนาจตรงนี้อยู่ในรัฐธรรมนูญมาตรา272 ที่ระบุว่า สมาชิกรัฐสภาต้องเลือกนายกฯจากผู้มีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ เมื่อเป็นเช่นนี้ ปัญหาคือที่นายพิธา ถูกกล่าวหาอยู่ นายพิธามีคุณสมบัติ ณ วันที่จะโหวตเลือกหรือไม่
นายดิเรกฤทธิ์กล่าวต่อว่า องค์กรที่วินิจฉัยคือศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนต้นเรื่องคือผู้ร้องเรียน รวมทั้ง ส.ส. หากจะเข้าชื่อกันยื่นต่อศาล กรณีของผู้ร้องอื่นก็จะยื่นไม่ได้ ก็จะทำได้เพียงไปเสนอหลักฐานร้องเรียนกล่าวโทษกล่าวหานายพิธา ต่อ กกต. ฉะนั้น กกต. ถือเป็นหน่วยงานกลั่นกรองเบื้องต้น เหมือนพนักงานสอบสวนในคดีอาญา แต่คดีในรัฐธรรมนูญ กกต.รับเรื่องแล้ว ก็ควรจะตรวจหลักฐานว่าครบองค์ประกอบหรือไม่ ข้อกล่าวหามีพยานหลักฐานครบถ้วนหรือไม่เท่านั้นเอง ดังนั้นหน้าที่ของ กกต.คือต้องรีบส่งศาลวินิจฉัย
“คิดว่าเป็นเรื่องให้ความเป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหาด้วย นายพิธา จะถูกหรือผิด จะมีคุณสมบัติลักษณะต้องห้ามหรือไม่ อยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องชี้ การที่ กกต.เอาเรื่องมากอดไว้ ตรงนี้ต้องพิจารณา และทำให้เร็ว เพราะไม่อย่างนั้นเมื่อเปิดการประชุมรัฐสภา วันที่ 13 ก.ค. ที่มีวาระโหวตเลือกนายกฯ ผมคิดว่าจะทำให้เกิดการอภิปรายอย่างกว้างขวาง เพราะจะมีคนยกมาตรา 272 ไปโยงกับมาตรา 160 และมาตรา 98 ซึ่งจะบ่งชี้ว่าเวลานี้ข้อยุติคืออะไร สำหรับคนที่เลือกถ้าเลือกไปอาจขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ เช่นเดียวกับโครงสร้างของคดีที่บอกว่า ถ้ารู้อยู่แล้วว่าไม่มีคุณสมบัติเรายังจะไปสมัคร ตรงนี้ก็มีความผิดมีโทษ ทำนองเดียวกันถ้านายพิธา ไม่มีหรือขาดคุณสมบัติ เรายังไปเลือก ก็อาจจะผิดรัฐธรรมนูญได้ รวมถึงมีโทษทางอาญาด้วย ตรงนี้เป็นหัวใจสำคัญที่สมาชิกรัฐสภาจะใช้ประกอบการตัดสินใจพิจารณาให้ความเห็นชอบหรือไม่” นายดิเรกฤทธิ์กล่าว
นายดิเรกฤทธิ์กล่าวว่า เมื่อศาลรับเรื่องแล้ว ต้องสั่งเรื่องที่เกี่ยวข้องโดยด่วน เช่นถ้ามีการกล่าวหาว่ามีลักษณะต้องห้าม เป็น ส.ส.ไม่ได้ ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ได้ ท่านจะต้องมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวหรือไม่ เพราะเห็นว่ามีการร้องว่าขาดคุณสมบัติ ซึ่งการขาดคุณสมบัติจะมีผลย้อนไปถึงวันเลือกตั้ง ฉะนั้นวิธีการของศาลจะต้องให้หยุดไว้ก่อนชั่วคราว ถ้าผลออกมาชนะก็ทำงานต่อได้ แต่ถ้าแพ้ การเป็น ส.ส.จากการได้รับเลือกตั้งตั้งแต่วันที่ 14 พ.ค.ที่ผ่านมาจะเป็นโมฆะทั้งหมด รวมถึงกระบวนการไปสู่นายกฯก็เป็นโมฆะด้วย เช่นเดียวกับกรณีการสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ แนวทางการพิจารณาของศาลก็เป็นไปในแนวทางเดียวกัน
เมื่อถามถึงกรณีที่เคยออกมาระบุว่าจะโหวตให้กับผู้ที่มีเสียงข้างมาก แต่ขณะนี้นายพิธาถูกยื่นตีความเรื่องคุณสมบัติสมาชิกภาพ ส.ส. ยังยืนยันที่จะโหวตให้เหมือนเดิมหรือไม่ นายดิเรกฤทธิ์กล่าวว่า จุดยืนตนประกาศต่อสาธารณะ เราต้องประคับประคองประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา ตนเคยประกาศบันได 3 ขั้นไว้ 1.ส.ส.รวมกันเป็นเสียงข้างมาก ในเมื่อสภามีหน้าที่เลือกรัฐบาล เราควรสนับสนุน 2.ต้องมีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ ตนเห็นว่า 2 เดือนที่ผ่านมามีการร้องกล่าวโทษนายพิธา ถ้านายพิธาไม่ผ่านคุณสมบัติ ตนก็เลือกไม่ได้ เพราะสุ่มเสี่ยงจะทำผิดรัฐธรรมนูญเสียเองถือเป็นประเด็นสำคัญ ส่วนบันไดขั้นที่ 3 ก็อาจไม่ต้องถกเถียงกันว่าจะสามารถขับเคลื่อนประเทศไปสู่ความสงบเรียบร้อยได้หรือไม่
เมื่อถามว่า การที่นายพิธาถูกยื่นตีความจะมีผลต่อการพิจารณาของ ส.ว.หลายคนหรือไม่ นายดิเรกฤทธิ์กล่าวว่า ไม่ใช่มีผลต่อการพิจารณาของ ส.ว. แต่มีผลต่อการพิจารณาทั้งสภา เพราะประเด็นนี้จะมีคนยกขึ้นมาได้ว่ามาตรา 272 เขาห้ามเลือกคนที่ขาดคุณสมบัติมีลักษณะต้องห้าม ถ้า ส.ส. ส.ว.ไปเลือก ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าขาดคุณสมบัติ จะทำผิดรัฐธรรมนูญ และต้องรับโทษเสียเอง ส่วนจะทำให้สถานการณ์ของรัฐสภาตึงเครียดหรือไม่นั้น เป็นไปตามกลไกกฎหมายที่ต้องเคารพ ขณะที่องค์กรใดที่เกี่ยวข้องในการพิจารณาก็ต้องทำให้กระจ่าง ไม่มีเงื่อนตาย
เมื่อถามว่า จะต้องมีการเลื่อนโหวตนายกฯในวันที่ 13 ก.ค.หรือไม่ นายดิเรกฤทธิ์กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับที่ประชุมรัฐสภา และสมาชิกทั้ง 750 คน จะเห็นประเด็นว่าถ้าเลือกแล้วไม่มีปัญหาทั้งสภา ก็เดินต่อไปได้ แต่ถ้าเห็นว่าเลือกแล้วมีปัญหา ก็สามารถใช้มติของรัฐสภาในการเลื่อนได้ ถ้ามีเหตุผลจำเป็นเหมาะสม เพื่อประโยชน์การทำงานของประเทศ

