นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีดีเอสไอ แถลงร้องขอให้คืนความยุติธรรมให้ผู้เสียชีวิต 99 ศพ และครอบครัวผู้ตายกับผู้บาดเจ็บอีกกว่า 2,000 คน ในเหตุการณ์เมษายน-พฤษภาคม 2553 ในหัวข้อ “99 ศพ สมควรได้รับคืนความยุติธรรมและพ้นจากตราบาปว่าเป็นผู้ผิด” ตอนหนึ่งระบุว่า ตนเองเคยถูกเรียกเข้าไปในค่ายทหารแห่งหนึ่ง คนที่เรียกผมเข้าไป เป็นทหารชั้นผู้ใหญ่มาก และเกี่ยวข้องกับการปฏิวัติ และว่า ธาริต อย่าดำเนินคดีเรื่อง 99 ศพ ถ้าไม่ฟังกัน พวกอั๊วปฏิวัติ ผมจะทำอย่างไร ในเมื่อศาลได้ชี้มาว่าการตาย มันเกิดจากทหารใช้อาวุธสงคราม มีการสั่งการต่างๆ ถ้าผมไม่ทำ ก็อยู่ไม่ได้ คนอื่นก็ต้องทำ เป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้ และไม่ได้ทำตามลำพัง ทำเป็นคณะกรรมการสอบสวน มีตำรวจร่วม อัยการร่วม
อดีตอธิบดีดีเอสไอกล่าวอีกว่า ผมถือว่าเป็นการขู่ ครั้งนั้น บอกด้วยว่า พวกอั๊วปฏิวัติ แล้วลื้อจะโดนย้ายคนแรก เหตุปฏิวัติมีการพูดกันเยอะ 9 ปีที่ผ่านมา ไม่มีการพูดความจริงชัดเจนว่า ปฏิวัติเพราะอะไร พูดเรื่องจำนำข้าวบ้าง จริงหรือเปล่า พูดเรื่องกฎหมายนิรโทษกรรมสุดซอยบ้าง จริงหรือเปล่า มี กปปส.เข้ามา ถูกดำเนินคดี แล้วยังไง แต่ที่แน่ๆ ปฏิวัติยังไม่ครบ 24 ชั่วโมง คนที่ถูกย้ายทันที คือ นายธาริตและนายอรรถพล ใหญ่สว่าง อดีตอัยการสูงสุด ซึ่งรับผิดชอบดำเนินคดี 99 ศพ เป็นความเชื่อของผม ภายใต้ข้อเท็จจริงที่สัมผัสในฐานะข้าราชการมืออาชีพ ที่ทำงานด้านนี้ ว่านี่คือเหตุสำคัญของการปฏิวัติ
เวลาผ่านไป 13 ปี คดีสลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 ซึ่งมีประชาชนถูกสังหารด้วยอาวุธของเจ้าหน้าที่ ถึง 99 ศพ บาดเจ็บกว่า 2,000 คน แม้มีความพยายามดำเนินคดีกับผู้สั่งการ และผู้ปฏิบัติตามคำสั่ง จนเกิดความสูญเสีย เป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก แต่สุดท้าย ยังไม่มีการเอาผิดกับผู้รับผิดชอบ แต่มีวาทกรรมกล่าวหาผู้ชุมนุม เผยแพร่ตอกย้ำตลอดเวลาว่า กระทำความผิด เผาบ้านเผาเมือง ขณะที่ฝ่ายผู้ชุมนุม ได้เสนอข้อเท็จจริงตอบโต้ตลอดเวลา จนกระทั่งเกิดรัฐประหาร 2557 ภายใต้บรรยากาศรัฐประหาร เรื่องค่อยๆ เงียบไป การออกมาแถลงของนายธาริต ที่เสนอข้อมูลในอีกมุม ทำให้เห็นว่า ควรมีการสร้างความกระจ่างในเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างถึงที่สุด คืนความเป็นธรรมให้กับผู้เสียชีวิต และพิสูจน์ความเป็นนิติรัฐของประเทศที่กล่าวอ้างมาตลอด

