หน้าแรก การเมือง พรรคก้าวไกลต้...

พรรคก้าวไกลต้องไม่เป็นฝ่ายค้าน โดย โคทม อารียา

11.07.23 | 12:00 น.

เพื่อนคนหนึ่งที่ทำงานให้พรรคก้าวไกลบอกกับผมอย่างไม่จริงจังนักว่า พรรคก้าวไกลถึงไปเป็นฝ่ายค้านก็ทำงานได้ ผมตอบเขาไปว่า เมื่อโอกาสเป็นรัฐบาลมีมา ต้องพยายามให้ดีที่สุด การเมืองคือศาสตร์และศิลป์แห่งความเป็นไปได้ หลายเรื่องต้องคุยกัน เจรจาต่อรองและประนีประนอมกัน ดังตัวอย่างของการเลือก วันมูหะมัด นอร์ มะทา เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นการประนีประนอมที่ทุกฝ่ายยอมรับได้

ผมมาอ่านหนังสือพิมพ์ลงวันที่ 6 กรกฎาคม ก็พบข้อความจงเกลียดจงชังพรรคก้าวไกล ด้วยเหตุผลเดิมที่อ้างแล้วอ้างอีกว่า พรรคก้าวไกลไม่จงรักภักดีเพราะเสนอแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 112 ผู้สื่อข่าวถาม ส.ว. คนหนึ่งว่าถ้าพรรคก้าวไกลไม่เสนอร่าง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 112 จะสนับสนุน พิธา ลิ้มเจริญรัตน์เป็นนายกรัฐมนตรีไหม คำตอบคือไม่สนับสนุน เพราะไม่เห็นด้วยกับนโยบายหลายข้อของพรรค อันที่จริง การบริหารราชการในกรณีเป็นรัฐบาลผสมนั้น นโยบายร่วม (เช่นที่เขียนใน MOU) จะต้องสำคัญกว่านโยบายของพรรคใดพรรคหนึ่ง ปรากฏ ส.ว. คนขยันให้สัมภาษณ์คงไม่สนใจนโยบายร่วมสักเท่าไร เพราะเขาอยากให้พรรคก้าวไกลเป็นพรรคฝ่ายค้าน โดยให้สัมภาษณ์ต่อไปว่า หาก แพทองธาร ชินวัตร หรือเศรษฐา ทวีสิน ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีแต่ยังมีพรรคก้าวไกลรวมเป็นพรรครัฐบาลอยู่ด้วย ก็ยังจะไม่สนับสนุน เพียงแต่พรรคเพื่อไทยสลัดพรรคก้าวไกลไปเป็นฝ่ายค้านเท่านั้น จึงจะสนับสนุน

ผมได้แต่ภาวนาอย่าให้ ส.ว. คนอื่น ๆ คิดอย่างเขาเลย ผมคิดว่าพรรคก้าวไกลมีอาณัติจากประชาชนที่จะเป็นรัฐบาล ส่วน ส.ว. ซึ่งรัฐธรรมนูญมาตรา 114 ยกให้เป็น “ผู้แทนปวงชนชาวไทย ไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมาย หรือความครอบงำใด” จะฟังเสียงประชาชนหรือฟังเสียงใคร

ทำไมฝ่ายอนุรักษ์บางคน จึงมีวาทกรรมบ่อนทำลายไม่หยุดหย่อน ผมเคยเสนอในบทความก่อนหน้านี้ว่า เพื่อความสงบสุขของบ้านเมือง เรามาสร้างความเห็นพ้องต้องกัน 3 ข้อจะได้ไหม 1) เราจะรักษาบูรณภาพของดินแดน 2) เราจะปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ และ 3) เราจะเป็นมิตรกับทุกประเทศ โดยถือประโยชน์ของชาติและมนุษยชาติเป็นสำคัญ

แต่น่าเสียดาย วาทกรรม “ขวาพิฆาตซ้าย” ยังมีมาตลอด ตัวอย่างเช่น 1) มีวาทกรรมที่ว่า การแบ่งแยกดินแดนจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นภัยคุกคามที่มีโอกาสสำเร็จ จึงต้อง ปิดล้อม ตรวจค้น วิสามัญฆาตกรรม รวมทั้งดำเนินคดีทั้งกับผู้ต่อสู้ด้วยอาวุธและผู้ต่อสู้ทางความคิด เช่น กรณีนักศึกษาที่จัดกิจกรรมออกแบบสอบถามเรื่องประชามติเอกราชก็ต้อง “ทำตามกฎหมาย” 2) มีวาทกรรมที่ว่าใคร วิจารณ์มาตรา 112 หรือวิจารณ์การบังคับใช้มาตรานี้ ถือว่าเป็นภัยต่อสถาบัน ส่วนการบังคับใช้มาตรา 112 โดยตีความเกินเลยถ้อยคำของกฎหมาย ถือเป็นความจงรักภักดี 3) มีการกล่าวหามิตรประเทศด้วยข้อความที่เป็นเท็จ เช่นว่า จะมีการตั้งฐานทัพต่างชาติในไทย มีประเทศมหาอำนาจประเทศหนึ่งทุ่มเงินสนับสนุนพรรคการเมืองพรรคหนึ่งซึ่งเป็นการแทรกแซงกิจการภายในโดยผิดกฎหมาย

Advertisement

ผมเคยเสนอว่า ถ้าใครบอกว่าเราจะเสียดินแดน ให้ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นไปไม่ได้ รัฐไทยและคนไทยมีความเข้มแข็ง อย่ายุยงเสียให้ยาก ถ้าใครบอกว่ามีขบวนการล้มเจ้า ให้ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะ “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้” (มาตรา 6 แห่งรัฐธรรมนูญ) ถ้าใครบอกว่ามีการชักศึกเข้าบ้าน ให้ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะเรารักชาติ การกล่าวหาว่าชังชาติเป็นเพียงวาทกรรมป้ายสีเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของฝ่ายอนุรักษ์

ท่านจะกล่าวหาพรรคก้าวไกลว่ามีนโยบายอะไรก็ตามที่ใช้การไม่ได้ ก็เชิญเถิด แต่ละเว้นไม่กล่าวหาในเรื่องที่ไม่ควรกล่าวหาคนไทยคนใดเลย อย่ากล่าวหาใครเลยว่าจะแบ่งแยกดินแดน อย่ากล่าวหาใครเลยว่าต้องการล้มเจ้า อย่ากล่าวหาใครเลยว่าชักศึกเข้าบ้าน เพราะการกล่าวหาเช่นนี้มีแต่จะทำให้เกิดการแตกแยก ร้าวฉาน และเกลียดชัง ซึ่งไม่ใช่วัตถุประสงค์ของท่านมิใช่หรือ

เหตุผลที่อยากให้พรรคก้าวไกลเป็นพรรคร่วมรัฐบาลคือ พรรคก้าวไกลจะต้องขับเคลื่อนนโยบายที่เขียนไว้ใน MOU ของพรรคร่วม 8 พรรคเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2566 โดยเฉพาะนโยบายที่ผมเห็นว่าสำคัญซึ่งขอยกเป็นตัวอย่างดังต่อไปนี้

นโยบายข้อ 1) ตาม MOU “ฟื้นฟูประชาธิปไตย รวมถึงการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประชาชนให้เร็วที่สุด โดยมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน” สังเกตว่านโยบายนี้ใช้คำว่า “การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประชาชน” ซึ่งชัดเจนว่าไม่ใช่ “การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญปี 2560 ยกเว้นหมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2 พระมหากษัตริย์” ทั้งนี้ คาดว่าฝ่ายอนุรักษ์อาจขัดขวางเพราะเกรงว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อาจเลยธงไปเปลี่ยนหลักการของ 2 หมวดนี้

ผมพยายามยืนยันว่าเปลี่ยนหลักการของ 2 หมวดนี้ไม่ได้และจะต้องป้องกันไว้ จุดเริ่มต้นที่สำคัญคือการมีมติคณะรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 166 ให้มีการออกเสียงประชามติเพื่อสถาปนาอำนาจในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ประเด็นสำคัญอยู่ที่การตั้งคำถามให้ประชาชนออกเสียงประชามติ ดังนั้น เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรา 1, มาตรา 6, และมาตรา 255 ของรัฐธรรมนูญ ขอทดลองเสนอคำถามดังนี้

“ท่านเห็นชอบกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ยึดมั่นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะและไม่เปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ โดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนหรือไม่ ”

ไม่ทราบว่าคำถามทำนองนี้ ฝ่ายอนุรักษ์พอรับได้ไหม หรือจะแก้ไขเพิ่มเติมประการใดดี

นโยบายข้อ 4) ตาม MOU “เปลี่ยนการเกณฑ์ทหารแบบบังคับ เป็นระบบสมัครใจ ทั้งนี้ยังคงไว้ซึ่งการเกณฑ์ทหารในยามศึกสงคราม” นโยบายข้อนี้น่าจะหมายรวมถึงการจัดให้มีกำลังพลที่มีคุณภาพให้เพียงพอต่อการศึกสงครามสมัยใหม่ ที่มีการใช้เทคโนโลยีและอาวุธที่ทันสมัยเป็นตัวตัดสิน รัฐบาลควรปรึกษาเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดกับสภาความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อให้มีการปฏิรูปอันเป็นที่ยอมรับอย่างจริงจัง

นโยบายข้อ 5) ตาม MOU “ร่วมผลักดันกระบวนการสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยคำนึงถึงหลักการด้านสิทธิมนุษยชน การอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน รวมถึงทบทวนภารกิจของหน่วยงานและการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคง” เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2566 หัวหน้าพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยร่วมกันแถลงเสนอชื่อ วันมูฮัมมัด นอร์ มะทา เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร และต่อมาสภาฯให้ความเห็นชอบแล้วนั้น แสดงว่าวันนอร์ซึ่งเป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อและมีภูมิลำเนาในจังหวัดยะลา ได้รับความไว้วางใจให้เป็นประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติ ขอตีความว่าเป็นการส่งสัญญาณให้ใช้สันติวิธีและแนวทางการเมืองเพื่อแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยไม่ต้องปลุกปั่นเรื่องแบ่งแยกดินแดนได้แล้ว

อนึ่ง แถลงการณ์เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมมีข้อความว่า “พรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทย ยืนยันร่วมกันให้ความเห็นชอบกฎหมายสำคัญเพื่อประชาชน ซึ่งรวมถึงการนิรโทษกรรมคดีแสดงออกทางการเมือง  และการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปกองทัพ ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ร่างพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก และร่างพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เชื่อมั่นว่า ข้อตกลงเรื่องประธานสภาฯ และรองประธานสภาฯ ในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกัน เพื่อจัดตั้งรัฐบาลเข้าไปบริหารประเทศ ตามเจตนารมณ์ที่ประชาชนได้แสดงออกอย่างชัดเจนผ่านการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2566” ขอตีความว่า ทั้งสองพรรคผูกพันที่จะแก้ไขกฎหมายเพื่อเอื้อต่อสันติภาพชายแดนใต้ให้มากขึ้น โดยไม่ต้องให้ทหารนำเพื่อ “ความเป็นเอกภาพ” เหมือนในยุค คสช.นโยบายข้อ 6) ตาม MOU “ผลักดันการกระจายอำนาจทั้งในแง่ภารกิจและงบประมาณ เพื่อให้ท้องถิ่นตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม มีประสิทธิภาพ ปราศจากการทุจริต” นโยบายนี้สำคัญมาก แต่เสียดายที่ไม่ได้พูดถึงการถ่ายโอนกำลังคน ที่ควรทำพร้อมกับการถ่ายโอนภารกิจจากราชส่วนกลางและส่วนภูมิภาคสู่ส่วนท้องถิ่น ตำแหน่งสำคัญที่พูดถึงกันมากคือตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด ที่เป็นตัวแทนส่วนกลาง และมีอำนาจการบริหารราชการเหนือส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น แต่เรื่องนี้ยังต้องการการประนีประนอม และการสร้างความเข้าใจและความเห็นพ้องต้องกันให้มากขึ้น พรรคก้าวไกลเสนอให้มีการออกเสียงประชามติก่อน “การเลือกตั้งผู้ว่าฯ” ส่วนพรรคเพื่อไทยเสนอให้ทดลองเลือกผู้ว่าราชการในจังหวัดที่มีความพร้อม ภูมิภาคละหนึ่งจังหวัดรวม 4 จังหวัด

คำถามที่สำคัญคือเมื่อมาจากการเลือกตั้ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (พรรคก้าวไกลอาจขอเปลี่ยนชื่อตำแหน่งเป็น “นายกจังหวัด” ให้คล้ายนายกเทศมนตรี) จะสังกัดราชการส่วนท้องถิ่นใช่หรือไม่ และจะถ่ายโอนงานส่วนใหญ่ของราชการส่วนภูมิภาคให้ “ผู้ว่าฯจากการเลือกตั้ง” ดูแลใช่หรือไม่ และงานส่วนภูมิภาคที่ไม่ถ่ายโอนจะให้ส่วนกลางดูแลโดยตรงหรือจะแต่งตั้งใครไปดูแล เราควรห้ามพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยทิ้งงานนี้ใช่ไหม

ขอข้ามมาที่นโยบายข้อ 19) ตาม MOU “ยกระดับสิทธิแรงงานทุกอาชีพให้มีสภาพการจ้างงานที่เป็นธรรม และได้รับค่าแรงที่เป็นธรรมสอดคล้องกับค่าครองชีพและการเติบโตทางเศรษฐกิจ”

ในเรื่องนี้ มีความแตกต่างในนโยบายหาเสียงของทั้งสองพรรคคือ พรรคก้าวไกลเสนอขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 450 บาท/วัน ภายใน 100 วันหลังเข้าบริหารราชการแผ่นดิน และปรับขึ้นทุกปี ส่วนพรรคเพื่อไทยเสนอว่า ภายในปี 2570 ค่าแรงขั้นต่ำควรจะเป็น 600 บาท/วัน เงินเดือนปริญญาตรีเริ่มต้นที่ 25,000 บาท/เดือน รวมถึงข้าราชการด้วย

หลังจากที่พิธาได้นำทีมเศรษฐกิจไปพูดคุยกับผู้บริหารสภาอุตสาหกรรม เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนมีข้อความที่น่าสนใจว่า “การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำใช้กลไกไตรภาคีที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในแต่ละจังหวัด ที่มีทั้งนายจ้าง ตัวแทนลูกจ้าง ผู้ว่าราชการจังหวัด จะมาตกลงอัตราค่าแรงขั้นต่ำจนได้ข้อสรุปที่จะเสนอส่วนกลางเพื่อประกาศใช้ ดังนั้นแต่ละจังหวัดจะมีค่าจ้างขั้นต่ำไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับดีมานด์และซัพพลาย แต่การขึ้นเลยเป็น 450 บาท ถือว่ากระโดดทีเดียว 30 กว่าเปอร์เซ็นต์ เป็นการขึ้นเร็วเกินไป … เข้าใจถึงปัญหาทางฝั่งแรงงาน ที่มีเหตุผลเรื่องค่าครองชีพสูงกว่ารายได้ รายรับไม่พอใช้ไม่พอกิน และไทยติดปัญหากับดักใหญ่ คือปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนที่ยังสูงมาก ถือเป็นระเบิดเวลาในอนาคต จึงจำเป็นต้องปรับฐานรายได้ ให้เพียงพอจ่ายหนี้ได้ และสามารถมีพอกับค่าใช้จ่ายที่แพงขึ้นและเหลือเงินเก็บให้หลุดจากวงจรนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราเห็นเช่นกัน อย่างไรก็ตาม มีปัญหาที่ต้องเข้าใจว่าผู้ประกอบการกำลังเผชิญปัญหาต้นทุนสูงทุกด้าน ทั้งวัตถุดิบ ค่าไฟฟ้าที่เป็นต้นทุนใหญ่และแพงมาก หากมาเจอค่าแรงขั้นต่ำที่ปรับขึ้นทันที คิดว่าจะกระทบหนัก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น อาทิ เกษตร อาหารแปรรูป และอุตสาหกรรมที่ไม่ได้ใช้เครื่องจักร … มาตรการจึงต้องบาลานซ์ มองสองฝั่ง ไม่อยากให้เกิดปัญหาว่าผู้ประกอบการไปไม่ไหวและใช้วิธีเลิกจ้าง ก็จะเกิดวงจรปัญหากลับมาที่เดิม ทาง ส.อ.ท.ได้ฝากให้พรรคก้าวไกลทบทวนหรือมีมาตรการชัดเจน เช่น การชดเชยช่วยเหลือ”

สองพรรคการเมืองจะต้องจับมือกันไว้ และปรึกษาหารือให้รอบด้าน เพื่อแปลงนโยบายนี้ให้เป็นการปฏิบัติที่มีประสิทธิผลดังที่ตั้งใจไว้

สุดท้ายขอกล่าวถึงนโยบายอีกข้อหนึ่งคือ ข้อ 21) ตาม MOU “ปฏิรูประบบการศึกษาเพื่อยกระดับคุณภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต” ในเรื่องนี้มีแนวทางอยู่แล้วในรัฐธรรมนูญหมวด 16 การปฏิรูปประเทศ มาตรา 258 จ. ที่จะยกบางส่วนมากล่าวในที่นี้

(1)ให้เด็กเล็กได้รับการดูแลและพัฒนาก่อนเข้ารับการศึกษา … ให้สมวัยโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย

(2)… จัดตั้งกองทุนเพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ …

(3)… คัดกรองและพัฒนาผู้ประกอบอาชีพครูและอาจารย์ให้ได้ผู้มีจิตวิญญาณของความเป็นครู …

(4)… ปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนทุกระดับ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนได้ตามความถนัด …

ขอเพิ่มว่าในการปฏิรูปการศึกษา ขอให้นำอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กที่ประเทศไทยได้ให้สัตยาบัน มาประกอบการพิจารณา อนุสัญญาดังกล่าวมีหลักการสำคัญ 4 ประการ แต่จะขอยกเฉพาะหลักการข้อ 2 และข้อ 4 ดังนี้

ข้อ 2 การกระทำหรือการดำเนินการทั้งหลายต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นอันดับแรก

ข้อ 4 สิทธิในการแสดงความคิดเห็นของเด็ก และการให้ความสำคัญแก่ความคิดเหล่านี้

ขอขอบคุณหากรัฐบาลสามารถปฏิรูปการศึกษาตามกรอบของรัฐธรรมนูญและหลักการของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก โดยหวังให้มีความเข้าใจและความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นระหว่างครูกับนักเรียน

สรุปคือ พรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยอย่าไปหลงวาทกรรมของฝ่ายอนุรักษ์นิยม พรรคก้าวไกลจะต้องไม่ถูกผลักให้เป็นฝ่ายค้าน เพราะมีภารกิจที่สำคัญและเป็นความหวังของฝ่ายประชาธิปไตยรออยู่เบื้องหน้า