พปชร. แถลงไม่โหวตให้พรรคแก้ ม.112-เสียงข้างน้อย แต่อุบไต๋ งดออกเสียงหรือไม่เห็นชอบ ย้ำ ไม่ชงชื่อชิงนายกฯ หาก “พิธา” ไม่ผ่าน ให้พรรคอันดับ 2 ก่อน เชื่อ “บิ๊กตู่” วางมือการเมือง คงคิดละเอียดแล้ว
เมื่อเวลา 16.45 น. วันที่ 11 กรกฎาคม ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา และประธานยุทธศาสตร์ภาคเหนือ พรรค พปชร. แถลงภายหลังการประชุมพรรคว่า ทางพรรค พปชร.มีการประชุมพรรค โดยมีหัวหน้าพรรค คณะกรรมการบริหารพรรค คณะกรรมการยุทธศาสตร์ ส.ส. และทุกฝ่ายเข้าร่วม โดยสาระสำคัญได้แก่ 1.การเลือกผู้แทน ซึ่งเป็น ส.ส.ของพรรค พปชร. ในการทำหน้าที่ประสานกับพรรคอื่นๆ ซึ่งเวลานี้ยังไม่รู้ว่าพรรคเราอยู่ในสถานะใด โดยผู้ทำหน้าที่ประสานดังกล่าว มีตน เป็นประธาน นายอนันต์ ผลอำนวย ส.ส.กำแพงเพชร เป็นรองประธานคนที่หนึ่ง นายอรรถกร ศิริลัทยากร ส.ส.ฉะเชิงเทรา เป็นรองประธานคนที่สอง 2.พรรค พปชร.มีจุดยืนชัดเจนว่า จะไม่เสนอผู้ดำรงตำแหน่งนายกฯ โดยใช้เสียงข้างน้อยอย่างเด็ดขาด และ 3.จะไม่โหวตให้กับผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่มีนโยบายในการแก้ไขมาตรา 112 อย่างเด็ดขาด
ผู้สื่อข่าวถามว่า หมายความว่า ถ้าเป็น นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคก้าวไกล (ก.ก.) พรรค พปชร.จะไม่โหวตให้ใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า ไม่ว่าใครก็ตามที่มีนโยบายเกี่ยวข้องกับการแก้ไขมาตรา 112
เมื่อถามว่า ได้มีการเตรียมไว้หรือไม่ หากไม่สามารถโหวตนายพิธา เป็นนายกฯ ได้ ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า เนื่องจากพรรค พปชร.ในการเลือกตั้งครั้งนี้ เราเป็นพรรคที่มี ส.ส.อยู่ลำดับที่ 4 ดังนั้นขั้นตอนต่อไป หากเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เราต้องให้พรรคที่มีเสียงรองลงมาในการจัดตั้งรัฐบาล
เมื่อถามว่า หากพรรคที่มีเสียงรองลงมาติดต่อมายัง พปชร.ในการจัดตั้งรัฐบาล โดยไม่มีพรรค ก.ก. ก็สามารถที่จะทำงานด้วยกันได้ใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า ก็จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคและ ส.ส.อีกครั้งเพื่อขอมติพรรค เมื่อถามอีกว่า ถ้าเป็นพรรคเพื่อไทย (พท.) พปชร.จะโหวตให้หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า อย่างที่พูดมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นพรรคใดก็ตาม หากมีนโยบายชัดเจนไม่แตะมาตรา 112 พรรคเราก็มีนโยบายชัดเจนว่าก้าวข้ามความขัดแย้ง แต่ยกเว้นในเรื่องการแก้มาตรา 112 เท่านั้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า จากประสบการณ์ทางการเมือง การโหวตนายพิธาในวันที่ 13 กรกฎาคมจะผ่านหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า ต้องไปดูเสียงส่วนใหญ่ในสภา เพราะเสียงในสภามี 750 เสียง ไม่ใช่ 500 เสียง เมื่อถามว่า ในวันที่ 13 กรกฎาคม จะมีมวลชนมากดดันด้วย ห่วงหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า จากประสบการณ์ทางการเมือง เรื่องของรัฐสภา ซึ่งประกอบไปด้วย ส.ส.และ ส.ว. 750 คน ที่จะลงฉันทามติในเสียงของเขาว่าจะเลือกใคร
ดังนั้น จะให้ได้ดั่งใจคงเป็นไปไม่ได้ ต้องยึดตามหลักกฎหมายภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เราเคารพเสียงส่วนใหญ่ของรัฐสภา
เมื่อถามอีกว่า มวลชนที่มากดดันหากมีความวุ่นวายจะดำเนินการอย่างไร ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า ตนเชื่อว่าใช้เวลาในการแก้ปัญหา เป็นเรื่องปกติที่เอฟซีตัวเองจะผิดหวัง แต่ทุกอย่างจะลงเอยด้วยดี ซึ่งต้องใช้เวลา
เมื่อถามยํ้าว่า เป็นห่วงม็อบหน้าสภาวันที่ 13 กรกฎาคมหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า คิดว่าเป็นเรื่องปกติที่จะมีม็อบ แต่การชุมนุมถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และเราคงจะไปห้ามประชาชนไม่ได้ เรื่องนี้ฝ่ายความมั่นคงต้องดูดีๆ จะไปใช้ความรุนแรงไม่ได้เด็ดขาด เขามาแสดงจุดยืนของเขา เราต้องฟังความเห็นของเขาด้วย ซึ่งพล.อ.ประวิตร ซึ่งดูกำกับดูแลฝ่ายความมั่นคง เน้นย้ำว่าห้ามใช้ความรุนแรงกับประชาชนเด็ดขาด
เมื่อถามว่า ควรที่จะโหวตนายกฯ ให้จบภายในครั้งเดียวใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า เป็นกลไกของรัฐสภา ส่วนตัวก็อยากให้จบในทีเดียว แต่เมื่อไม่จบก็ต้องให้เวลา เช่นเดียวกันทุกอย่างต้องใช้เวลา
เมื่อถามย้ำว่า ในการโหวตนายกฯ ครั้งที่ 2 ควรที่จะมีเงื่อนไขมากกว่าครั้งแรกหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า สมมุติว่าครั้งแรกไม่ผ่าน ก็ต้องให้โอกาสพรรคอันดับสองในการรวบรวมพรรคร่วม ถ้าพรรคอันดับสองไม่ผ่าน ก็ให้พรรคอันดับสาม ฉะนั้น เราจะไม่มีการแทรกแซงเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด ซึ่งเป็นนโยบายของหัวหน้าพรรค พปชร. และคณะกรรมการบริหารพรรคที่เรามีฉันทามติเป็นอย่างนี้
เมื่อถามว่า หากครั้งแรกนายพิธาโหวตไม่ผ่าน ไม่ควรมีชื่อครั้งที่ 2 แล้วใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า ตนหมายความว่า หากที่สุดแล้ว พรรคที่ได้เสียงอันดับหนึ่งไม่ผ่านก็ให้พรรคอันดับสองไปจัดการ อย่างไรก็ตาม ทราบว่าเรื่องนี้มีข้อบังคับของรัฐสภาอยู่ เมื่อถามอีกว่า ถ้าพรรคอันดับสองมีปัญหา จะตกมาที่พรรคอันดับสามและพรรคอันดับสี่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า มันก็ควรจะเป็นอย่างนั้น
เมื่อถามว่า แสดงว่า พล.อ.ประวิตรก็มีโอกาสที่จะชิงนายกฯ เช่นเดียวกัน ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า เราอย่าไปพูดอย่างนั้น เอาประเด็นอันดับหนึ่งผ่าน หรือไม่ผ่านก่อน และจะเป็นหน้าที่ของพรรค พท.ดำเนินการต่อไป เมื่อถามว่า ในการโหวตครั้งแรกไม่ผ่าน จะเสนอชื่อซ้ำในรอบสองได้หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า เป็นเรื่องของประธานรัฐสภา ซึ่งมีกฎหมายอยู่ เป็นหน้าที่ของประธานรัฐสภาที่จะไปคุยกัน วันนี้ในที่ประชุมก็มีการเอาประเด็นนี้มาพูดคุยกัน โดยวันที่ 12 กรกฎาคมคงจะมีความชัดเจนมากขึ้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่ พปชร.จะร่วมมือกับพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ประกาศวางมือทางการเมืองแล้ว ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า พรรค พปชร.มีนโยบายชัดเจนว่าเราจะอยู่ของเรา เราจะไม่ไปก้าวก่ายกิจกรรมหรือกิจการของพรรคอื่นเด็ดขาด เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่ พล.อ.ประยุทธ์ประกาศวางมือทางการเมือง ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า “เรื่องนี้ท่านคงคิดละเอียดแล้ว”
ผู้สื่อข่าวถามว่า การโหวตนายกฯ ของพรรคร่วมรัฐบาลเดิมต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า เป็นเอกสิทธิ์ของแต่ละพรรค เราไม่ก้าวก่าย และจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการพูดคุยกัน เมื่อถามว่า พปชร.จะให้ฟรีโหวตหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า ไม่ฟรีโหวต แต่จะเป็นไปในทิศทางเดียวกันหมด เมื่อถามอีกว่า กรณีของนายพิธา พรรค พปชร.จะใช้วิธีงดออกเสียง หรือไม่ลงคะแนนเลย ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า จะรอดูหน้างานก่อน แต่น่าจะงดเหมือน ส.ว.
เมื่อถามว่า หัวหน้าพรรคได้เน้นย้ำอะไรหรือไม่ในเรื่องของการโหวต ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า เป็นนโยบายชัดเจนว่าเราไม่สนับสนุนพรรคการเมืองที่จะเสนอแก้มาตรา 112 ส่วนจะงดหรือปฏิเสธค่อยว่ากันอีกที ซึ่งมติที่ประชุมให้ฟังตน อย่างไรก็ตาม ในวันดังกล่าวได้เปิดโอกาสให้แต่ละพรรคได้อภิปรายพรรคละ 20 นาทีโดยพรรค พปชร.ได้มอบหมายให้นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ ส.ส.นราธิวาส เป็นผู้อภิปราย ซึ่งนายสัมพันธ์เป็น ส.ส.ในภาคใต้ ก็จะเน้นเนื้อหาในส่วนเรื่องของการแบ่งแยกดินแดน

