หน้าแรก การเมือง รองประธาน ส.อ...

รองประธาน ส.อ.ท.ลุ้นโหวตนายกฯ 13 ก.ค. ห่วงม็อบฮือต้าน! บานปลายลามเศรษฐกิจ

12.07.23 | 05:50 น.

รองประธาน ส.อ.ท.ลุ้นโหวตนายกฯ 13 ก.ค. ห่วงม็อบฮือต้าน! เหตการณ์บานปลายลามเชื่อมั่นเศรษฐกิจ งบรัฐสะดุด เอกชนไม่กล้าลงทุน

นายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองประธาน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงกรณีการโหวตนายกรัฐมนตรีวันที่ 13 กรกฎาคม 2566 ว่า หากไม่ได้ตามที่ประชาชนส่วนใหญ่เลือกมา ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอนทางด้านของความเชื่อมั่น รวมไปถึงเรื่องของเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจุบันเศรษฐกิจไทยยังมีความไม่แน่นอนอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเอลนีโญ หรือการส่งออกที่ยังติดลบ ซึ่งภาคธุรกิจเองมีความหวังว่าเมื่อมีรัฐบาลเข้ามาจะมีการขับเคลื่อนงบประมาณรายจ่ายของประเทศ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ซึ่งระบบประชาธิปไตยได้สะท้อนเสียงของประชาชนจำนวนมาก ควรจะเป็นไปตามสิ่งที่ประชาชนต้องการ

“หากไม่ได้มีโอกาสที่จะกระตุ้นให้กลุ่มที่สนับสนุนนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดทนายรัฐมนตรีเกิดการรวมตัว จนเกิดสิ่งที่น่าห่วงคือกระแสที่สนุบสนุนนายพิธา ซึ่งหากมีการรวมตัวกันลงถนนและก่อให้เกิดความรุนแรง”นายอิศเรศกล่าว

นายอิศเรศ กล่าวว่า สำหรับความกังวลเรื่องงบประมาณปี 2567 หากล่าช้าย่อมกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากการใช้จ่ายจากภาครัฐถือเป็นเครื่องยนต์หลัก 1 ใน 2 ของประเทศนอกจากการท่องเที่ยวเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่การใช้จ่ายของเอกชนเวลานีค่อนข้างตึงตัว หากจะลงทุนเพิ่มเติมต้องรอความชัดเจนจากรัฐบาล หากยังเป็นสถานการณ์ที่เลื่อนลอยก็จะไม่กล้าตัดสินใจลงทุน ไม่มีการลงทุนเพิ่มเติม ด้านประชาชนเองก็มีปัญหาเรื่องหนี้ครัวเรือน

ล่าสุดคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. ครั้งล่าสุด ได้แสดงความเป็นห่วงเรื่องการใช้เงินงบประมาณจากภาครัฐ ต้องการให้มีการนำเงินดังกล่าวมากระตุ้นเศรษฐกิจ นำมาใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็น หรือเรียกว่าเป็นปัจจัยแห่งความหวังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างแท้จริง นอกจากนี้ภาคอสังหาริมทรัพย์ในกลุ่มของสินค้าวัสดุก่อสร้างก็หวังให้ภาครัฐมีงบมาซ่มแซมถนน สร้างโครงการอื่น เพราะหากไม่มีงบก็ขายสินค้าไม่ได้ เนื่องจากส่งออกไม่ดี ในประเทศไม่รู้จะขายให้กับผู้ใด จะอยู่อย่างไร เวลานี้ต้องยอมรับตามตรงว่าค่อนข้างซีเรียส

Advertisement

“หากรัฐบาลใหม่ยังไม่มา เศรษฐกิจจะไม่มีการขับเคลื่อน ข้าราชการประจำเองคงไปขับเคลื่อนไม่ได้ การส่งออกจะยิ่งแย่”นายอิศเรศกล่าว