หมายเหตุ – ความเห็นและข้อเสนอภาคเอ็นจีโอเกษตรกร อุตสาหกรรม และแวดวงวิชาการ ในประเด็นรัฐสภาจะโหวตนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในวันที่ 13 กรกฎาคมนี้ เพื่อให้สถานการณ์ของประเทศเดินหน้าต่อไปได้

อิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต
รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
การโหวตนายกรัฐมนตรีวันที่ 13 กรกฎาคมนี้หากดำเนินการไม่ได้ตามเสียงที่ประชาชนส่วนใหญ่เลือกมา เชื่อว่าประเทศไทยจะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน ทั้งด้านของความเชื่อมั่นรวมไปถึงเรื่องของเศรษฐกิจ ส่วนตัวมองผลกระทบไว้ 3 มุม ได้แก่ 1.ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ซึ่งปัจจุบันเศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอนอยู่มาก มีหลายเรื่องที่ยังไม่สามารถก้าวผ่านไปได้ ต้องรอให้รัฐบาลใหม่ อำนาจเต็ม เข้ามาบริหารไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสถานการณ์เอลนิโญที่อาจทำให้ไทยต้องเผชิญภาวะภัยแล้งรุนแรงยาวนาน 3 ปี (2566-68) หรือปัญหาการส่งออกที่ยังติดลบต่อเนื่อง ซึ่งภาคธุรกิจเองมีความหวังว่าเมื่อมีรัฐบาลเข้ามาจะมีการขับเคลื่อนงบประมาณรายจ่ายของประเทศ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้
2.ระบบประชาธิปไตยครั้งนี้ได้สะท้อนเสียงของประชาชนจำนวนมาก ดังนั้น การโหวตนายกรัฐมนตรีควรจะเป็นไปตามสิ่งที่ประชาชนต้องการ หากไม่ได้รับเลือก ก็มีโอกาสที่จะกระตุ้นให้กลุ่มที่สนับสนุนนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์หัวหน้าพรรคก้าวไกลและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเกิดการรวมตัว นำไปสู่ม็อบที่อาจสร้างผลกระทบตามมา และ 3.สิ่งที่น่าห่วงคือกระแสที่สนับสนุนนายพิธา หากมีการรวมตัวกันลงถนนและก่อให้เกิดความรุนแรง และอาจบานปลาย เอกชนจึงมีความเป็นห่วงเรื่องความเชื่อมั่นประเทศ ไปจนถึงตลาดหุ้นตลาดทุน ราคาหุ้นมีโอกาสจะหวั่นไหว
จะเห็นว่าปัจจัยดังกล่าวเหล่านี้จะกระทบความเชื่อมั่นเอกชน และทำให้เศรษฐกิจจะยิ่งชะลอตัวหากไม่มีการขับเคลื่อน เวลานี้ส่งออกมีโอกาสติดลบแรง 2% หากรัฐบาลใหม่ยังไม่มา และรัฐบาลที่ควรจะเข้ามาบริหารกลับไม่เป็นไปตามนั้น สถานการณ์เท่ากับย้อนกลับไปสู่เหตุการณ์ก่อนหน้านี้ที่มีม็อบ มีความรุนแรง เศรษฐกิจเสียหาย บ้านเมืองวุ่นวาย มองว่าเรื่องนี้ไม่ควรให้เกิด ควรจบในสภา
นอกจากนี้ หากมีความรุนแรงเกิดขึ้น จะกระทบไปถึงเรื่องของการท่องเที่ยวที่ภาครัฐมีการตั้งเป้าไว้ 30 ล้านคนในปีนี้ อีกทั้งช่วงนี้ก็ใกล้จะเข้าสู่ฤดูกาลแห่งการท่องเที่ยว หากทำให้นักท่องเที่ยวเกิดความกังวลเรื่องความเชื่อมั่น ย่อมกระทบต่อเศรษฐกิจ หรือจีดีพีของประเทศ ขณะเดียวกันยังส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายภาครัฐ การเบิกจ่ายงบประมาณ หากยังไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ จะใช้ได้แค่ตามกรอบงบประมาณปีเก่า ไม่เกิดการลงทุนใหม่ๆ
ปัจจุบันประชาชนทุกภาคส่วน เอกชนต่างเจอปัญหาค่าครองชีพสูง ค่าไฟแพง และปัญหาสารพัดเรื่อง หากรัฐบาลตั้งไม่ได้น่าจะเกิดปัญหาขึ้นอย่างแน่นอน เพราะเอกชนในประเทศไทยไม่ได้แข็งแรงเหมือนต่างประเทศ ที่บางประเทศแม้รัฐบาลตั้งช้าแต่เอกชนก็สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปได้ด้วยดี

สุขุม เฉลยทรัพย์
ประธานที่ปรึกษาอธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต
สังเกตว่าตั้งแต่ได้ประธานสภา มีการเล่นเกมการเมือง ปั่นกระแสกันค่อนข้างมาก ทั้งในส่วนของพรรคก้าวไกลเองที่ออกมาแสดงความมั่นใจว่าจะได้รับเสียงสนับสนุนจาก ส.ว. ขณะที่อีกฝ่ายก็ออกมาให้ข้อมูลในทิศทางที่ตรงกันข้าม ทำให้เกิดความสับสนและไม่รู้ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ขณะที่ ส.ว.ที่ยังไม่ตัดสินใจก็มีโอกาสคล้อยตามฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่สามารถชิงพื้นที่สื่อได้มากกว่า เกมการเมืองในช่วงนี้จึงเป็นการชิงไหวชิงพริบ แม้พรรคก้าวไกลจะออกมาแสดงความมั่นใจว่าจะจับมือไปด้วยกันกับพรรคเพื่อไทยแน่นอน แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีแผน 2 ซึ่งคิดว่าจะเกิดขึ้นแน่นอน โดยอ้างหลักการประชาธิปไตย เพราะการเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร ขณะที่ฝ่ายอนุรักษนิยมก็ยังมีความหวังเรื่องการเมืองพลิกขั้ว
วันโหวตเลือกนายกฯ เชื่อว่าถ้าพรรคเพื่อไทยจะช่วยให้นายพิธาได้เป็นนายกฯจริงๆ อย่างที่ประกาศจับมือ ก็จะต้องมีวิธีที่จะช่วยผลักดันตามเกมการเมือง แต่ก็เชื่อว่านายพิธาจะไม่ได้รับเสียงข้างมากในครั้งแรกอย่างแน่นอน เรื่องนี้ต้องดูกันให้ยาวๆ และหากถึงคิวของพรรคเพื่อไทย คงไม่ได้มองแค่ได้เป็นนายกฯหรือไม่ แต่ต้องดูไปถึงข้อแลกเปลี่ยนในเรื่องการพานายทักษิณ ชินวัตร กลับประเทศไทยด้วย หากนายพิธาไม่ได้เป็นนายกฯจริงๆ ก็คงจะเกิดความวุ่นวาย จนถึงขั้นต้องมีการใช้อำนาจ เพื่อให้บ้านเมืองเกิดความสงบ แต่คงไม่ถึงขั้นปฏิวัติรัฐประหารกันอีกรอบ เพราะสุดท้ายจะบานปลาย และวนกลับไปที่ปัญหาเดิม
ส่วนท่าทีของ ส.ว.นั้น อย่างแรกควรเข้าใจบทบาทหน้าที่ของตัวเอง ส.ว.หลายคนคงมีธงในใจของตัวเองอยู่แล้ว ส่วนคนที่เลือกจะโนโหวต ถ้าจะให้ตีความดีๆ ก็เท่ากับไม่รับรองนายพิธาเป็นนายกฯ ซึ่ง ส.ว.ที่เลือกแบบนี้ ก็ต้องตอบตัวเองให้ได้ว่าได้ทำตามหน้าที่ครบถ้วนหรือไม่ เพราะถ้าผมเป็น ส.ว.จะรับรองตามเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน เพื่อให้ประเทศเดินไปข้างหน้า ส่วนกฎหมายที่ยังมีข้อขัดแย้ง ก็ค่อยไปว่ากันในสภา จะไม่กั๊กไว้ การไม่ออกเสียงเหมือนกับ ส.ว.ไม่ทำหน้าที่ มีแต่เสีย ทั้งทำให้ไม่ได้รัฐบาล ประเทศก็ไปไหนไม่ได้

จะเด็จ เชาวน์วิไล
ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล
จากที่ผมประเมินดูเสียงของประชาชนแล้ว เป็นเสียงส่วนใหญ่ ที่ในการเลือกตั้งคราวนี้พรรคฝั่งที่ต่อสู้เรื่องประชาธิปไตยชนะได้เสียงมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป รวมทั้งการแสดงออกของประชาชนเอง จากการที่คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ไปชี้แจงประเด็นต่างๆ เราเห็นแล้วว่าประชาชนต้องการให้คนที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุดเป็นนายกฯ ผมจึงคิดว่าถ้าฟังเสียงประชาชนก็ควรเป็นไปตามนั้น คนที่ได้เสียงมากที่สุดและควรเป็นนายกฯ ก็คือ คุณพิธา
ผมประเมินจากความคิดของสังคม ซึ่งประกอบไปด้วยคนงาน คนยากคนจน ชนชั้นกลาง คนทุกกลุ่มต้องการให้คุณพิธาเป็นนายกฯ แม้กระทั่งนักธุรกิจส่วนใหญ่ก็คิดว่าสังคมควรจะไปทางนั้น มากกว่ากลุ่มคนที่ไม่ใหญ่มากแต่มาคัดค้านเอาตามสิ่งที่ตัวเองคิด และยกข้ออ้างที่ไม่มีเหตุผลขึ้นมา มันเป็นเหมือนฉันทามติของคนทุกกลุ่ม ทั้งคนยากคนจน คนมีฐานะ หรือแม้กระทั่งข้าราชการบางส่วนก็คิดอย่างนี้
ผมคิดว่า ส.ว.ที่ออกมาไม่เห็นด้วยกับการโหวตคุณพิธา เราก็เห็นอยู่ไม่กี่คน แต่ ส.ว.ที่จะโหวตให้ ก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ผมมองในเชิงบวกว่า ส.ว.เองก็จะได้เข้าใจว่า ตัวคุณเองก็ไม่ได้มาจากประชาชนแต่มาจากการแต่งตั้ง ทำหน้าที่มาสักระยะหนึ่งแล้ว คุณก็ควรจะพิสูจน์ตัวเองว่าในเมื่อมติของสังคม ประชาชนทุกกลุ่มต้องการให้คนที่ได้รับเลือกตั้งอันดับ 1 เป็นนายกฯ คุณก็ต้องยอมรับ
ผมคิดว่า ส.ว.ที่ตอนนี้เริ่มออกมาบอกว่า อยากจะเลือกคุณพิธา ก็เริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ คิดว่าคนที่ยังไม่ได้ออกมาให้สัมภาษณ์หรือยังอยู่นิ่งๆ ก็น่าจะฟังเสียงประชาชนโดยเลือกไปตามนั้น เพราะตอนนี้ 8 พรรคฝั่งประชาธิปไตยก็ยอมรับแล้ว ที่ผ่านมาเราบิดเบี้ยวมาตลอด ตั้งแต่ พ.ศ.2562 ที่พรรคเพื่อไทยได้คะแนนเสียงสูงสุด ก็ไม่ได้เป็นนายกฯ มีการบิดเบี้ยวไปทางอื่นโดยรัฐธรรมนูญที่มีปัญหา ดังนั้น ส.ว.ก็ควรจะฟังเสียงประชาชน แล้วก็ปรับตัวเองเสีย มาทำเรื่องที่ถูกต้องมากกว่าไปหนุนคนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง สังคมได้บทเรียนมาตั้ง 9 ปีแล้วกับปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น สิ่งสำคัญคือเราไม่ควรจะย้อนกลับไปสู่ปัญหา เพราะเราไม่ยอมรับกระบวนการในระบอบประชาธิปไตย เลยนำมาสู่ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมเต็มไปหมด ปัญหาความขัดแย้งทางสังคม ส.ว.ไม่ใช่ไม่เห็น ดังนั้น คุณจะมาหยุดยั้งกันทำไม ก็ซัพพอร์ตกันไปให้สังคมเกิดความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี เศรษฐกิจก็จะได้ปรับตัวมากขึ้น จากที่ผ่านมาเศรษฐกิจเราแย่มาก ส.ว.เองอาจจะเข้าใจ อีกส่วนหนึ่งที่มีปัญหา ผมก็ไม่อยากให้มาคัดค้านหรือนำไปสู่การสร้างปัญหา เพราะจะทำให้ประเทศเราติดหล่มอีกหลายปี ถ้าเกิดว่า ส.ว.ไม่เลือกฝั่งนี้แล้วไปเลือกอีกฝั่งหนึ่งขึ้นมา ผมเองไม่เห็นด้วย
แน่นอนว่าถ้าเราคิดถึงส่วนรวม เรื่องแบบนี้จะไม่เกิดขึ้น แต่ถ้าไม่ได้ ก็จะเกิดความขัดแย้ง แต่ความขัดแย้งผมก็ไม่ได้มองในแง่ร้าย มันคือระบอบประชาธิปไตย ถ้าประชาชนส่วนใหญ่เขาหวังให้เป็นคุณพิธา ถ้าไม่ได้คุณพิธา ความขัดแย้งมันต้องมี ความไม่พอใจจะเกิดขึ้น อารมณ์คนมีความโกรธ ก็จะเกิดการประท้วงหรือเคลื่อนไหว ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่เมื่อเกิดวิกฤตคนจะออกมาแสดงออกทางความคิด ผมเชื่อว่าคนที่ออกมาจะเคลื่อนไหวอย่างสันติมากกว่า เพียงแต่ว่าฝ่ายความมั่นคงก็อย่าไปยั่วยุ ถ้าคุณมองว่าเรื่องนี้น่ากลัวที่จะยั่วยุก็จะยิ่งทำให้ความขัดแย้งมากขึ้น ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการ ถ้าเกิดเขาออกมาประท้วง ก็แค่อำนวยความสะดวก
แนวโน้มวันโหวตนายกฯก็อาจจะมีความขัดแย้งบ้าง แต่จะไม่ลุกลามถ้าเรามีท่วงทำนองแบบนี้ ผมยังมีความหวังว่าคุณพิธาควรจะเป็นนายกฯ ส.ว.ควรโหวตให้เป็นไปตามฉันทามติของประชาชนส่วนใหญ่ ก็จะทำให้สังคมไม่เป็นปัญหาและควรจะจบภายในวันที่ 13 กรกฎาคม

พันธ์ศักดิ์ จิตรรัตน์
ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดกระบี่
ก ารโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่13 กรกฎาคมนี้ จะทำอย่างไรจะทำให้บ้านเมืองเดินหน้าไปได้ ขอให้ทั้งสองฝ่ายต้องคุยกันตรงๆ อย่าโต้ตอบไปมาและท้าทาย ทั้ง 2 ฝ่ายต้องอ่อนลง ยุติในสิ่งที่จะทำให้มีปัญหา เช่น การแก้ ม.112 ต้องมองประเทศเป็นที่ตั้ง หากสู้กันด้วยอำนาจและหลักการ เศรษฐกิจของประเทศ ประชาชนจะเสียหาย โดยเฉพาะสินค้าเกษตร หากพรรคก้าวไกลและพรรคร่วมรัฐบาลต้องการบริหารประเทศ ส.ว.ก็ควรโหวตให้ เมื่อก้าวไกลตกลงคุยกันอย่างสันติมีเหตุผล หากยังดื้อดึงทั้งสองฝ่าย ไม่เป็นผลดีแน่นอน ยิ่งภาคเกษตร ทุนยิ่งจ้องที่จะกดราคาสินค้าเกษตรให้ต่ำ เพราะช่วงนี้ข้าราชการบางคนยังไม่รู้ว่าใครเป็นนาย นโยบายสินค้าเกษตรเดินในรูปแบบใด ทำให้การเดินหน้าอาจหยุดชะงักลงเกษตรกรยิ่งมีรายได้น้อยอยู่แล้ว ยิ่งจะลำบากเพิ่มอีก จึงวิงวอนให้คุยกันตกลงกันพรรคก้าวไกลและ ส.ว.ควรลดอัตตามีข้อห่วงใยสถานการณ์ทางการเมืองหากการจัดตั้งรัฐบาลยังยืดเยื้อ จะเกิดความวุ่นวายของกลุ่มประชาชนที่สนับสนุน
พรรคก้าวไกลลงถนนประท้วงเรียกร้องความชอบธรรมการได้มาซึ่งเสียงข้างมาก ไม่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศ นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น ย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่นแทน เช่น เวียดนาม เป็นต้น

นรินทร์ เที่ยงสันเที๊ยะ
สมาชิกกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวแปลงใหญ่ อ.พิมาย จ.นครราชสีมา
ได้ติดตามข่าวและลุ้นตลอดว่าจะได้ใครเป็นนายกรัฐมนตรีเพราะผ่านการเลือกตั้งมานานแล้ว จึงเป็นเรื่องปกติที่ชาวบ้านอยากเห็นการจัดตั้งรัฐบาลเพื่อเข้ามาแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องให้ชาวบ้านโดยเร็ว เนื่องจากทุกวันนี้ปัญหาเศรษฐกิจมีมาก ชาวบ้านรู้สึกกังวลว่าทำอย่างไรจะมีรายได้เพิ่มขึ้น ครอบครัวมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยเฉพาะชาวบ้านที่เป็นเกษตรกรปลูกข้าว ในกลุ่มปลูกข้าวแปลงใหญ่ อ.พิมาย มีพื้นที่เพาะปลูกข้าวอยู่กว่า 7,000 ไร่ แต่ละปีมีผลผลิตข้าวออกสู่ตลาดประมาณ 3,500 ตัน ซึ่งเป็นข้าวที่ได้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ สามารถส่งออกไปขายในต่างประเทศได้ ปัจจุบันมีปัญหาต้นทุนการผลิตสูงมาก ทั้งราคาค่าปุ๋ย ค่าน้ำมันแพง ค่าน้ำ ค่าไฟแพง รวมทั้งค่าครองชีพสูงขึ้นด้วย ขณะที่ขายข้าวเปลือกได้เพียงตันละประมาณ 14,000 บาทปัญหาเหล่านี้ภาครัฐเท่านั้นที่จะสามารถขับเคลื่อนการแก้ปัญหาได้ เมื่อจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้เสียที ยังยืดเยื้อไปเรื่อยๆ จะทำให้เกษตรกรรู้สึกเป็นกังวลใจมาก เพราะตอนนี้นาทุกแปลงปลูกกันเต็มพื้นที่แล้ว ทราบว่าจะเกิดปัญหาฝนทิ้งช่วงนาน อาจจะส่งผลให้นาข้าวขาดน้ำ เกิดความแห้งแล้งยาวนาน นาข้าวได้รับความเสียหายเป็นบริเวณกว้าง
ถ้าไม่มีภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือ เกษตรกรต้องเดือดร้อนกันทั่วหน้าแน่ๆ ก็ไม่ได้อยากจะยุ่งเกี่ยวกับการเมืองมากนัก ไม่ว่า ส.ว.จะโหวตให้ใคร หรือใครจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี รับได้หมด ขอแค่มีรัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือแก้ปัญหาปากท้องให้ชาวบ้านได้ก็พอใจแล้ว
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :
- ด่วน! กกต.มติเอกฉันท์ เชือด ‘พิธา’ มีมติส่งศาลรธน.ฟันพ้นส.ส.เหตุถือหุ้น itv พร้อมขอสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่
- เปิดรายชื่อ 5 เสือ กกต.ส่งศาลรธน.ฟัน ‘พิธา’ พ้นส.ส.เหตุถือหุ้นไอทีวี-สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่
- เอกชน จวก บริหารกันแบบนี้หรือ? เชือด “พิธา” ก่อนโหวต ชี้ทำเป็นขั้นเป็นตอน

