สถานการณ์ทางการเมืองเข้าสู่ช่วงทางตรงก่อนเข้าสู่เส้นชัย สำหรับการประชุมรัฐสภาวันที่ 13 กรกฎาคมนี้ ที่จะมีวาระสำคัญ คือ การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของสมาชิกรัฐสภาทั้ง 750 คน ที่ประกอบด้วย ส.ส. 500 คน และ ส.ว. 250 คน ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 272 วรรคแรก
ผลการโหวตเลือก “นายกฯคนที่ 30” ที่มีชื่อของ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หัวหน้าพรรคก้าวไกลและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่ขั้ว 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล รวมเสียงกันได้อยู่ที่ 312 เสียง เป็นเดิมพันเพียงชื่อเดียว จะสามารถฝ่าด่านหินของที่ประชุมรัฐสภา ได้เสียงสนับสนุนไม่ต่ำกว่ากึ่งหนึ่ง คือ 376 เสียง ตามมาตรา 272 วรรคแรก กำหนดไว้ได้หรือไม่
หากเช็กเสียงสมาชิกรัฐสภาทั้ง 750 คน ที่จะร่วมโหวตนายกฯ ในการประชุมรัฐสภาวันที่ 13 กรกฎาคมนี้ ในส่วนของ 500 ส.ส. จะแบ่งเป็น กลุ่ม 8 พรรคร่วม 312 เสียง ประกอบด้วย พรรคก้าวไกล (ก.ก.) 151 เสียง พรรคเพื่อไทย (พท.) 141 เสียง พรรคประชาชาติ (ปช.) 9 เสียง พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) 6 เสียง พรรคเพื่อไทรวมพลัง (พทล.) 2 เสียง พรรคเสรีรวมไทย (สร.) 1 พรรคเป็นธรรม (ปธ.) 1 เสียง และพรรคพลังสังคมใหม่ 1 เสียง ถ้าทั้ง 8 พรรคร่วมผนึกกันแบบไม่แตกแถว จะมีเสียงที่ร่วมโหวตแคนดิเดตนายกฯได้ 311 เสียง
เนื่องจาก “วันมูหะมัดนอร์ มะทา” ประธานรัฐสภา ในฐานะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค ปช. จะต้องโหวตงดออกเสียง ตามมารยาทเพื่อความเป็นกลางของประธานรัฐสภา ส่งผลให้กลุ่ม 8 พรรคร่วมจะต้องหาเสียงมาสนับสนุนการโหวต “พิธา” เป็นนายกฯให้ได้อย่างน้อย 65 เสียง เพื่อให้ได้ 376 เสียง ตามเกณฑ์ที่รัฐธรรมนูญมาตรา 272 กำหนด
ขณะที่ขั้วของพรรคร่วมรัฐบาลปัจจุบัน มีเสียงในกลุ่มอยู่ที่ 188 เสียง ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย (ภท.) 71 เสียง พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) 40 เสียง พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) 36 เสียง พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) 10 เสียง พรรคชาติพัฒนากล้า (ชพก.) 2 เสียง และพรรคเล็ก 1 เสียง อีก 4 พรรค หากผนึกกันแน่น ไม่มีการโหวตข้ามขั้ว
เสียงที่จะสนับสนุน “พิธา” ให้ขึ้นนั่งเก้าอี้นายกฯ จะชี้ขาดกันด้วยเสียงของ ส.ว.อย่างน้อย 65 เสียง จาก ส.ว.ทั้งหมด 250 คน
จากสัญญาณล่าสุด พบว่าวุฒิสมาชิกส่วนใหญ่ถึง 90% จะลงมติการเลือกนายกฯด้วยการงดออกเสียง ซึ่งการงดออกเสียง ถือ เป็นการปฏิเสธแบบมีมารยาท ว่าไม่สนับสนุน “พิธา” เป็นนายกฯ โดยจะมี ส.ว.เพียง 5-10 คน ที่พร้อมปิดสวิตช์ตัวเอง โหวต “พิธา” เป็นนายกฯ ตามเสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎรที่รวมเสียงกันได้
สำหรับ ส.ว.ที่ประกาศตัวชัดว่ายึดตามหลักการเคารพเสียงข้างมาก โหวตให้ “พิธา” เป็น นายกฯ ได้แก่ วุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์, นพ.อำพล จินดาวัฒนะ, ทรงเดช เสมอคำ, มณเฑียร บุญตัน, ประภาศรี สุฉันทบุตร, วันชัย สอนศิริ, สถิต ลิ่มพงศ์พันธุ์, พีระศักดิ์ พอจิต, ดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม
นอกจากนี้ ส.ว.ในส่วนของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ที่มี “เสรี สุวรรณภานนท์” นั่งเป็นประธาน กมธ.
เตรียมเสนอใช้ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ.2563 ข้อที่ 41 ที่ระบุว่า “ญัตติใดที่เสนอที่ประชุมรัฐสภา หากไม่ได้รับความเห็นชอบถือว่าตกไป และห้ามนำญัตติซึ่งมีหลักการเดียวกันขึ้นเสนออีกในสมัยประชุมเดียวกัน เว้นแต่ญัตติที่ประธานรัฐสภาจะอนุญาต เมื่อพิจารณาเห็นว่าเหตุการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป”
เป็นการเดินเกมสกัดไม่ให้มีการเสนอชื่อ “พิธา” มาให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาเป็นนายกฯในครั้งที่สอง หากไม่ได้รับเสียงสนับสนุนเป็นนายกฯในการประชุมรัฐสภาครั้งแรก
ขณะที่แกนนำพรรค ก.ก.ที่มีบทบาทเดินสายเพื่อหาเสียง ส.ว.ในกลุ่มพลังเงียบ ให้เปลี่ยนใจมาโหวตสนับสนุน “พิธา” เป็นนายกฯ จนถึงวันนี้ยังต้องออกแรงอีกเยอะเพื่อดีลเสียง ส.ว.ให้ได้ครบตามเป้าหมาย 65 เสียง
จากท่าทีล่าสุดของ ส.ว.ที่ประกาศจุดยืนชัดเจนว่าจะลงมติงดออกเสียง ด้วยเหตุผลของความเป็นกลาง จะเป็นกลุ่มของ 6 ส.ว. ตามตำแหน่งในส่วนของผู้บัญชาการเหล่าทัพ ประกอบด้วย 1.ปลัดกระทรวงกลาโหม 2.ผู้บัญชาการทหาร
สูงสุด (ผบ.ทสส.) 3.ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) 4.ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) 5.ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) และ 6.ผู้บัญชาการตำรวจ
แห่งชาติ (ผบ.ตร.)
ส่วน ส.ว.ที่เหลืออีก 244 คน จะแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มอดีตข้าราชการ และกลุ่มที่มีการสรรหามาจากวิชาชีพต่างๆ จะมีประมาณ 30-50 คน ซึ่งได้แสดงออกผ่านการลงมติในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 ที่ยอมให้ปิดสวิตช์ตัวเองผ่านการโหวตเลือกนายกฯช่วงที่ผ่านมา
ขณะที่ ส.ว.สายตรงกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะอดีตหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่เป็นทั้งเพื่อนร่วมรุ่นโรงเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 12 (ตท.12) รวมทั้งอดีตข้าราชการ และผู้นำภาคธุรกิจ จะมีประมาณ 120 คน
สำหรับ ส.ว.ที่มีคอนเน็กชั่นกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรค พปชร. ที่เป็นทั้งเพื่อนร่วมรุ่น ตท.6 อดีตราชการ และผู้บริหารของภาคเอกชน จะมีอยู่ประมาณ 80-100 คน
หากวิเคราะห์จากท่าที และสัญญาณล่าสุดที่่ส่งผ่าน ส.ว.ในการออกมาเดินเกม ก่อนการโหวตเลือกนายกฯ ยังพบว่า ส.ว.ในสายตรงของ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร ยังผนึกกำลังกันที่จะไม่โหวตให้ “พิธา” เป็นนายกฯ ด้วยการยกเงื่อนไข จุดยืนและนโยบายการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ของ พรรค ก.ก.และ “พิธา” มาเป็นเหตุผลสำคัญที่จะไม่โหวตสนับสนุน “พิธา” ให้เป็นนายกฯ
ผลการลงมติในวันที่ 13 กรกฎาคมนี้ จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญของ เอกภาพของ 250 ส.ว. ในการกำหนดเกมและสมการทางการเมือง ผ่านการเลือก “นายกฯคนที่ 30”

