เลือกตั้งจบ เลือกนายกฯไม่จบ
กติกาบิดเบี้ยวผิดรูป ด้อยค่าเสียงประชาชนหมดสิ้น
ชนะเลือกตั้งไม่พอ
ยังเขียนบังคับ ต้องให้ความสำคัญกับ การรวบรวมเสียง ของสมาชิกสองสภา มอบอำนาจแก่ ส.ว. ที่มาจากการแต่งตั้ง แจมใช้สิทธิตัดสิน เสียงประชาชนอีกชั้น
ไม่สนหลัก ประชาธิปไตยสากล ยึดเสียงตัวแทนประชาชน เป็นที่สุด
เคารพต่อหลักการขั้นพื้นฐานของการเมือง
เพราะกติกาเป็นแบบนี้ การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี 13 กรกฎาคม จึงไม่แน่นอน และค่อนไปได้ทาง ไม่ได้ตัวนายกฯ
กูรูฟันธง ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ วืดเก้าอี้ เสียงสนับสนุน เป็นนายกฯ มีไม่ถึง 376 ตามเกณฑ์ตัดสิน
หามาโปะเพิ่ม ต่อยอด ตัวเลข 8 พรรค 312 ที่นั่ง ไม่ได้
เสียงข้ามขั้วอีกฝ่าย นักการเมืองด้วยกัน ไม่มีใครติดใจ เพราะการไม่โหวตให้ถือเป็นเรื่องธรรมดามาก ของการเป็นฝ่ายเสียงข้างมาก–เสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งปกติฝ่ายหนึ่ง เป็นรัฐบาล
อีกฝั่งต้องถอยไปเป็นฝ่ายค้าน แบ่งข้างชัดเจน เป็นเรื่องปกติ
ที่ไม่ปกติ คือเสียง ส.ว. 250 คน
แปลกแหวกพิสดาร มีฤทธิ์เดช กระทั่งสามารถ ที่จะโหวตให้ 188 เสียง พลิกกลับมาเป็นรัฐบาลก็ได้ ตามดีไซน์ มาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญ
ชะตากรรมนายกฯ ในการโหวต 13 กรกฎาคม จึงอยู่ในมือ ส.ว.
เทให้ 64 เสียง พิธาก็ชนะ
โนโหวต–โดดร่ม ไม่เข้าร่วมเป็นองค์ประชุม แคนดิเดต นายกฯพรรคก้าวไกลก็ล่องจุ๊น
1 วัน ก่อนถึงนาที ชี้เป็นชี้ตาย จะให้ความเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ
เสียงหนุน ‘พิธา’ ไม่กระเตื้อง หุ้นก้าวไกลไม่สามารถฝ่าแนวต้านได้
ตรงข้ามกับ ‘เพื่อไทย’
ทั้งกราฟ–เทคนิค และวอลุ่มทรงมันให้
นักลงทุนใหญ่ น้อย ยันคอหวยแห่แทงวุ่น เลขทะเบียน ‘เศรษฐา’ เริ่มเป็นที่หมายตา

