“แรมโบ้” เตือนความจำ “อดิศร” ต้นเหตุ “บิ๊กตู่” ทำรัฐประหาร ต้นตอมาจากใคร
เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี กล่าวถึง กรณีนายอดิศร เพียงเกษ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ระบุว่าที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศวางมือทางการเมืองไม่พอ ต้องขอโทษประชาชนที่ปล้นอำนาจไป ว่า นายอดิศรคงลืมไปแล้วว่า ที่นายกฯประยุทธ์ ต้องทำรัฐประหารเพราะอะไร โดยต้นตอมาจากการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างกว้างขวาง ผ่านโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีรัฐมนตรีข้าราชการติดคุก สุดท้ายตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็หลบหนีคุก หนีคดีออกนอกประเทศ นอกจากนี้ การลักหลับออกกฎหมายนิรโทษกรรมสุดซอยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เพื่อช่วยเหลือนายทักษิณ ชินวัตร พี่ชายของนายกรัฐมนตรีขณะนั้นให้รอดคดีรอดคุกตะรางได้ และเดินทางกลับประเทศไทยอย่างเท่ๆ เหล่านี้ต่างหากคือที่มาของการรัฐประหารการยึดอำนาจ
ขณะเดียวกันมีการพัฒนาประเทศด้านต่างๆ เช่น เรื่องคมนาคมขนส่ง มีรถไฟฟ้าเกิดขึ้นหลายสาย โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และรถไฟความเร็วสูง ไทย-จีน ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ อีกทั้งยังทำให้ประเทศครองอันดับที่ 1 ประเทศที่ฟื้นตัวและรับมือโควิดได้ดีที่สุดในโลก ครองอันดับที่ 1 ประเทศที่จัดการโรคระบาดดีที่สุดอันดับ 1 ของเอเชียและเป็นอันดับ 6 ของโลก และสื่อต่างประเทศยกให้ไทยเป็น 1 ใน 4 ประเทศของโลก ที่ผู้นำประเทศและเจ้าหน้าที่สาธารณสุข บริหารจัดการการแพร่ระบาดของโควิดได้ดีที่สุด
นายเสกสกลกล่าวว่า อยู่ดีๆ คงไม่มีใครอยากที่จะไปยึดอำนาจทำการรัฐประหารถ้าไม่มีเหตุผล ซึ่งหากไม่ดำเนินการอาจจะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อประชาชนและประเทศชาติบ้านเมือง และถ้าไม่มีการรัฐประหาร ป่านนี้คงเกิดการโกงคอร์รัปชั่นกันวินาศสันตะโรแล้ว และนักโทษที่ไม่ยอมรับกระบวนการทางกฎหมายทางศาลก็คงได้กลับบ้านอย่างเท่ๆ ตรงนี้ต่างหากที่ต้องขอบคุณที่มีการรัฐประหาร ไม่ใช่ต้องให้ไปขอโทษด้วยเพราะรัฐประหารป้องกันการคอร์รัปชั่นและความแตกแยกของผู้คนที่จะเกิดขึ้นในสังคม
“แต่ถ้านายอดิศรอยากฟังคำขอโทษจากนายกฯประยุทธ์มากนัก ก็คงจะมีแต่คำขอโทษที่เข้ามาทำให้บ้านเมืองนี้มีการพัฒนาหลายด้าน แก้ไขปัญหาหลายอย่าง เป็นที่ถูกอกถูกใจประชาชน ทำมากกว่าพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล จนทำให้คนในพรรคเพื่อไทยอิจฉาตาร้อน และเป็นนายกฯ ที่ไม่โกงกิน ใจซื่อมือสะอาดกว่าผู้นำคนบางคนมิใช่หรือ” นายเสกสกลกล่าว

