‘นักวิชาการ’ เผยปมหุ้นสื่อไม่มีผลสกัด ‘พิธา’ เป็นนายกฯ ชี้ ‘พรรคเสียงข้างน้อย’ เป็น รบ.ไม่ได้ ส่อเกิดการเมืองนอกระบบ
กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเอกฉันท์ ให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพ ส.ส.ของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคก้าวไกล สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (3) ประกอบมาตรา 101 (6) หรือไม่ จากเหตุมีชื่อถือครองหุ้นสื่อบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) จำนวน 42,000 หุ้น รวมทั้งมีคำขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาสั่งให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.ไว้จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย
นายสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์ และการเมือง กล่าวว่า การดำเนินการส่งเรื่องดังกล่าว เป็นเพียงขั้นตอนแรกในการพิจารณาสมาชิกภาพ ส.ส.ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกล ซึ่งขณะนี้ ยังคงดำรงตำแหน่งดังกล่าว และไม่มีผลต่อการเลือกนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 13 กรกฎาคม เนื่องจากคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญยังไม่มีคำวินิจฉัย เพียงแต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเท่านั้น ดังนั้น สำหรับการเลือกนายกรัฐมนตรี นายพิธาจะยังคงเป็นตัวเต็งในการถูกรับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรี
“อย่างไรก็ตาม ผลการตัดสินยังคงขึ้นอยู่กับศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ เพราะถ้าผลยังไม่ออก มองไปถึงพรุ่งนี้หมายความว่า นายพิธา ยังมีสิทธิถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯ” นายสมชายกล่าว
นายสมชายกล่าวว่า ผลจากกรณีการถือหุ้นสื่อไอทีวี ของนายพิธา อาจมีผลต่อการพิจารณาเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี ของกลุ่มที่จะผลักดันเพื่อเลือกนายพิธาฯน้อยมาก หากรวมเสียงจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) 8 พรรครัฐบาล อยู่ที่ 312 เสียง เชื่อว่ายังยืนยันผลการลงคะแนนเสียงเช่นนั้น หรือแม้แต่ ส.ส.ที่ขณะนี้เป็นรัฐบาลรักษาการ ก็มีบางคนจะยกมือให้นายพิธา ซึ่งในกลุ่มนี้ไม่มีผล
ขณะเดียวกัน ต้องดูกลุ่มสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) เพราะคิดว่า ในจำนวนทั้งหมดจำนวน 250 คน เชื่อว่าได้ตัดสินใจในการเลือกลงคะแนนเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว ซึ่งในจำนวนนี้มีทั้งกลุ่มคนที่จะเลือกนายพิธา เชื่อว่ายังคงมีมุมมองแบบเดิม เพราะเลือกจากพรรคที่ได้รับเสียงข้างมาก ขณะที่อีกกลุ่มไม่เลือกพิธาอาจจะไม่พอใจในนโยบายที่ต้องการแก้ไข ม.112 อีกทั้งกลุ่มไม่ออกเสียง แม้ลึกๆ จะอยากเลือกนายพิธา แต่ยังคงติดปัญหาเรื่องนโยบาย เช่นเดียวกัน เพียงแต่ไม่อยากแสดงออกชัดเจน
“เชื่อว่า ส.ว.ได้ตัดสินใจเลือกแล้วว่า จะออกเสียงอย่างไร ซึ่งการที่ กกต.เลือกส่งเรื่องหุ้นสื่อในวันก่อนเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีก็ไม่มีผลต่อการตัดสินใจ เพียงแต่จะเป็นสิ่งที่เข้ามายืนยันเหตุผล ถึงเหตุผลที่ ทำไม ส.ว.บางกลุ่มถึงไม่เลือกนายพิธา และเป็นสาเหตุส่วนน้อยกว่า เมื่อเทียบกับ ส.ว.บางกลุ่มที่มีเหตุผล ไม่เลือกเพราะนโยบาย ม.112” นายสมชายกล่าว
- ชี้กลุ่มพรรคเสียงข้างน้อย ‘ตั้ง รบ.ไม่ได้’
นายสมชายกล่าวว่า ในการโหวตเลือกนายกฯในวันที่ 13 กรกฎาคม ทางเลือกที่ 1 หากผลผ่านไปได้ด้วยดี โดยที่มี นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะเสร็จสิ้นไปตั้งแต่วันแรก แต่ถ้าผลออกมาไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ ในกรณีที่เสียงโหวตไม่ถึง หรือมีผลจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตัดสินให้พ้นจากการเป็น ส.ส.อาจมีการเลือกนายกรัฐมนตรีใหม่ หรือจะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม ซึ่งเป็นทางเลือกที่ 2 คงหนีไม่พ้นพรรคเพื่อไทย เสนอชื่อนายกรัฐมนตรี โดยที่ร่วมกันเป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาล
ขณะเดียวกัน กรณีที่จะเกิดพรรคจากเสียงข้างน้อยขึ้นมาจัดตั้งรัฐบาลยังเป็นไปได้ยาก เพราะต้องคำนึงถึงจำนวนเสียงในการจัดตั้งที่ไม่เกินครึ่งหนึ่ง อีกทั้งหากดูจากการเลือกของประชาชน สะท้อนว่า ต้องการการเปลี่ยนแปลง ดังนั้น ถ้ามีการให้พรรคจากเสียงข้างน้อยจัดตั้งรัฐบาลจะเกิดเป็นปัญหาทั้งการบริหารประเทศไม่ได้ เพราะพรรคฝ่ายค้านสามารถอภิปรายไม่ไว้วางใจได้หลังจากพรรคเสียงข้างน้อยจัดตั้งรัฐบาล อีกทั้งเรื่องงบประมาณต่างๆ จัดสรรไม่ได้ เพราะจำเป็นต้องได้รับการผ่านจากเสียงข้างมากในสภาร่วมพิจารณา รวมถึงจะมีปัญหาการเมืองนอกระบบ เช่น การประท้วงของประชาชน
“ด้านฝ่ายเสียงข้างน้อยพยายามจะจัดตั้งรัฐบาล คิดว่าทำได้ลำบาก ถ้าจะทำจะเกิดปัญหาการเมือง จะยุ่งในลักษณะที่มีการเมืองนอกระบบ ซึ่งโอกาสที่พรรคเสียงข้างน้อยจะมาเป็นรัฐบาลเกิดขึ้นน้อย” นายสมชายกล่าว
- ยันการเมืองร้อนกระทบศก.น้อย
“ยอมรับว่า การเมืองอาจกระทบเศรษฐกิจ แต่มีไม่มาก ซึ่งเรื่องที่จะเห็นชัดที่สุด คือเรื่องตลาดหุ้น ที่เป็นเรื่องอ่อนไหวของนักลงทุน ขณะที่ผลกระทบจากการลงทุนของนักลงทุน มองว่า เป็นผลกระทบน้อยมาก เพราะนักลงทุน จะมองเรื่องเศรษฐกิจเป็นตัวตั้ง อย่างไรก็ตาม ก็มีบางกลุ่มที่กำลังจะลงทุน แต่ก็รอการจัดตั้งรัฐบาลให้แล้วเสร็จ แต่ยืนยันกลุ่มนี้ จะยังมีการลงทุนต่อเนื่อง ทั้งนี้ กรณีเกิดการเมืองนอกสภา ประชาชนออกมาประท้วงจะเป็นสถานการณ์ที่ไม่กระทบต่อเศรษฐกิจ เพราะที่ผ่านมามีการประท้วงเกิดขึ้น แต่ส่วนของเศรษฐกิจยังเดินหน้าต่อไปได้” นายสมชายกล่าว

