เอฟเฟ็กต์พิษหุ้น‘พิธา’
จุดพลิกการเมือง-การม็อบ?
หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการกรณี กกต. มีมติส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพ ส.ส.ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และขอให้สั่งพักปฏิบัติหน้าที่จนกว่าตัดสิน จากเหตุถือครองหุ้นสื่อ บริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) 42,000 หุ้น

วีระ หวังสัจจะโชค
อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
ไม่เหนือความคาดหมายการถือหุ้นสื่อของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ย้อนกลับไปถึงต้นเหตุก็คือ รัฐธรรมนูญ เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2562 อดีตพรรคอนาคตใหม่ คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ รวมไปถึง ส.ส. ที่มาจากพรรคอื่นๆ ด้วย ที่โดนเรื่องหุ้นสื่อ
แต่การที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเอกฉันท์ในวันนี้ ค่อนข้างชัดเจนว่า เป็นประเด็นทางการเมือง ซึ่งประจวบเหมาะพอดีกับการที่จะต้องมีการโหวตนายกรัฐมนตรีในวันที่ 13 กรกฎาคม
แม้ว่าในเชิงการปฏิบัติงาน กกต.ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ต้องตรวจสอบ ตามมาตรา 98 และมาตรา 101 การถือหุ้น 42,000 หุ้นของพิธา แต่การมีมติและการส่งมติให้กับศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย สมาชิกภาพของ ส.ส.ของพิธา ในวันก่อนการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี เพียงวันเดียว มีเป้าหมายทางการเมืองชัดเจนที่จะให้คุณพิธา ถูกสงสัยว่ามีปัญหาคุณสมบัติ
แม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะยังไม่วินิจฉัย หรือสุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญอาจจะไม่รับมาวินิจฉัยด้วยซ้ำ
ในอนาคตอาจไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในทางกฎหมาย แต่ในทางการเมือง เป้าหมายสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ภาพของคุณพิธา จะกลายเป็นภาพของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกมองว่ามีมลทิน ถ้าโหวตไปแล้วถูกสอย ถูกจัดการทางกฎหมายในอนาคต การโหวตจะยิ่งมีปัญหาไหม เป้าจริงๆ ของสถานการณ์ในวันนี้ กลายมาเป็นเหตุผลในการโหวตนายกรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้
ที่จะทำให้กลุ่ม ส.ส. ที่เป็นเสียงข้างน้อย และ ส.ว.มองว่าเมื่อคุณพิธา เป็นแคนดิเดตที่มีมลทินหรือมีข้อสงสัยทางกฎหมาย จะไปรอดหรือไม่รอด จะโดนสอยเรื่องหุ้นไอทีวีหรือเปล่า กลายมาเป็นเหตุผลที่จะงดออกเสียงว่าจะยังไม่สนับสนุนคุณพิธา ในการเลือกโหวตครั้งแรกในวันพรุ่งนี้
ภาพของการโหวตนายกรัฐมนตรี ก็จะออกมาเป็นในลักษณะของการไปโหวตให้คนอื่น แต่ก็ไม่ใช่เป็นการโหวตให้กับเสียงข้างน้อย
สัญญาณตรงนี้เราจะพบการรับลูกกัน ที่ค่อนข้างเป็นระบบในการจัดการกับคุณพิธา
แต่ทั้งหมดทั้งมวลในหลักกฎหมาย คุณพิธาต้องไปต่อสู้กับศาลรัฐธรรมนูญ แต่ในทางการเมืองวันนี้คุณพิธามีปัญหาแล้ว และคนที่จะไม่โหวตให้คุณพิธา ก็มีเหตุผล
แต่ก่อนหน้านี้ การจะไม่โหวตให้คุณพิธาจะไปยกมาตรา 112 ยกเรื่องการแบ่งแยกดินแดน ยังขาดความชัดเจน
แต่ข้อกังวลอยู่ที่นอกสภา เพราะว่าสัญญาณในวันนี้ ถูกตั้งคำถาม และแรงกดดันจากมวลชน กับการโหวตในวันพรุ่งนี้ ถ้าเกิดสถานการณ์ ที่คุณพิธามีคะแนนเสียงไม่ถึง 376 เสียง
เมื่อสภายังถูกวางเกมไม่ใช่ทางออกในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และเมื่อไหร่ก็ตาม ที่สภาไม่สามารถหาทางออกได้ การเมืองจะออกไปอยู่นอกสภาแทน
จะเห็นได้จากการชุมนุมให้กำลังใจในวันพรุ่งนี้ ถ้าพิธา ไม่ได้โหวตถึง 376 กำลังใจในวันพรุ่งนี้ จะถูกแปรเปลี่ยน เป็นการชุมนุมที่มีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น และภายใต้สถานการณ์ที่รัฐบาลรักษาการในวันนี้
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศไม่เล่นการเมืองแล้ว จะจัดการกับมวลชนอย่างไร มันกลายเป็นสุญญากาศทางการเมืองพอสมควร ว่านายกฯใหม่เราก็ยังไม่มี นายกฯเก่าก็จะเลิกเล่นการเมืองแล้ว
ตรงนี้นี่แหละเป็นความกังวล ทั้งหมดทั้งมวลกลับมาอยู่ที่รากฐานเดิม กับดักที่รัฐธรรมนูญปี 60 วางเอาไว้ ทำให้เกิดปัญหายิบย่อยจนทำให้เสียงของประชาชนที่มาจากการเลือกตั้งในวันที่ 14 พฤษภาคมถูกมองข้ามไป
มันคือความกังวลว่าจะเกิดความวุ่นวายและเกิดความไร้เสถียรภาพอีก การตัดสินใจทางการเมืองในการดูแลผู้ชุมนุม ก็จะไม่สามารถตัดสินใจได้แบบรัฐบาลตามปกติ จะทำให้การควบคุมสถานการณ์ทำได้ยากขึ้น ถ้าเกิดปรากฏการณ์ว่ามี คนอีกกลุ่มหนึ่งจัดม็อบขึ้นมาบอกว่า เราก็ไม่เอาพิธา ส่วนอีกกลุ่มก็บอกว่าเราจะเอาพิธา มาเผชิญหน้ากันอีก ก็จะเกิดภาพแบบเดิมๆ ที่เราจะต้องมาทะเลาะกันบนท้องถนน
ซึ่งปัญหาทุกอย่างควรจะหาทางออกได้ในสภาในวันพรุ่งนี้ แต่ถ้าเกิดใครต้องการยื้อให้ยาวกว่านั้นอีก ก็ต้องแบกรับ ต่อผลลัพธ์ที่ทำให้ประเทศเราต้องเผชิญหน้ากับสภาวะความขัดแย้งนอกสภาอีกครั้ง

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
กรณีการถือครองหุ้นสื่อของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี หากมองทางด้านการเมืองจะต้องส่งผลกระทบอย่างแน่นอน ต่อการจะลงมติเลือกนายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรี จะทำให้เกิดข้อถกเถียงกันในสภา เกี่ยวกับคุณสมบัติของนายพิธา จะโหวตเป็นนายกรัฐมนตรีได้หรือไม่ เพราะเรื่องของนายพิธาไปอยู่ในชั้นศาล หากศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับเรื่อง ซึ่งจะส่งผลให้นายพิธาจะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่
ที่สำคัญยังทำให้ ส.ว.มีเหตุผลที่จะไม่ยกมือสนับสนุนนายพิธาเลย โดยอ้างเหตุผลว่าเรื่องของนายพิธาได้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว และต้องรอคำพิพากษาลงมา
หากให้มองทำไม กกต.ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญช่วงนี้ ผมเห็นว่าสังคมจะตีความว่า ทำไมไม่ทำก่อนหน้านี้ เพราะมีเวลาตั้งมากมาย ที่จะทำให้ครบถ้วนทั้งกระบวนการ ตั้งแต่รับเรื่อง ตรวจเอกสาร เรียกเจ้าทุกข์ รวมทั้งผู้ถูกร้องมาชี้แจง แล้วจะพิจารณาอย่างไรก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
แต่ช่วงที่ผ่านมาไม่มีข่าวสารความเคลื่อนไหวอะไรเลย อยู่ๆ ก็มีเรื่องขึ้นมา โดยเฉพาะจะเป็นช่วงลงมติของรัฐสภา เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี ทำให้ถูกมองว่าไม่ให้นายพิธาได้เข้ารับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี
ขั้นตอนเมื่อศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องแล้ว และให้นายพิธาหยุดปฏิบัติหน้าที่เชื่อว่า การประชุมรัฐสภาคงปั่นป่วนน่าดูทั้งในสภา และนอกสภา เพราะมีการวางหลักการ กระบวนการ ขั้นตอนกันไว้หมดแล้ว และจะต้องมีการหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาในการประชุมรัฐสภา แล้วจะทำกันอย่างไร
หากศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องนายพิธา และให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ขั้นตอนต่อไปก็ต้องอยู่ที่การอภิปรายในรัฐสภา เพราะการหยุดปฏิบัติหน้าที่จะต้องรอจนกว่าศาลจะมีคำพากษา นายพิธาจะต้องหยุดทั้งหมดไปเลย ทางรัฐสภาจะต้องมีการปรึกษาหารือกัน เนื่องจากพรรคก้าวไกลได้ส่งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนเดียว และ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลจะต้องหาวิธีให้พรรคอันดับ 2 ขึ้นมาเป็นแกนในการจัดตั้งรัฐบาลแทน
ส่วนความเคลื่อนไหวของพรรคก้าวไกล ก็ยังมีโอกาสที่จะอภิปรายพร้อมทั้งโน้มน้าว ส.ส.เสียงข้างมาก เพื่อให้คุณพิธามีโอกาสที่จะโหวตนายกรัฐมนตรีต่อไป จนกว่าศาลจะพิพากษา โดยอ้างว่า กกต.ที่ยื่นคำร้องไปนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย
หากมามองบทบาทของพรรคเพื่อไทย โดยหลักการถือว่าเป็นพรรคอันดับ 2 มีโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาลอยู่แล้ว แต่พรรคเพื่อไทยได้ยืนยันไปแล้วว่า จะช่วยนายพิธาให้สุดกำลัง แต่การที่นายพิธาหยุดปฏิบัติหน้าที่ รวมทั้งยังติดในเรื่องคุณสมบัติการเป็นนายกรัฐมนตรี ถือว่าพรรคเพื่อไทยได้ทำหน้าที่สุดกำลังแล้ว นอกจากนี้ ยังเป็นความชอบธรรมของพรรคเพื่อไทยในการจัดตั้งรัฐบาล เพราะพรรคก้าวไกลไปต่อไม่ได้
คิดว่าพรรคเพื่อไทยรออยู่แล้ว แต่ดูจังหวะและโอกาส และจะสลัดพรรคก้าวไกลออกไป เพราะคิดว่าหากยังร่วมอยู่กับพรรคก้าวไกล เชื่อว่า ส.ว.จะไม่โหวตนายกรัฐมนตรีให้ คิดว่าจะต้องสลายเงื่อนไข MOU 8 พรรคการเมือง และอาจจะมาฟอร์มรัฐบาลกันใหม่ในฐานะพรรคอันดับ 2 อาจจะข้ามฟากข้ามฝั่ง เพราะไม่ติดเงื่อนไขอะไรแล้ว “ไม่มีลุง ไม่มีเรา” ก็จบไปแล้ว
หากดูการเรียงความตั้งแต่ต้นพรรคเพื่อไทยจะยืนยันมาตั้งแต่ต้นว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ไม่ใช่ตัวการก่อรัฐประหาร และทุกอย่างได้มีการถอดสลักหมดแล้ว
เห็นได้จาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ลาออกจากพรรครวมไทยสร้างชาติ ผมมองว่าในเรื่องทางการเมืองไม่มีเรื่องอะไรที่มีการบังเอิญ เพราะทุกอย่างได้มีการจัดวางเอาไว้หมดแล้ว เพื่อให้กลไกกระบวนการทางเมืองเดินต่อไปได้ โดยอำนาจยังอยู่กับกลุ่มชนชั้นนำและสามารถควบคุมได้ การดำเนินการต่างๆ จะเป็นไปตามความประสงค์ของกลุ่มชนชั้นนำทางการเมือง
ซึ่งพรรคเพื่อไทยอาจพลิกขั้ว ถ้าหากยังอยู่ในซีกของ 8 พรรคร่วมเดิม โอกาสที่ ส.ว.จะไม่ยกมือโหวตให้ค่อนข้างสูง
ซึ่งพรรคเพื่อไทยพลิกขั้วในครั้งนี้ อาจจะไม่ต้องพึ่งพา ส.ว.ด้วยซ้ำไป เพราะมีสัญญาใจเดิมของพรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกล จะต้องสนับสนุนซึ่งกันและกัน ในเมื่อฝั่งหนึ่งไปไม่ได้
หากพรรคเพื่อไทยเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี แล้วได้รับการสนับสนุนจากพรรคภูมิใจไทย พรรคพลังประชารัฐ และพรรคก้าวไกล ก็จะต้องสนับสนุนด้วยอีกทางหนึ่ง ซึ่งจะทำให้คะแนนเสียงเกิน 375 เสียง ถือว่าเป็นการปิดสวิตช์ ส.ว.ไปด้วย แต่พรรคก้าวไกลรู้ว่าการที่จะร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ และพรรคภูมิใจไทยไม่ได้ ก็คงต้องบีบตัวเองไปเป็นฝ่ายค้าน
การที่ ส.ส.ของพรรคก้าวไกล จะต้องไปลงคะแนนโหวตนายกรัฐมนตรี ที่เสนอโดยพรรคเพื่อไทย ถึงแม้ว่าพรรคเพื่อไทยจะต้องร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย พรรคพลังประชารัฐ ก็จะต้องไปร่วมโหวตสนับสนุน เพราะพรรคก้าวไกลหากไม่ช่วยพรรคเพื่อไทย ก็จะเสียคำพูดที่ว่า “จะปิดสวิตช์ ส.ว.” และโดยหลักพรรคก้าวไกลก็ต้องช่วยพรรคเพื่อไทยไปให้ถึงจุดสูงสุดเช่นกัน ถึงแม้ว่าพรรคภูมิใจไทย พรรคพลังประชารัฐ จะร่วมโหวตด้วยก็ตาม
เมื่อช่วยแล้วพรรคก้าวไกลก็จะออกมาเป็นฝ่ายค้าน และไม่ให้เสียคำพูดที่ว่า “จะปิดสวิตช์ ส.ว.” ก็จะเกิดความชอบธรรมกับพรรคก้าวไกลอย่างสง่างาม และยืนยันในหลักการประชาธิปไตยอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ต้องดูเกมวันเลือกนายกรัฐมนตรี

ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
ส่วนตัวมองว่า กกต.แสดงเจตจำนงที่ต้องการขัดขวาง คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีอย่างถึงที่สุด แม้ว่าจะสามารถคาดว่าเป็นการปฏิบัติตามภารกิจของตัวเองก็ตาม แต่จังหวะของการกระทำ มันทำให้ประชาชนเชื่อว่านี่เป็นหนึ่งในกระบวนการขัดขวาง พิธา ซึ่งการที่ กกต.โยนไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย กลายเป็นว่าเป็นความพยายามที่จะใช้กระบวนการเป็นเครื่องมือในการดับฝันบทบาทของคุณพิธาที่จะจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งหากย้อนไปในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา เราจะเห็นได้ว่า บทบาทของ กกต.และศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีแนวโน้มที่ทำให้พรรคการเมืองถูกยุบและนายกรัฐมนตรีหลายคนต้องสิ้นสุดภาวะผู้นำ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะใช่เจตจำนงของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย
ถามว่า 13 กรกฎาคม เกมจะเปลี่ยนหรือไม่ ส่วนตัวยังเชื่อว่า พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลยังคงยืนยันในการที่จะโหวตให้คุณพิธาเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่เช่นนั้น ก็จะเสียความเชื่อมั่นและศรัทธาจากประชาชนทันที จากการสำรวจความเห็นของ มติชน X เดลินิวส์โพล บวกกับธำรงศักดิ์โพล กล่าวโดยรวมคือ 85% ของประชาชนทั้งประเทศต้องการให้ ส.ว.โหวตตาม ส.ส.
ส่วนประเด็นที่ว่า การที่ กกต.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญจะส่งผลให้เกิดข้ออ้างเรื่องคุณสมบัตินายกฯ หรือไม่นั้น อาจจะทำให้เกิดการไขว้เขวในกลุ่มของ ส.ว.ได้ อย่างไรก็ตาม คิดว่าพอไปถึงห้องประชุม ยังสามารถพูดคุยให้ ส.ว.ที่ยังติดใจ กลับมาเชื่อมั่น และทำตามความต้องการของประชาชนทั้งประเทศอีกครั้งหนึ่ง
การกระทำของ กกต.ในครั้งนี้
ส่วนตัวคิดว่าประชาชนทั้งประเทศไม่ยอมรับเหตุผลหรือข้ออ้างของ กกต.อีกต่อไปแล้ว ประชาชนไม่เชื่อมั่น กกต.ว่าจะทำตามหลักประชาธิปไตย จนเกิดแฮชแท็ก #กกตมีไว้ทำไม
ซึ่งจริงๆ แล้ว การส่งศาลรัฐธรรมนูญเพียง 1 วัน ก่อนวันโหวตนายกฯ คิดว่า ไม่ใช่ความบังเอิญ เพราะไม่มีความบังเอิญในการเล่นเกมของฝ่ายรัฐประหาร จังหวะจะโคนเป็นการวางหมากของจังหวะก้าวที่ต้องการเล็งผลแบบยิงเข้าเป้า ฝ่ายอนุรักษนิยม เล่นเกมการเมืองแบบนี้มาตลอด 20 ปี จนกระทั่งมันไม่อาจที่จะทำให้คนไทยยอมรับในเกมนี้ที่ทำให้การเมืองไทยอยู่ในวงจรแบบอีกต่อไป
ส่วนที่มีผู้วิเคราะห์ว่า สุดท้ายเก้าอี้นายกรัฐมนตรีจะตกเป็นของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐนั้น ถ้ามองในวิธีการเล่นเกมการเมืองก่อนหน้านี้ เรื่องพวกนี้เกิดขึ้นได้ แต่ภายใต้สถานการณ์ที่ประชาชนรอคอยมา 2 เดือน และความปรารถนาของประชาชนเพิ่มมากขึ้น โดยเชื่อมั่นในภาวะผู้นำของคุณพิธาอย่างเต็มเปี่ยม จะเป็นไปได้หรือที่ พล.อ.ประวิตรจะฝืนกระแสความต้องการที่จะฟื้นเศรษฐกิจความมั่งคั่งของประเทศ

