หน้าแรก การเมือง ศิธา ชี้ ส.ว....

ศิธา ชี้ ส.ว. งดออกเสียงไม่เท่ากับปิดสวิตช์ตัวเอง ชี้วุฒิสภา ตัวชี้ขาดเลือกนายกฯ

13.07.23 | 12:39 น.

ศิธา ชี้ ส.ว. งดออกเสียงไม่เท่ากับปิดสวิตช์ตัวเอง ชี้วุฒิสภา ตัวชี้ขาดเลือกนายกฯ ว่าจะพอใจใคร

เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ที่รัฐสภา น.ต.ศิธา ทิวารี แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมรัฐสภา เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีว่า การเลือกนายกฯ ต้องอยู่ที่ ส.ว. ซึ่งกลายเป็นกระบวนการที่ 3 ในการหยิบพรรคใดพรรคหนึ่งออกไป นำพรรคนู้นเข้ามาจนกว่า ส.ว.จะพึงพอใจ ซึ่งตนเรียกว่า พิธีกรรมที่เกิดขึ้นเหมือนการท่องนะโม 3 จบ จบแรกคือ 8 พรรคร่วมฯ และนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จบที่ 2 คือ 8 พรรคร่วมฯ กับ 3 คนของพรรคเพื่อไทยว่าจะเป็นใคร และจะจบที่ 3 หรือไม่

ซึ่งจะกลายเป็นว่า ต้องหยิบพรรคใดพรรคหนึ่งออก หรือพรรคใดจะเป็นฝ่ายค้าน ถ้าเป็นแบบนี้ ตนมองว่าขั้วอำนาจเดิม ที่มาจากการยึดอำนาจรัฐประหารจะเข้ามายุ่งเหยิงกับประชาธิปไตย แก้รัฐธรรมนูญ รวมถึงองค์กรอิสระต่างๆ จะวุ่นวายอีกยาวนาน ที่ผ่านมาถึงบอกว่า ถ้าเกิดเราไม่เล่นในเกมที่เขาเขียนเอาไว้เหมือนกับประชาชนที่ถูกหลอกให้ทำสัญญา ถ้าตีความตามตัวหนังสือ ซึ่งเสียเปรียบอยู่แล้ว

โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นคนแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ให้เลือกนายกรัฐมนตรีและเปลี่ยนเกมใหม่ เอามาเล่นในเกมประชาธิปไตย สองพรรคจับมือกันอย่างไรก็ไปด้วยกัน คะแนนของสภาผู้แทนราษฎรก็ยังเป็นเสียงข้างมากอยู่ดี หาก ส.ว.จะใช้วิธีโหวตเสียงข้างน้อยไป ถ้าเสียงข้างน้อยเป็นรัฐบาล กลไกคือรัฐบาลจะอยู่ได้ไม่ถึงปี หากเป็นการดึงพรรคนู้นออก พรรคนี้ออก จะเป็นการสืบทอดอำนาจต่อไปอีก

เมื่อถามว่า เมื่อ ส.ว.บางส่วนและ ส.ส.ไม่เห็นด้วยกับนายพิธา โดยจะขอให้เลื่อนการโหวตนายกฯ ออกไป มองว่าจะเกิดผลดี-ผลเสียอย่างไร น.ต.ศิธากล่าวว่า จริงๆ เป็นสิทธิของรัฐสภาว่าจะมีมติอย่างไร ตนเชื่อว่าค่อนข้างที่จะชัดเจนว่าจะมีการโหวตในครั้งแรกไปก่อน ถ้าเกิดว่าไม่ได้อาจจะเป็นวันที่ 19 กรกฎาคม ก็เป็นสิทธิของรัฐสภาต่อไป

Advertisement

เมื่อถามว่าถ้า ส.ว.ปิดสวิตช์ตัวเองจะเป็นทางออกที่สง่างามหรือไม่ น.ต.ศิธากล่าวว่า ต้องแยกว่าปิดสวิตช์คืออะไร รัฐธรรมนูญปกติให้เฉพาะสภาผู้แทนราษฎร 500 คน เมื่อมี ส.ว มา ทำให้กึ่งหนึ่งของสมาชิกที่จะโหวตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมี ส.ว. 250 เข้ามาจะกลายเป็น 750 กลายเป็น 376 ซึ่งปิดสวิตช์ไม่ได้ ทำให้ตัวเลขกึ่งหนึ่งลดลง การที่ท่านปิดสวิตช์ด้วยการไม่ออกเสียง คือการเพิ่มปริมาณกึ่งหนึ่งสูงขึ้นไปอีก

ดังนั้นการปิดสวิตช์คือ 1.เสนอให้ตัวเองไม่ต้องโหวต คะแนน 750 ก็จะกลายเป็น 500 หรือจะโหวตตามคะแนนของสภาล่าง (สภาผู้แทนราษฎร) รวมไปถึงการลาออกเหล่านั้นคือการปิดสวิตช์ เพราะฉะนั้นการโหวต 500 คน คะแนนตรงกลางจะกลายเป็น 250 เสียง คะแนนเกินกึ่งหนึ่งก็กลายเป็น 251 เสียง

เมื่อถามว่า ตอนนี้ที่ประชุมจะเอาการแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 และเรื่องของ กกต. ที่ส่งศาลรัฐธรรมนูญเพื่อไม่โหวตนายพิธาเป็นนายกฯ มองอย่างไรบ้าง น.ต.ศิธากล่าวว่า ถ้าในเรื่อง 112 เป็นกฎหมายที่ไม่ได้เกี่ยวกับการเลือกนายกฯ แต่หากจะนำมาพิจารณานำมาพูด ซึ่งไม่ได้ก่อผลดีกับใครเลย และไม่ได้เป็นผลดีกับสถาบันหลักของประเทศด้วย ต้องแยกว่าอำนาจอธิปไตย ตุลาการ นิติบัญญัติ การแก้ไขมาตรา 112 เป็นเรื่องของนิติบัญญัติ ถ้าเอาไปผูกโยงกันทั้งหมด มันจะปะปนกัน ไม่เลือกไม่เป็นไร แต่อย่าใช้ข้ออ้างต่างๆ มาเป็นประเด็น ส่วนการรับเรื่องของศาลรัฐธรรมนูญ พูดได้ว่ามีความไม่มั่นคงเกิดขึ้น ซึ่งจะไม่โหวตให้ยังพออ้างได้ ซึ่งตนคิดว่าไม่น่านำมาเป็นประเด็นหลัก

เมื่อถามว่า คิดหรือไม่ว่าจะได้ขยับมาเป็น ส.ส.แทนท่านที่ลาออกไป น.ต.ศิธากล่าวว่า ไม่ได้มีความคิดนั้น และไม่ใช่นิสัยของตนอยู่แล้วที่จะให้ใครมาลาออก เพื่อให้ได้ตำแหน่งตั้งแต่แรก การกำหนดชื่อลำดับปาร์ตี้ลิสต์ ไม่ได้เข้าไปยุ่งด้วย