‘ไอติม’ แจง 3 ข้อต้องแก้ ม.112 วอนถ้าจะคืนความปกติให้ประเทศ ต้องเลือก ‘พิธา’ นั่งนายกฯ

13.07.23 | 18:30 น.

‘ไอติม’ แจง 3 ข้อต้องแก้ ม.112 วอน ส.ส.ต่างพรรค-ส.ว.หากอยากคืนความปกติให้ประเทศ ต้องเลือก ‘พิธา’ นั่งนายกฯ

เวลา 15.00 น. นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ชี้แจงประเด็นที่มีการพาดพิงถึงพรรคก้าวไกลว่า มีนโยบายมุ่งหมายล้มล้างสถาบันและการปกครอง รวมถึงพาดพิงว่าพรรคก้าวไกลไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับการปกครองแบบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา แต่เป็นการเข้าใจว่าเราปกครองในระบบประธานาธิบดีว่า ในฐานที่ตนเป็นคนเข้ามารับผิดชอบจัดทำเรื่องการสื่อสารรณรงค์นนโยบาย ข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรง ข้อกังวลในนโยบายแก้มาตรา 112 นั้นขอยืนยันว่าหลักการและเหตุผลที่พรรคก้าวไกลบรรจุนโยบาย การแก้ไขมาตรา 112 เป็น 1 ใน 300 นโยบายที่ได้สื่อสารไปถึงพี่น้องประชาชน ซึ่งเจตนาของพรรคก้าวไกลที่เสนอให้แก้มาตรา 112 เพื่อพยายามจะพัฒนาและรักษาความสัมพันระหว่างพระมหากษัตริย์กับประชาชน ภายใต้บริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา และภายใต้หลักการของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

นายพริษฐ์กล่าวต่อว่า ในมุมมองของพรรคก้าวไกลความสัมพันระหว่างสถาบันฯ กับประชาชนจะดีขึ้นได้ จำเป็นที่จะต้องแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 เพื่อรักษาสมดุลที่ดีขึ้นระหว่างการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนกับการคุ้มครองประมุขจากฐานหมื่นประมาท เรามองว่าจะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ต้องพูดถึง 3 ปัญหาคือ 1.เรื่องขอบเขตการบังคับใช้ ซึ่งมาตรา 112 เป็นกฎหมายที่มีโทษ ดูหมิ่น หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้าย แต่ข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ไม่สามารถปฏิเสธได้ ซึ่งมีหลายกรณีที่ถูกตัดสินตามมาตรา 112 ที่ดูด้วยสามัญสำนึกไม่น่าจะเข้าข่าย ดังนั้นหากเราจะแก้ไขปัญหานี้ พรรคก้าวไกลจึงเสนอว่าจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย เขียนขอบเขตการบังคับใช้ให้มีความชัดเจนขึ้น โดยแยกแยะการแสดงออกโดยสุจริต ซึ่งเป็นสิทธิเสรีภาพที่จะกระทำได้ในประเทศที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย กับการหมิ่นประมาทอาฆามาดร้าย ซึ่งเป็นฐานความผิดทางกฎหมาย

นายพริษฐ์กล่าวต่อว่า 2.ปรับอัตราโทษในมาตรา 112 ให้ได้สัดส่วนมากขึ้นจากฐานความผิด ซึ่งเชื่อว่าทุกคนคิดเหมือนตนว่าการกำหนดโทษสูงถึงจำคุก 3-15 ปี เท่ากับการฆ่าคนโดยไม่เจตนานั้นเป็นโทษที่ไม่ได้สัดส่วนกับฐานความผิดหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ และ 3.การจำกัดสิทธิในการร้องทุกข์กล่าวโทษ ต้องยอมรับว่า ปัจจุบันการเปิดให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิในการร้องทุกข์นั้นเป็นการเปิดช่องให้กฎหมายดังกล่าวที่มีเจตนาคุ้มครองประมุข กับถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งฝ่ายตรงข้าม ซึ่งทั้งหมดล้วนแต่ไม่ส่งผลดีต่อสถานะอันเป็นที่เคารพสักการะของพระมหากษัตริย์ ดังนั้นการเสนอแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 พรรคก้าวไกลไม่มีเจตนาในการล้มล้างการปกครองและเป็นข้อเสนอที่สอดคล้องกับหลักสากลของการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ส่วนข้อกล่าวหาว่าพรรคก้าวไกลไม่เข้าใจในระบบรัฐสภานั้น ยืนยันว่าพรรคก้าวไกลเข้าใจเป็นอย่างดีว่าระบบรัฐสภาแบบปกตินั้นหน้าตาเป็นอย่างไร

“ผมจึงต้องขอชวนสมาชิกรัฐสภาทุกคนมาตั้งสติร่วมกัน ว่าคำถามที่สำคัญในวันนี้คือถามว่าอะไร สำหรับผมคำถามที่สำคัญต่อสมาชิกรัฐสภามากที่สุดในวันนี้ ไม่ใช่คำถามว่าพวกเรา 750 คนมีความคิดเห็นอย่างไร กับคุณสมบัติของคุณพิธา ในการดำรงตำแหน่งนายกฯ หรือมีความคิดเห็นอย่างไรกับนโยบายของพรรคก้าวไกล แต่คำถามที่สำคัญที่สุดต่อหน้าสมาชิกรัฐสภาทุกท่านในวันนี้คือ พวกเรา 750 คนนั้น พร้อมจะเคารพเสียงของประชาชน 40 ล้านคน ที่ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งแล้วออกมาให้คำตอบกับคำถามดังกล่าวเมื่อวันที่ 14 พ.ค.หรือไม่ ผมเข้าใจเป็นอย่างดีว่าการเคารพเสียงของประชาชนนั้นไม่ได้หมายความว่าเคารพเสียงแค่ที่สนับสนุนพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง แต่ต้องเคารพเสียงที่สนับสนุนทุกพรรคการเมือง แต่ผมเชื่อว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมา ประชาชนได้ทำหน้าที่แล้วในการแปลง 1 สิทธิ 1 เสียง ที่มีความหลากหลายออกมาเป็น ส.ส. 500 คน และยิ่งไปกว่านั้นหลังการเลือกตั้ง 2 เดือนที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ได้ปรากฏชัดว่าแคนดิเดตนายกฯของพรรคการเมืองที่ได้รับความไว้วางใจเป็นอันดับหนึ่งสามารถรวบรวมเสียงของพรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์สอดคล้องกันได้เกินกึ่งหนึ่ง ดังนั้นข้อสรุปที่ว่าใครควรจะเป็นนายกฯก็เป็นข้อสรุปที่ชัดเจนแล้ว” นายพริษฐ์กล่าว

Advertisement

นายพริษฐ์กล่าวว่า ข่าวร้ายของประเทศไทยคือไม่ได้อยู่สภาวะการเมืองที่ปกติ และความไม่ปกตินี้มีต้นกำหนดส่วนหนึ่งมาจากมาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจ ส.ว. เลือกนายกฯได้ และเมื่อมาตราดังกล่าวอยู่มาถึงทุกวันนี้เราจะร่วมกันกำจัดความไม่ปกติที่สืบทอดมาจากอดีตเพื่อคืนความปกติให้ประเทศไทยเดินไปสู่อนาคตได้อย่างไร และไม่ได้คาดหวังว่าพรรคการเมืองอีกซีกหนึ่งจะยกมือให้นายพิธา แต่ในเมื่อเราอยู่ในภาวะการเมืองไม่ปกติ จึงคิดว่าวันนี้เป็นโอกาสที่ดีที่จะทำให้สังคมเห็นว่าสิ่งหนึ่งที่อยู่เหนือความคิดเห็นที่แกตต่างคือจุดมุ่งหมายที่เรามีร่วมกันในการคืนความปกติให้กับสังคมไทยและเคารพเสียงประชาชน ส่วน ส.ว.ทุกคน ตนก็เคารพว่าอาจจะมีความคิดเห็นส่วนตัวไม่ไว้วางใจพรรคก้าวไกลหรือนายพิธา แต่ขอย้ำว่าหากท่านมีความประสงค์จะคืนความเป็นปกติและเคารพเสียงของประชาชน ทางออกคือไม่ใช่การงดออกเสียงหรือการไม่อยู่ในที่ประชุมแห่งนี้ แต่หากต้องการคืนความปกติทางการเมืองจริง ทางออกของท่านคือให้ความเห็นชอบนายพิธาเป็นนายกฯ