นัยยะ‘บิ๊กตู่’วางมือ ถอยหรือส่งไม้ต่อ
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการกำหนดแนวทางยุทธศาสตร์ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ตัดสินใจครั้งสำคัญทางการเมือง ด้วยการประกาศผ่านเพจเฟซบุ๊กของพรรค รทสช. เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคมที่ผ่านมา
สาระสำคัญระบุว่า “ผมขอประกาศวางมือทางการเมือง ด้วยการลาออกจากสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ และขอให้หัวหน้าพรรค กรรมการบริหาร และสมาชิกพรรคได้ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองด้วยอุดมการณ์ที่แข็งแกร่ง ปกป้องรักษาสถาบัน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และดูแลพี่น้องประชาชนชาวไทยต่อไป และขอให้พี่น้องประชาชนให้ความไว้วางใจสนับสนุนการทำงานของพรรครวมไทยสร้างชาติต่อไปด้วย”
การประกาศวางมือทางการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์เกิดขึ้นภายหลังการเลือกตั้งเกือบ 2 เดือน ในวันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดย พล.อ.ประยุทธ์นั่งเป็นแคนดิเดต
นายกฯพรรค รทสช. พร้อมกับชูจุดแข็ง จุดขาย
ของ พล.อ.ประยุทธ์ ช่วยให้พรรค รทสช.ได้รับเลือกตั้ง กวาดคะแนนเสียงปาร์ตี้
ลิสต์มาได้ถึง 4,766,408 คะแนน คว้าเก้าอี้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 13 คน ขณะที่ ส.ส.แบบแบ่งเขต ได้ไป 23 ที่นั่ง รวมมี ส.ส.เข้าไปนั่งในสภา 36 คน แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะเป็นพรรคแกนนำ
จัดตั้งรัฐบาลได้
หลังทราบผลการเลือกตั้ง พล.อ.ประยุทธ์โชว์สปิริตยอมรับผลคะแนนด้วยการพยายามสงวนท่าที งดออกความเห็นทางการเมืองโดยเฉพาะประเด็นการจัดตั้งรัฐบาล และทิศทางการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี และเปิดโอกาสและให้เกียรติ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลเดินหน้ารวมเสียงและตั้งรัฐบาลอย่างเต็มที่
แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะประกาศวางมือทางการเมือง นัยยะและสัญญาณทางการเมืองที่ต้องติดตามกันต่อคือ การเดินหน้าของพรรค รทสช.เมื่อไร้ พล.อ.ประยุทธ์ถือธงนำแล้ว จะเดินหน้าไปในทิศทางใด
โดยเฉพาะการตัดสินใจทางการเมืองว่าจะเลือกเส้นทางเดินแบบใด ซึ่งมีทางเลือกอยู่ 2 ทางคือ 1.จับมือกับพรรคร่วมรัฐบาลเดิมที่มี 188 เสียง ซึ่งขณะนี้ความเป็นไปได้คือการทำหน้าที่พรรคร่วมฝ่ายค้านหาก 8 พรรคร่วม 312 เสียงจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ และ 2.เป็นรัฐบาลผสมด้วยสูตรมีพรรคใดพรรคหนึ่งจาก 8 พรรคมาร่วมด้วย
ขณะที่อีกสัญญาณหนึ่งทั้ง 36 เสียงของพรรค รทสช.อาจจะผนึกรวมกับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่มี พล.อ.ประวิตร
วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและหัวหน้าพรรค พปชร. ที่มี ส.ส.ในมือ 40 เสียง ก็จะมีเสียงรวมกันถึง 76 เสียง กุมสถานะแกนนำของขั้วพรรคร่วมรัฐบาลปัจจุบันรวมเสียงกันไว้ที่ 188 เสียง
พล.อ.ประวิตร ในฐานะพี่ใหญ่กลุ่ม 3 ป.
ถือว่าไม่ใช่คนอื่นไกล หากจะรับไม้ต่อด้วยการผนึกเอา 36 ส.ส.ของพรรค รทสช.มาร่วมเดินหน้าต่อทางการเมืองก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
ส่วนการวางมือทางการเมืองของ พล.อ. ประยุทธ์ในมุมมองของนักวิชาการอย่าง
รศ.ตรีเนตร สาระพงษ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มองว่า การประกาศวางมือ พล.อ.ประยุทธ์ทางการเมืองอาจไม่ส่งผลต่อการกำหนดทิศทางของ ส.ว.ต่อท่าทีและการโหวตนายกรัฐมนตรีมากนัก เพราะในกลุ่ม ส.ว.เองมีแกนนำและทัศนคติแบบอนุรักษนิยมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และผลจากการวางมือยังทำให้เห็นภาพการปล่อยทิ้งพรรค รทสช.ให้ขาดผู้นำทางจิตวิญญาณ ทั้งๆ ที่เมื่อมองไปที่เหตุผลในการตั้งพรรคและหลายคนที่มาเข้าพรรค รทสช.มาเพื่อ พล.อ.ประยุทธ์คนเดียว แต่พอถึงบทจะไปก็ไปโดยไม่ต้องคิดถึงคนอื่น ลืมไปหมดว่าช่วงก่อนเลือกตั้งใครที่เคียงบ่าเคียงไหล่ร่วมรบในสงครามการ
เลือกตั้งด้วยคาดหวังว่าจะเป็นแกนนำทัพ
หากพิจารณาจากช่วงเวลาในการประกาศวางมือในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ประกอบกับ พล.อ.ประยุทธ์ที่คนไทยต่างรู้จักมา 9 ปี และในสถานการณ์ที่อกหักจากการเลือกตั้ง น่าเชื่อว่านี่คือการประกาศวางมือโดยไม่มีอะไรซับซ้อนอยู่เบื้องหลังมากนัก นอกจากต้องการถอยไปรักษาแผลใจ และแน่นอนในฝั่งอนุรักษนิยมต้องดัน
ผู้เล่นใหม่ขึ้นมานำ
“9 ปีที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ได้วางขุมกำลังอันเป็นกลไกของระบบคิดแบบอนุรักษนิยมต่างๆ เข้าไปทุกซอกหลืบในกลไกรัฐ องค์กรอิสระ และ ส.ว. ซึ่งกลไกที่แข็งแกร่งเหล่านี้ถูกเกาะเกี่ยวร้อยโยงสัมพันธ์กันอย่างเหนียวแน่น ดังจะเห็นได้จากกรณีนายพิธาที่ถูกสกัดกั้นการก้าวสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจากกลไกอนุรักษนิยมที่ทำงานประสานเป็นหนึ่งเดียวแบบไร้รอยต่อ หากตัวแทนฝ่ายประชาชนต้องพ่ายแพ้ด้วยกลไกเหล่านี้ก็จะยิ่งทำให้กลไกอนุรักษนิยมจะยืนยงฝังรากเป็นมรดกต่อไปแม้ในวัน พล.อ.ประยุทธ์ มารดาผู้ทำคลอดจะไม่อยู่” รศ.ตรีเนตรระบุ
สำหรับ ผศ.นพพร ขุนค้า อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ เชื่อว่า การออกมาประกาศวางมือของ พล.อ.ประยุทธ์นั้นไม่มีวาระซ่อนเร้นอะไร หรือส่งไม้ต่อให้ใคร แต่เป็นการยอมรับในมติของประชาชนที่ได้โหวตคะแนนเสียงผ่านทางการเลือกตั้งในวันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมาให้อีกฝ่ายชนะการเลือกตั้ง จึงเป็นการหยิบยื่นบันไดให้ พล.อ.ประยุทธ์ลงจากการเมือง
ดังนั้น เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้คิดมาก่อนไว้นานแล้วหลังจากทราบผลคะแนน โดยในการเลือกตั้งครั้งนี้ถือว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้ลงมาเล่นการเมืองอย่างเต็มตัวแล้ว เมื่อจังหวะพอดีที่กำลังจะมีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่จึงได้ใช้โอกาสนี้ประกาศวางมือทางการเมือง เป็นการยอมรับในกติกาจากผลการเลือกตั้งที่เกิดขึ้น จึงไม่มีอะไรซับซ้อนในกรณีนี้
ส่วนการโหวตเลือกนายกฯในรัฐสภาให้ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล
(ก.ก.) เป็นนายกรัฐมนตรี จากกรณีนโยบายของพรรค ก.ก.ในการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เรื่องนี้ ‘ผศ.นพพร’ มองว่าการพูดถึงมาตรา 112 นั้นเพื่อเป็นเหตุในการที่จะไม่โหวตให้แคนดิเดต
นายกฯจากพรรค ก.ก. อาจไม่ยุติธรรมกับตัวนายพิธามากนัก เพราะการเป็นนายกฯกับการแก้ไขกฎหมายนั้นไม่ได้สัมพันธ์กัน โดยเฉพาะลำพังพรรค ก.ก.ที่มีเสียงเพียง 151 เสียง ถ้าจะแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายจะไม่ผ่านตั้งแต่ในวาระแรกแล้ว จึงมองว่าหากวันนี้นายพิธาไม่ผ่าน และไม่ได้เสียงไปจนถึงฝั่งฝันนั้นก็เนื่องจากวุฒิสภาได้นำข้อนี้มาอ้าง จึงรู้สึกเป็นห่วงว่าหากในวันนี้โหวตเลือก
นายกฯไม่ได้จะเกิดความวุ่นวายภายในประเทศขึ้น เพราะความรู้สึกของประชาชนและแฟนคลับของพรรค ก.ก. รวมถึงคนที่มองว่าเมื่อการเลือกตั้ง
สิ้นสุดลงแล้วเสียงข้างมากก็ควรจะได้เป็นผู้นำบริหารประเทศต่อไป
มองว่าการเล่นกับความรู้สึกของประชาชนนั้นน่าเป็นห่วงต่อบ้านเมืองว่าจะเกิดความไม่สงบขึ้น
อีกทั้งการที่ 8 พรรคการเมืองมาร่วมกันแล้วนั้นถือว่าเป็นเสียงข้างมาก หากไม่สามารถเป็นฝ่ายบริหารประเทศได้ สุดท้ายประเทศไทยจะกลับมาวนลูปตามเดิม
แม้การรัฐประหารโดยการใช้ทหารนั้นอาจจะไม่เห็นแล้ว แต่เกรงว่าจะมีการใช้กลไกอื่นมาทำให้บ้านเมืองเดินหน้าไม่ได้…

