การประชุมใหญ่วิสามัญพรรคประชาธิปัตย์เมื่อวันที่ 9 ก.ค.ที่ผ่านมา วงแตกไม่สามารถเลือกหัวหน้าพรรค-กรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ได้ เหตุจากองค์ประชุมล่ม สมาชิก-โหวตเตอร์-ส.ส.ของพรรคอยู่ไม่ครบองค์ประชุมต้องยุติการประชุมกลางคัน
นี่คือการชิงไหวชิงพริบทางการเมืองของ 2 ขั้วในพรรค ปชป.
เพราะข้อเสนอยกเว้นข้อบังคับการประชุมพรรคในการเลือกหัวหน้า ที่กำหนดให้น้ำหนักกับ ส.ส.ในการโหวตเลือกหัวหน้าพรรค 70% ส่วนโหวตเตอร์คนที่ไม่ได้เป็น ส.ส.อยู่ที่ 30%
ข้อยกเว้นใช้การโหวตแบบ 1 คน 1 เสียงนั้น เป้าหมายคือเปิดโอกาส อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรค มีลุ้นกลับมาเป็นหัวหน้าพรรคอีกครั้ง
เพราะโหวตเตอร์หลายคน เช่น อดีต ส.ส.-อดีตรัฐมนตรี-ตัวแทนสาขาพรรคจากที่มี 275 เสียง พร้อมเทเสียงหนุนรอบนี้
แต่ในปีกเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตเลขาธิการพรรค และเดชอิศม์ ขาวทอง รักษาการรองหัวหน้าพรรค คุมเสียง ส.ส.อยู่ประมาณ 18 คนจากทั้งหมด 25 เสียง โดยเป็น ส.ส.เขต 22 คน และปาร์ตี้ลิสต์อีก 3 คน เมื่อรวมกับกลุ่มนิพนธ์ บุญญามณี อดีต รมช.มหาดไทย ที่ทำให้คุมเสียง ส.ส.ไว้ร่วม 20 คน สามารถกำหนดทิศทางการโหวตหัวหน้าพรรคได้
สุดท้ายข้อเสนอยกเว้นข้อบังคับการประชุมก็โดนสกัด เพราะปีกของเฉลิมชัย-เดชอิศม์ ได้วางตัว นราพัฒน์ แก้วทอง รักษาการรองหัวหน้าพรรค ปชป.เอาไว้แล้ว
ฝ่ายหนุนอภิสิทธิ์เลยแก้เกมด้วยการทำให้องค์ประชุมไม่ครบ จนสุดท้ายองค์ประชุมเลยล่ม
ภาพความปั่นป่วนสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าเกิดความแตกแยก การแบ่งกลุ่มแบ่งก๊กเกิดขึ้นภายในพรรคอย่างรุนแรง
ท่ามกลางกระแสข่าวว่ามีบางคนในพรรคประชาธิปัตย์ที่คุมเสียงส่วนใหญ่ ต้องการนำพรรคไปร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยหาก “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หัวหน้าพรรคก้าวไกลไม่ได้เสียงสนับสนุนนั่งนายกฯ
เชื่อว่าพรรคเพื่อไทยน่าจะขึ้นมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแทน พร้อมๆ มีกระแสวงในว่าแกนนำพรรคไปเปิดดีลดังกล่าวไว้นานแล้ว จึงต้องคุมพรรคแบบเบ็ดเสร็จให้ได้ก่อน
ขณะที่อีกขั้วก็คัดค้านเพราะเชื่อว่าประชาธิปัตย์กับเพื่อไทยเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมานาน การนำ ส.ส. 25 คนไปร่วมรัฐบาลจะได้ไม่คุ้มเสีย น่าจะเป็นโอกาสที่พรรคควรไปเป็นฝ่ายค้าน เพื่อแสดงผลงานกู้ภาพลักษณ์งานการเมืองที่ถนัดคือการตรวจสอบรัฐบาล เช่นเดียวกับที่พรรคก้าวไกลประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งครั้งนี้ เพราะผลงานการเป็นฝ่ายค้านสมัยรัฐบาล “บิ๊กตู่” เข้าตาประชาชน
แต่วังวนของพรรคประชาธิปัตย์ยังอยู่ในเกมแย่งชิงอำนาจที่ร้าวลึกและมีแนวโน้มพรรคอาจแตกอีกครั้ง
ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ บรรดาสมาชิกพรรคออกมาเรียกร้องให้พรรคถอดบทเรียนวิกฤตความตกต่ำของพรรคอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
หลายคนจับตาดูว่า ก้าวต่อไปของประชาธิปัตย์จะเดินไปทิศทางไหน เพราะ 78 ปีบนเส้นทางการเมือง ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านมรสุมมาหลายครั้ง แต่ไม่มีครั้งไหนที่รุนแรงเท่านี้ เพราะต้องยอมรับความจริงว่าความตกต่ำของพรรคที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องถูกดิสรัปต์จากการสื่อสารสมัยใหม่ที่ถูกนำมาใช้ในทางการเมืองเท่านั้น อุดมการณ์การเมือง ซึ่งเคยเป็นจุดแข็งที่สุดของพรรคก็ถูกตั้งคำถามและท้าทายอย่างมาก
เสียงเรียกร้องว่าประชาธิปัตย์เป็นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงาเป็นที่พักพิงให้ประชาชนมาเนิ่นนาน จะต้องกลับไปอยู่ในจุดที่ประชาชนศรัทธาไว้วางใจอีกครั้งได้อย่างไร
ทุกคนอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงภายในพรรคเสมือนการปฏิรูปพรรคครั้งใหญ่ เป็นการถอยเพื่อถอดบทเรียน “จุดต่ำสุด” ในประวัติศาสตร์ของพรรคที่ได้คะแนนความศรัทธาพรรคแค่ 9.2 แสนเสียงกับ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์แค่ 3 คน
แต่วันนี้ประชาธิปัตย์กลับยังอยู่ในวังวนแย่งชิงอำนาจแบบเดิมๆ จนหลงลืมเสียงเรียกร้อง “กอบกู้” และ “ฟื้นฟู” พรรคกันจนหมดสิ้น
พันธศักดิ์ รักพงษ์

