ส่องทางโหวต ‘พิธา’ รอบ 2 บันไดใหม่ ‘นายกฯ’

15.07.23 | 12:02 น.

ส่องทางโหวต ‘พิธา’ รอบ2 บันไดใหม่ ‘นายกฯ’

หมายเหตุความเห็นนักวิชาการประเมินสถานการณ์ทางการเมืองของพรรคก้าวไกลและ 8 พรรคแนวร่วมจัดตั้งรัฐบาล ภายหลังที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภามีมติ ไม่เห็นชอบ ให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

ศ.ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง
คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ทิศทางต่อไปของการโหวตเลือกนายกฯ เรื่องนี้ต้องถามเสียงประชาชนด้วยว่าเขาคิดอะไร แต่ดูท่าทีแล้ว คนที่ค้าน ก็ค้านเต็มเหนี่ยว ส่วนเรื่องมาตรา 112 เป็นเรื่องที่ยังเถียงกันไม่ตก เป็นเรื่องของการแก้ไขกฎหมาย แต่ดูวิธีการแล้วว่าไม่ต้องการให้แก้ไขเลย ก็ขึ้นอยู่กับคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และพรรคร่วมอีก 8 พรรค ว่าจะสู้ต่อหรือเปล่า

ทางพรรคก้าวไกลก็ต้องอาจจะคุยอีกสักรอบ คุยกับผู้นำสายต่างๆ ดูว่าจุดไหน เห็นชอบหรือเห็นต่างกัน ส่วนตัวคิดว่าโหวตครั้งเดียวก็อาจจะเกินไป เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องใหญ่ แต่ถ้าหากยังยืนยันว่าจะทำเหมือนเดิม ดื้อเหมือนเดิม ประชาชนก็ตัดสินได้ว่า ประชาชนเลือกมาแล้วยังเป็นแบบนี้หรือ ทางก้าวไกล เพื่อไทย และทางพรรคร่วม ก็คงตัดสินใจได้ เราคุยกันมาขนาดนี้แล้ว ควรจะต่อกันครั้งที่ 4 ครั้งที่ 5 อีกไหม

Advertisement

สำหรับประเด็นที่พรรคก้าวไกลจะเสนอแก้รัฐธรรมนูญ ม.272 เพื่อตัดอำนาจสมาชิกวุฒิสภา คงเพราะเห็นชัดเจนแล้วว่า ส.ว.มาจากการแต่งตั้ง ไม่ได้สนใจเสียงของประชาชน พยายามพูดอยู่อย่างเดียวว่า ก้าวไกลมีอยู่ 14 ล้านเสียง อย่าอวดอ้างต่างๆ นานา ทั้งที่หากพูดถึง 8 พรรคที่มารวมกันเป็นฝ่ายประชาธิปไตย ซึ่งรวมเสียงประชาชนทั้งหมดแล้ว 24 ล้านเสียง เกินครึ่งของประเทศแล้ว เพราะฉะนั้นมันก็เป็นเสียงของเขาที่ได้มาแบบชอบธรรม

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่จะไม่เอาก็คือไม่เอา โดยอ้างว่าคะแนนน้อย ทุกคนก็มีจุดอ้างของตัวเอง เมื่อเจอแบบนี้ก็เข้าใจได้ว่า ทำไมก้าวไกลจึงคิดว่าพอได้แล้ว พวกที่มาจากการแต่งตั้ง อย่ามีแบบนี้อีกเลย

ส่วนที่พรรคเพื่อไทยมองว่าเป็นเรื่องไม่ง่ายที่จะแก้รัฐธรรมนูญมาตรานี้ ก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะเขารู้อยู่แล้ว แต่มันก็ไม่เสียหายอะไร ในการเปลี่ยนแปลงก็ต้องเริ่มจากหนึ่งทั้งนั้น ต้องลองสู้กันดู

สำหรับสัญญาณการสลับขั้ว ตอนนี้ยังไม่เห็น และยังไม่ควรจะเห็นด้วย เพราะเพิ่งประชุมไปหนเดียวแค่นั้น ถ้าหากสมมุติเรื่องราวคงเหมือนมวยปล้ำ หากแพ้รอบแรก แต่กลับไม่เอาแล้ว ในขณะที่คนดูบอกว่า ให้โอกาสสู้ตั้งหลายยก ทำไมไม่สู้ เพราะฉะนั้นก็ต้องรอกันต่อไป ให้คุณพิธาไปคุยกับตัวแทน ส.ว. หากคุยกันแล้วยังเป็นแบบนี้อยู่ก็คงไปกันไม่ได้จริงๆ คนรักกัน หากจะหย่าร้างกัน มันก็ต้องคุยให้รู้เรื่องก่อน

ถามว่า ถ้าโหวตไปเรื่อยๆ จนกว่า ส.ว.หมดวาระ ในทางปฏิบัติเป็นไปได้หรือไม่ อย่างแรก คือ ต้องเป็นปีแน่นอน อย่างที่ 2 ที่เป็นปัญหากัน คือรัฐบาลก็ไม่มีใครทำงาน จะมีคนมาโวยวายปัญหานู่นไม่ได้แก้ ปัญหานี่ก็ไม่ได้แก้ ส่วนตัวยังแอบคิดว่าพรรคพวกของรัฐบาลเก่าต้องการแบบนี้ คือให้มันยืดเยื้อจนมีคนด่าว่าทำไมทีม 8 พรรคร่วมไม่เปลี่ยนสักที เอาแต่เรื่องแบบนี้ไม่ไปไหน คงมีคนต้องการเห็นความขัดแย้งที่หนักขึ้น เพื่อหาโอกาสสร้างสถานการณ์บางอย่างอยู่

รศ.ดร.ภูมิ มูลศิลป์
คณบดีคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

กรณีที่ประชุมรัฐสภามีมติโหวตไม่เห็นชอบนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เป็นนายกฯ เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยสมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่อภิปรายวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับจุดยืนและนโยบายการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ของพรรค ก.ก. เพื่อสะท้อนถึงข้อกังวลในการที่จะไม่สนับสนุนนายพิธาเป็นนายกฯ

ในประเด็นการเสนอแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 ผมเห็นว่าจริงๆ เป็นนโยบายที่พรรค ก.ก.เสนอมาอยู่แล้ว จะเห็นว่ามาตรานี้เป็นกฎหมายมาตราหนึ่งที่สามารถถกเถียงได้ในทางวิชาการ เพียงแต่การที่จะตีไปถึงขนาดว่าจะเป็นการล้มล้างการปกครองของไทยที่เป็นประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้น ส่วนตัวคิดว่าไปไม่ถึง

ส่วนในประเด็นที่มีนโยบายแก้ไขมาตรา 112 ของพรรค ก.ก. มองว่าเป็นเรื่องที่ผิดหรือไม่นั้น เห็นว่าไม่ใช่เรื่องผิด เพราะปกติการมีนโยบายไม่ใช่หมายความว่าเมื่อถูกเลือกเข้ามาแล้ว สิ่งนั้นจะกลายเป็นกฎหมายทันที ยังมีกระบวนการในเรื่องของรัฐสภาที่มีฝ่ายนิติบัญญัติอยู่ ซึ่งอาจมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย

หากมองว่าในพรรคร่วมทั้ง 8 พรรค ก็มีความเห็นแตกต่างกัน ไม่ได้มีความเห็นตรงกับพรรคก้าวไกลทั้งหมด ฉะนั้น ยังมีกระบวนการในสภาอยู่ หรือการที่ประเทศไทยมีระบบสภาคู่ นั่นหมายถึงอาจมีการพิจารณาร่างกฎหมายนี้ หากผ่านในชั้นของสภาผู้แทนราษฎร แต่ยังคงต้องมีการพิจารณาในชั้นวุฒิสภาอยู่ดี

ส่วนประเด็นที่ว่าหากการโหวตให้นายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งแรกไม่สำเร็จ จะส่งผลต่อการโหวตครั้งที่ 2 หรือไม่ ในส่วนนี้ผมเห็นว่าหากครั้งแรกโหวตไม่ผ่าน ต้องพิจารณา เพราะญัตติในการเสนอนายกรัฐมนตรีมีข้อกำหนดไว้ว่า ไม่ให้เสนอญัตติในเรื่องเดิมซ้ำเข้าสู่สภาอีก อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีข้อยกเว้น หากมีสมาชิกของสภาจำนวน 40 คนขึ้นไป เสนอขอให้มีการยกเว้นข้อบังคับการประชุมสภาในบางข้อ ก็สามารถส่งผลให้เสนอญัตตินายพิธาได้อีกครั้ง ไม่ใช่เรื่องผิดแต่อย่างใด

ขณะที่ทางออกและแนวทางการขับเคลื่อนทางการเมืองทั้ง 8 พรรค คงต้องหารือกันอย่างใกล้ชิด ในการเดินหน้าเจรจาขอเสียงสนับสนุน นายพิธา หากจะเสนอชื่อให้ที่ประชุมรัฐสภาโหวตเลือกนายกฯเป็นครั้งที่สอง โดยเฉพาะเสียงสนับสนุนจากกลุ่ม ส.ว. ซึ่งจะเป็น กลุ่มหลักในการชี้ขาดการโหวตเลือกนายกฯได้หรือไม่

ขณะที่การเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลชนที่ออกมาคัดค้านการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระ และกลุ่ม ส.ว.ที่ไม่โหวตสนับสนุนนายพิธาเป็นนายกฯ จะส่งผลให้การเมืองนอกสภารุนแรงขึ้นหรือไม่ ผมเห็นว่าการชุมนุมเป็นเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญที่สามารถกระทำได้ และเชื่อว่าอาจมีการชุมนุมเพิ่มมากขึ้นในหลายจุดทั่วประเทศ เพียงแต่สิ่งที่ควรพึงระวังคือ จะมีใครฉกฉวยสถานการณ์นี้ดำเนินการก่อให้เกิดความรุนแรง หรือว่าเป็นเงื่อนไขอะไรบางอย่างหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่เห็นต่างก็มี ฉะนั้น ฝ่ายความมั่นคงต้องใช้ความระมัดระวัง ในการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่นำไปสู่ความรุนแรง และอาจนำไปสู่เงื่อนไขบางประการ

ส่วนประเด็นที่ว่า หากประชาชนออกมาเรื่อยๆ จะมีโอกาสการสลายการชุมนุมขึ้นหรือไม่ ผมเห็นว่า ในปัจจุบันสถานการณ์อาจยังไปไม่ถึงขนาดนั้น ต้องดูว่าการชุมนุมที่มีการสลายการชุมนุมจะมีลักษณะที่เป็นการชุมนุมแบบปักหลักอยู่กับที่ มีความยืดเยื้อ หากดูการชุมนุมในระยะหลังจะเห็นว่าอาจไม่ได้มีแกนนำที่ชัดเจน และมีลักษณะในการชุมนุมที่เดินทางมาและกลับไป ฉะนั้น อาจจะยังไปไม่ถึงขั้นนั้น แต่อย่างไรก็ควรที่จะจับตาดูสถานการณ์ต่อไป

ผศ.ดร.เอกพลณัฐ ณัฐพัทธนันท์
ภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

การประชุมของรัฐสภาโหวตนายกฯ เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ทำให้เห็นถึงการถกเถียง การต่อสู้กันระหว่างบทบาทของการเลือกนายกรัฐมนตรี แต่หลุดประเด็นออกไป กลายเป็นเรื่องของการพิจารณาการแก้ประมวลกฎหมายอาญา ม.112 ถ้าหากว่าเราพิจารณาเฉพาะเรื่องของการเลือกนายกรัฐมนตรี ควรถกเถียงในประเด็นดังกล่าวโดยตรงอย่างเดียวเป็นหลัก ดังนั้น หากจะยึดกระบวนการให้ถูกครรลอง ควรต้องเสนอเรื่องการเลือกนายกฯต่อไป คือใช้กระบวนการเดิม เพียงแต่ให้มันอยู่ในร่องในรอยมากขึ้น

สำหรับทิศทางและการแก้เกม หากยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา จำเป็นต้องดำเนินวิธีการเหมือนการโหวตครั้งแรกต่อไป โดยไม่จำเป็นต้องถอยตัวเองตามข้อเสนอต่างๆ ไม่จำเป็นต้องถอนประเด็นการแก้ ม.112 ออกไป แต่ควรชี้แจงให้เห็นว่าการเลือกนายกฯกับเรื่องของการแก้ ม.112 มันเป็นคนละส่วนกัน ฝ่ายบริหารไม่ได้ไปมีส่วนสำคัญในการแก้กฎหมายอยู่แล้ว แต่จะทำผ่านฝ่ายนิติบัญญัติต่างหาก ก้าวไกลต้องยืนยันตรงนี้ว่าเป็นคนละเรื่อง

สำหรับการที่ก้าวไกล จะเสนอแก้รัฐธรรมนูญ ม.272 เป็นการทำให้เห็นถึงสภาพปัญหาปัจจุบันว่าอยู่ที่ ส.ว. ที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน แต่พยายามอ้างประชามติรัฐธรรมนูญ 60 ทั้งๆ ที่อ้างได้ไม่เต็มปาก ถามว่า ความเป็นไปได้ที่จะทำให้สำเร็จมากหรือน้อย ในส่วนหนึ่งอาจต้องแยกก่อนว่า มันคือการทำให้สังคมตระหนักถึงปัญหาการมีอยู่ของ ส.ว. แต่อีกส่วนหนึ่งคือเรื่องของความสำเร็จหรือไม่สำเร็จ ซึ่งต้องพิจารณาแยกกัน

อย่างแรกเข้าใจว่า เป็นมุมที่ทำให้สังคมตั้งคำถามกับการมี ส.ว.มากขึ้น ถือว่าเป็นความสำเร็จระดับหนึ่งที่คนเห็นถึงปัญหาและคนที่ไม่ได้สนใจก็จะเริ่มสนใจมากขึ้น ส่วนอีกอย่างหนึ่งคือ เรื่องในเชิงกฎหมายว่าจะแก้ไขได้สำเร็จหรือไม่ ยากที่จะผ่านรัฐสภา เพราะต้องใช้เสียงของ ส.ว.ด้วย 84 เสียง เยอะกว่าตอนเลือกนายกฯเสียอีก

รัฐธรรมนูญฉบับปี 60 วางเงื่อนไขการแก้กฎหมายเอาไว้ให้แก้ยากมาก แล้วทำให้เสียง ส.ว.มีน้ำหนักมากกว่า ส.ส.ในทางปฏิบัติ แม้โดยหลักการจะ 1 สิทธิ 1 เสียง แต่พอกำหนดว่าต้องมีเสียง ส.ว.เห็นด้วย 1 ใน 3 จึงทำให้เพียงแค่มีเสียงเกินครึ่งหนึ่งของรัฐสภา ไม่ใช่เงื่อนไขเดียวที่เพียงพอแล้ว

สำหรับความเป็นไปได้ของการสลับขั้ว หากเรามองมันในแง่ของการเกิดเค้าลาง คงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาโดยตลอด ในแง่ที่ว่าคนโดยทั่วไป แม้กระทั่งนักธุรกิจก็อยากให้มีการตั้งรัฐบาลโดยเร็ว ถ้ามองแบบแนวปฏิบัตินิยม คงคิดว่าทำอย่างไรก็ได้ให้มีการตั้งรัฐบาลได้ ดังนั้น การสลับขั้ว ก็มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นโดยตลอด

ถ้าพรรคก้าวไกลไม่ยอมทำในสิ่งตัวเองหาเสียงเอาไว้ ยอมถอยในบางนโยบาย เพื่อยืนยันให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกฯ คิดว่าการสลับขั้วอาจจะไม่เกิดขึ้น แต่ในความเป็นจริงคือ จุดยืนของก้าวไกลน่าจะหนักแน่น ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอมถอยในประเด็นที่ เสนอแน่ๆ ดังนั้น ถ้าจะมีการสลับขั้วเกิดขึ้น น่าจะมาจากทิศทางที่เป็นไปได้ก็คือ พรรคเพื่อไทยไปร่วมกับพรรคอื่นแทน แต่จะเป็นการฆ่าตัวตายของเพื่อไทย

ถ้าพูดถึงการโหวตรอบ 2 โดยการใช้เหตุใช้ผล มันควรจะผ่านได้ในแง่ที่ว่า รอบแรกเขาก็ชี้แจงในหลายๆ เรื่องที่มีข้อข้องใจไว้แล้ว และถ้าหากฝ่ายสภาผู้แทนราษฎร เสียงข้างมากก็ยังสนับสนุนนายพิธาคนเดียวที่จะเป็นนายกฯ หมายความว่า ส.ว.ก็ควรที่จะโหวตให้ผ่านได้ นี่คือหลักการความเป็นเหตุเป็นผล

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาฝ่ายไม่เอาพิธา ถึงแม้ว่าพิธาจะเป็นนายกฯได้ ฝ่ายนั้นก็ยังมีวิธีการที่จะเอาพิธาออกได้อีกหลากขั้นตอนเยอะแยะมากมาย ดังนั้น การโหวตรอบ 2 ถ้าหากว่าจะให้พิธาผ่านมันก็เป็นไปได้ แต่ถ้าหากว่ามันเป็นไปไม่ได้เลย ในแง่ที่ว่า อย่างไรก็ไม่ยอม โดยฝ่ายที่ไม่เอาพิธายังยืนกรานแบบเดิม ไม่รับฟังการชี้แจง อาจทำให้สภามันก็จะหยุดชะงักต่อไปเรื่อยๆ การหยุดชะงักนี้มันอาจจะนำมาสู่ความสูญเสีย แล้วก็จะทำให้แรงกดดันตรงนี้ มันนำมาสู่ฝ่ายที่อยากจะพลิกขั้วแล้วก็ฝ่ายที่เป็น ส.ว.เองด้วย เพราะว่าเป็นช่วงรอยต่อ เป็นสุญญากาศทางการเมือง ดังนั้น ฝ่ายที่ไม่เอาพิธาก็จะถูกกดดันไปเรื่อยๆ