‘อังคณา-อัญชนา’ 2 นักปกป้องสิทธิฯ ยื่นอุทธรณ์คดีไอโอ ฟ้องสำนักนายกฯ-กองทัพบก

แฟ้มภาพ

‘อังคณา-อัญชนา’ 2 นักปกป้องสิทธิฯ ยื่นอุทธรณ์คดีไอโอ ฟ้องสำนักนายกฯ – กองทัพบก

เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ที่ศาลแพ่ง อังคณา นีละไพจิตร อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) สมาชิกคณะทำงานด้านการบังคับสูญหายโดยไม่สมัครใจ องค์การสหประชาชาติ (UN Human Rights Expert- WGEID) และ อัญชนา หีมมิหน๊ะ อดีตอนุกรรมการสิทธิมนุษยชน พร้อมด้วยทีมทนายความได้เดินทางเข้ายื่นอุทธรณ์ ในคดีที่ได้ยื่นฟ้องสำนักนายกฯ ในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแล กอ.รมน. และกองทัพบก เป็นจำเลย ในความผิดฐานละเมิด ตาม พ.ร.บ.ความผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 กรณีสนับสนุนการทำไอโอเพื่อด้อยค่า เผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนใส่ร้ายผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนทางโลกออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์ Pulony.blogspot.com (http://pulony.blogspot.com/)

โดยก่อนหน้านี้ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ศาลแพ่งได้มีคำพิพากษาในคดีดังกล่าว โดยระบุว่า โจทก์ทั้ง 2 เป็นผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และรับรองว่าการดำเนินการของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ได้รับความคุ้มครองตามกติการะหว่างประเทศ โดยเมื่อพิจารณาข้อมูลการละเมิดหรือข้อความทั้ง 13 โพสต์ในเว็บไซต์พูโลนี (pulony.blogspot.com) ตามคำฟ้อง โดยศาลเห็นว่าเป็นถ้อยคำที่โพสต์โดยไม่สุจริต เป็นการใส่ความ ทำให้ อังคณา และอัญชนาได้รับความเสียหาย และรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีการเยียวยาความเสียหาย เมื่อมีการละเมิดละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อย่างไรก็ดีศาลเห็นว่ายังไม่มีกฎหมายกำหนดให้หน่วยงานใดเป็นผู้เยียวยา จึงไม่อาจกำหนดการเยียวยาความเสียหายได้ นอกจากนี้กรณีโพสต์ทั้ง 13 โพสต์จะเชื่อมโยงไปยัง กอ.รมน.และกองทัพบกหรือไม่นั้น ศาลได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง และเห็นว่ายังไม่มีความยึดโยง เพราะหน่วยงานปฏิเสธอย่างชัดเจนว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมถึงข้อมูลการนำสืบ ซึ่งศาลเห็นว่าผู้เสียหายไม่มีข้อมูลแผนการจราจรทางคอมพิวเตอร์ว่าใครเป็นผู้นำเข้าบทความโจมตี ทำให้ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องประเด็นดังกล่าว เพราะไม่มีหลักฐานยึดโยงไปถึงเจ้าหน้าที่ กอ.รมน. จนนำมาสู่การยื่นอุทธรณ์ในวันนี้ของ 2 ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน

แฟ้มภาพสืบพยานคดีไอโอ 1

สัญญา เอียดจงดี ทนายความในคดี กล่าวว่า ครั้งนี้อุทธรณ์โดยแบ่งเป็นสองส่วน ซึ่งส่วนแรกเราเห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอายุความในกรณีที่เป็นการละเมิดโดยเจ้าหน้าที่รัฐก็ต้องใช้อายุความในการฟ้องร้อง 10 ปี และประเด็นที่สองเราเห็นด้วยที่ศาลได้วางแนวและได้ให้บรรทัดฐานไว้ว่าข้อความทั้ง 13 ข้อความของเว็บไซต์ pulony.blogspot.com เป็นข้อความที่ฝ่าฝืนต่อความเป็นจริงและทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหายจริง และการนำเสนอข้อความนั้นเป็นการนำเสนอด้วยความไม่สุจริตไม่ได้รับการยกเว้นตามกฎหมาย ซึ่งศาลได้ยืนยันตรงจุดนี้ไว้ให้แล้ว ส่วนประเด็นที่สามศาลได้ยืนยันว่าเราได้รับความเสียหายจริง แต่อย่างไรก็ตามในส่วนของความเสียหายที่เกี่ยวเนื่องกับกติกาหรือข้อตกลงระหว่างประเทศนั้น เมื่อกฎหมายภายในของไทยยังไม่อนุวัตใช้ ศาลเลยสั่งให้เกิดการเยียวยาไม่ได้ ซึ่งประเด็นนี้เป็นหัวใจหลักที่เราจำเป็นต้องอุทธรณ์และผลักดันให้เกิดกฎหมายภายในให้ได้ เพราะไม่อย่างนั้นแล้วบุคคลใดก็ตามที่ถูกละเมิดโดยรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อาศัยงบประมาณของรัฐแล้วจับไม่ได้ไล่ไม่ทันจะลอยนวลพ้นผิดอยู่ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง

Advertisement

ทนายความกล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า ประเด็นการอุทธรณ์ในครั้งนี้ถือว่าเป็นการละเมิดผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน คดีแรกของประเทศไทย โดยใช้กระบวนการและใช้อำนาจของรัฐละเมิดศักดิ์ศรี และด้อยค่านักปกป้องสิทธิมนุษยชน ในลักษณะดังกล่าวและมีการนำคดีขึ้นศาล เราก็หวังว่าศาลอุทธรณ์จะพิจารณาคดีอย่างรอบคอบและหวังว่าศาลสร้างบรรทัดฐานวินิจฉัยในคดีประเภทนี้ที่แม้โจทก์จะไม่ได้รู้ทุกๆ แง่มุมในการกระทำความผิดในคดีนี้ แต่พยานหลักฐานที่มีการนำสืบในศาลชั้นต้นทั้งพยานบุคคล พยานเอกสาร และช่วงเวลาต่างๆ ทำให้เห็นร่องรอยว่า กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า มีการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดโดยปกปิดตัวตน และเปิดเว็บไซต์แบบปิดลับเว็บไซต์หนึ่ง แต่กลับโชว์อีกเว็บไซต์หนึ่งเพื่อสื่อสารต่อสาธารณะ และมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกันอันนำมาสู่เว็บไซต์ pulony.blogspot.com ที่เป็นปัญหาในคดีนี้

“ในชั้นต้นศาลวินิจฉัยว่าเราไม่มีหลักฐานที่จะเชื่อมโยงหรือชี้ชัดว่า pulony.blogspot.com ถูกดำเนินการโดยรัฐหรือเจ้าหน้าที่รัฐ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า แต่ในการอุทธรณ์เราพยายามยันโดยหยิบยกข้อเท็จจริงทั้งหมดจากคำเบิกความของพยานฝ่ายโจทก์ที่เมื่อพิจารณาโดยรวมแล้วเป็นเหตุเป็นผลจริงๆ และทำให้เชื่อได้ว่า pulony.blogspot.com เป็นเว็บไอโอสีดำที่ซ่อนอยู่ใน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า นี่คือหัวใจที่เราเขียนไว้ในอุทธรณ์ทั้งหมดในคดีนี้ เราหวังว่าศาลอุทธรณ์จะได้หยิบยกพยานหลักฐานในคดีนี้มาชั่งน้ำหนักหลักฐานระหว่างเรา และฝ่ายจำเลยซึ่งเป็นกองทัพบก และสำนักนายกฯว่าใครน่าเชื่อกว่ากัน ซึ่งหลังจากเรายื่นวันนี้แล้วศาลก็จะตรวจอุทธรณ์และมีคำสั่งรับอุทธรณ์และจะส่งสำเนาอุทธรณ์ไปให้กองทัพบกและสำนักนายกฯแก้อุทธรณ์กลับมา ซึ่งตนคิดว่ากระบวนการน่าจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 6 เดือนและในการพิจารณาของศาลอุทธรณ์น่าจะใช้ระยะเวลาประมาณ 1 ปี ที่เราจะได้เห็นคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในคดีนี้

ขณะที่อังคณาเผยว่า ส่วนตัวเคารพคำพิพากษาของศาล แต่ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาที่ศาลยกฟ้องจำเลยทั้งสอง ซึ่งทำให้เกิดการลอยนวลพ้นผิด จึงหวังว่าศาลอุทธรณ์จะกลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้สำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะจำเลยที่ 1 และกองทัพบก ในฐานะจำเลยที่ 2 รับผิดและชดใช้เยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างเหมาะสมและเพียงพอ เพราะที่ผ่านมาผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนต้องเผชิญกับการด้อยค่า การลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์โดยไอโอที่เป็นอวตาร ไม่เปิดเผยตัวตน คดีนี้จึงถือเป็นคดีแรกในประเทศไทยที่ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนได้นำคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลยุติธรรมเพื่อที่จะยุติการคุกคาม การด้อยค่า หรือการสร้างข้อมูลปลอม ข้อมูลอันเป็นเท็จเพื่อโจมตีให้ร้ายป้ายสีผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในการทำหน้าที่ปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญและอนุสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยเป็นภาคี จึงขอให้ศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น พร้อมทั้งกำหนดให้มีการเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น และให้มีคืนศักดิ์ศรี ชดใช้เยียวยาความเสียหาย เช่น ให้มีการขอโทษสาธารณะ การรับประกันว่าจะไม่เกิดการกระทำเช่นนี้อีกในอนาคต รวมถึงให้มีการชดใช้สินไหมทดแทนความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อจิตใจ อันเกิดจากการล่วงละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษยชน

Advertisement

“ส่วนตัวมีความเชื่อมั่นว่าศาลอุทธรณ์จะให้ความยุติธรรมโดยกลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น คืนความเป็นธรรม และนำคนผิดมาลงโทษ ซึ่งนอกจากจะเป็นการชดใช้เยียวยาความเสียหายแล้ว ยังเป็นการป้องกันมิให้เจ้าหน้าที่กระทำการละเมิดในลักษณะนี้อีก เพราะในช่วงที่ถูกด้อยค่าได้ทำหน้าที่ในฐานะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อย่างซื้อสัตย์สุจริตและเต็มความสามารถ จึงเชื่อว่าศาลอุทธรณ์จะสร้างบรรทัดฐานในการคุ้มครอง และชดใช้เยียวยาความเสียหายจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยเจ้าหน้าที่รัฐ” อังคณาระบุ

อังคณาและสัญญาทนายความ

ด้านอัญชนากล่าวว่า ประเด็นคือเรื่องของการเยียวยาเมื่อศาลระบุว่ามันมีการละเมิดเกิดขึ้น เป็นการละเมิดด้านสิทธิมนุษยชนกับผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ย่อมต้องการมีการเยียวยา ซึ่งในกฎหมายหลายๆ ฉบับจะต้องมีการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการกระทำผิดหลายๆ อย่างด้วย แต่ในกรณีนี้ศาลระบุว่าไม่มีกฎหมายมารองรับ ดังนั้นศาลสามารถระบุได้หรือไม่ ให้มีการดำเนินการในเรื่องของการเยียวยา หรือสามารถทำให้เกิดกระบวนการใหม่เกิดขึ้นเพื่อไม่ให้กรณีนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก และทำให้เกิดระบบการเยียวยาที่มีความเสียหายเกิดขึ้น ซึ่งในการยื่นอุทธรณ์ครั้งนี้เราต้องมีความหวังถึงแม้มันจะยากลำบากยังไงเราก็ต้องดำเนินการให้ถึงที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก ถ้าเราไม่ลุกขึ้นมาต่อสู้การละเมิดแบบนี้ก็จะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า และจะเป็นความชอบธรรมในการที่ผู้ละเมิดจะทำกับคนอื่นอีกได้ แม้กระทั่งปัจจุบันนี้ตนก็ยังถูกละเมิดทางออนไลน์อยู่ ซึ่งเราก็ต้องดำเนินการให้ถึงที่สุดเพื่อที่จะป้องกันไม่ให้ผู้อื่นหรือเฉพาะหน่วยงานภาครัฐมาละเมิดกับเราได้อีกต่อไป มันไม่ควรที่จะถูกทำให้เป็นเรื่องปกติในสังคม การเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคนย่อมจะได้รับการเคารพอย่างเท่าเทียมกัน

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image