พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคก้าวไกล ไปไม่ถึงฝั่งฝัน เก้าอี้นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ประเทศไทย
ที่ประชุมร่วมสองสภา ไม่เห็นชอบ ดำรงตำแหน่ง ได้เสียงสนับสนุน ไม่มากกว่ากึ่งหนึ่ง (375) เสียงตามเกณฑ์ตัดสิน ของจำนวนสมาชิกสองสภา ที่มีอยู่ทั้งหมด 749 คน
สมาชิกรัฐสภา ลงคะแนนเห็นชอบ 324 คนเท่านั้น
แยกเป็น ส.ส. 311 คน จาก 8 พรรคการเมืองที่ร่วมลงนามเอ็มโอยู สนับสนุนพิธา เป็นนายกฯ ขาดหายไป 1 เสียง นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา งดออกเสียง
ขณะที่เสียง ส.ว.ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญ 249 คน ชี้เป็นชี้ตายเก้าอี้นายกฯนั้น ลาประชุม 33 คน
ลงชื่อร่วมประชุม 216 คน ลงคะแนนให้กับพิธา 13 คน ไม่เห็นชอบ 34 เสียง
งดออกเสียง 159 คน อีก 10 เสียง ไม่ยอมลงมติใดๆ
การงัดเทคนิคต่างๆ ออกมาใช้ ของ ส.ว. ส่งผล พิธา วืดเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ในการโหวตครั้งแรก 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา
ภายหลังทราบผล ที่ไม่เกินความคาดหมาย หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ยอมรับ แต่ยังไม่ยอมแพ้ จะใช้เวลาที่เหลือหายุทธศาสตร์ในการรวบรวมเสียงในการโหวตครั้งต่อไปให้เพียงพอ
ทางด้านความเคลื่อนไหวของ 8 พรรคการเมืองพันธมิตรนั้น ยืนยันจับมือ เดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันต่อไป ตามเอ็มโอยูที่ได้ร่วมลงนามไว้ว่า จะสนับสนุน พิธาเป็นนายกรัฐมนตรี จนสุดความสามารถ
8 พรรคการเมือง ปีกตรงข้ามรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เรียกตัวเองว่า ฝ่ายประชาธิปไตย ชนะเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม โดยการนำของพรรคก้าวไกล ที่กวาดที่นั่ง ส.ส.สูงสุด 151 ที่นั่ง รวบรวมเสียง กระทั่งกลายเป็นฝ่ายเสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎร ที่ 312 ที่นั่ง จากจำนวนเก้าอี้ ส.ส.ทั้งหมด 500 ที่นั่ง มีความชอบธรรมทางการเมือง ได้สิทธิจัดตั้งรัฐบาล
แต่รัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นโดยคณะกรรมการซึ่งแต่งตั้งโดย คสช. เขียนบังคับใช้ในบทเฉพาะกาล 5 ปีแรก การเลือกนายกฯให้กระทำในที่ประชุมร่วม 2 สภา อันประกอบด้วย ส.ส. 500 คน และ ส.ว. 250 ที่นั่ง แต่งตั้งโดยกลไก คสช.
เกณฑ์การตัดสินคือ ใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่ของสองสภารวมกัน
ปัจจุบันคือ 375 เสียง
ฉะนั้นจึงแค่ชนะเลือกตั้ง มีความชอบธรรมในฐานะเสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎรอย่างเดียวไม่พอ
หากแต่ยังต้อง ชอบธรรมตามกติกาอีกด้วย เหตุนี้นี่เอง ทำให้พิธา พ่ายโหวตรอบแรก
เสียงในสภาล่างนั้น เป็นไปตามวิถีทางประชาธิปไตย นั่นคือ มีฝ่ายเสียงข้างมาก 8 พรรค และอีกฝั่งเป็นเสียงข้างน้อย
เสียงจากฝ่ายหลัง อันประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย พลังประชารัฐ รวมไทยสร้างชาติ เป็นอาทิ ที่ไม่โหวตให้ความเห็นชอบพิธา เป็นนายกฯ ถือเป็นเรื่องปกติในทางการเมือง
แต่ที่เป็นคำถามคือเสียงจาก ส.ว. ที่ใช้สิทธิ งดออกเสียง ลาประชุม ไม่ลงมติ และโหวตไม่เห็นชอบ ล้วนแต่สวนทาง ความต้องการของประชาชน
ที่ได้ตัดสินผ่านเครื่องมือการเลือกตั้ง
อย่างไรก็ตาม หากดูที่มาของ ส.ว.ซึ่งไม่ยึดโยงกับประชาชน ก็ไม่แปลก เนื่องจากเป็นอีกผลิตผลของอำนาจพิเศษ
ย่อมไม่อยากให้ใคร มาสืบทอดอำนาจ
‘พิธา’ ร่วงนายกฯ ในการโหวตรอบแรก แต่ประกาศไม่ยอมแพ้ ขอแก้ตัวอีกครั้ง โดยไม่ยกเลิก เพิกถอน ลดเพดานนโยบายใดๆ ที่พรรคการเมืองฝ่ายตรงกันข้าม และ ส.ว.อ้างเป็นเงื่อนไขไม่โหวตให้
ไม่เพียงแต่ยืนกราน จุดยืนมั่นคง เชื่อถือได้
หากแต่ยัง ประกาศเดินหน้า ยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปิดสวิตช์ ส.ว. ทิ่มตรงชี้จุดปัญหาต้องทุบรื้อ ในยามหน้าสิ่วหน้าขวาน
ยกระดับการเผชิญหน้า ระหว่างก้าวไกล กับ ส.ว.
ลำพังโหวตรอบแรกไม่ผ่าน ครั้งที่สองใครต่อใครมองเสมอเป็นเพียงพิธีกรรม ให้ความชอบธรรมที่ชนะเลือกตั้งเท่านั้น เปอร์เซ็นต์ ก้าวข้ามเส้น 376 ลำบากยากยิ่ง
เมื่อผลโหวตครั้งที่ 1 ออกมาชัดเจน ยืนยันเป็นไปไม่ได้ ยิ่งเมื่อยกระดับการเผชิญหน้าก็ยิ่งทำให้ไม่มีทาง ส.ว. จะโหวตให้เด็ดขาด
ก้าวไกลก็รู้ มิได้อ่อนหัดการเมืองอย่างแน่นอน แต่คงคิด ทางยาวเกมนี้แม้เอาเข้าจริงแก้ไม่ได้ แต่ได้มากกว่าเสีย
จึงไม่สนใจไยดี เรื่องถูกเท ให้เป็นได้แค่ แคนดิเดต นายกรัฐมนตรี
ที่เป็นคำถามกระชั้นตามมา ก็คือเมื่อก้าวไกลเกมโอเวอร์ ในอนาคตอันใกล้นี้ รูปการณ์ของการจัดตั้งรัฐบาล จะเปลี่ยนสูตร พลิกโฉมอย่างไร
ประเด็นนี้ ตอบแบบกำปั้นทุบดิน คือเป็นไปได้ทุกทาง ออกได้ทุกหน้า
ทั้งนี้เนื่องจาก ไม่ว่าขั้ว 312 เสียง หรือปีก 188 เสียงก็ตาม ไม่มีฝั่งใดชนะเด็ดขาด แต้มถึง 375 ยังต้องพึ่งบริการ ส.ว. ที่เป็นเสียงตัวแปร
เพียงแต่ หากยึดตามความชอบธรรมทางการเมืองซึ่งเชื่อว่า ฝ่ายการเมืองคำนึงถึงเรื่องนี้ไม่มากก็น้อยนั้น ฝั่ง 8 พรรค ยังถือสิทธิ ความชอบธรรมนั้นอยู่ หากท้ายที่สุด โดยการนำของก้าวไกลไปต่อไม่ได้ พรรคเพื่อไทยย่อมมีความชอบธรรมที่จะขึ้นมานำตั้งรัฐบาลในฐานะ พรรคชนะเลือกตั้งอันดับสองรองจากก้าวไกล
แต่ก็อีกนั่นแหละ 8 พรรค ไม่ว่าใครนำใครตาม
เปลี่ยนพรรค เปลี่ยนตัวเล่นในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เสียงสะดุดหยุดอยู่กับที่แค่ 312
ไม่ถึง 375 ตั้งรัฐบาลไม่ได้อยู่ดี
ต้องหาเสียงสนับสนุนมาโปะเพิ่มอีก 63 เสียง โจทย์เดียวกับที่ชูพิธา นายกฯ ประเด็นก็คือ จะหาเสียงมาเพิ่มจากไหน
เนื่องจาก ส.ว. และ ส.ส. อีกฝั่ง ประกาศไม่ร่วมสังฆกรรม สนับสนุนขั้วการเมืองตั้งรัฐบาลที่มีพรรคก้าวไกลเป็นส่วนผสม กดดันเพื่อไทยทบทวน ปรับโครงสร้างพรรคร่วมรัฐบาล ล้างไพ่จัดสูตรใหม่
ท้ายที่สุด เพื่อไทยอาจต้องยอม สลัดทิ้งก้าวไกลพรรคร่วมอุดมการณ์ ไปเป็นฝ่ายค้าน
ไม่เช่นนั้นเดินต่อไม่ได้
หากสังเกต เสียงโหวตพิธา 13 กรกฎาคมที่ผ่านมาให้ดี จะเห็นได้ว่า มี 3 พรรคในอีกขั้ว ประกอบด้วย ภูมิใจไทย พลังประชารัฐ รวมไทยสร้างชาติ โหวต ‘ไม่เห็นชอบ’ ในทิศทางเดียวกัน คล้ายกับแพคแน่นจับมือกันมา
3 พรรคนี้ รวมกันมี 147 เสียง ภูมิใจไทย 71 พลังประชารัฐ 40 รวมไทยสร้างชาติ 36 ใกล้เคียงกับ ก้าวไกล 151 เสียง
เมื่อสลายขั้วจับมือข้ามฝ่าย ใช้สูตรไฮบริดตั้งรัฐบาล
จากเดิม 8 พรรค ปรับเป็น 10 พรรค เสียงลดลงจาก 312 เป็น 307 น้อยกว่าเดิม
แต่ที่เพิ่มเติมคือ เป็นการปลดล็อก ให้ ส.ว.ได้อ้างเป็นความชอบธรรม ที่จะโหวตให้ รัฐบาลเพื่อไทยสูตรเขย่าใหม่
เมื่อเงื่อนไขขวางไม่มี ประกอบกับสมาชิกวุฒิสภา จำนวนไม่น้อยใกล้ชิด เป็นกองหนุนชั้นดี ‘บิ๊กป้อม’ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ การเป็นตัวช่วย เติมเสียงให้กับรัฐบาลที่มีพลังประชารัฐร่วมหัวจมท้าย คงไม่เป็นเรื่องยากอีกต่อไป
เมื่อปรับสูตร กำแพง 375 ก็ทลายได้โดยง่าย
เมื่อเก้าอี้นายกฯหลุดมือก้าวไกล หล่นใส่เพื่อไทย
ที่ไม่น่าผิดจากนี้ คือเกมบีบ ให้เพื่อไทยต้องปรับโครงสร้าง พรรคร่วมใหม่ แลกกับ เสียงโหวตหนุน แคนดิเดตนายกฯเพื่อไทย เป็นนายกฯ
อีกสูตร ออกได้ พลิกอีกเลเวลคือ
เมื่อ ‘เพื่อไทย’ ตั้งไม่ได้ ต้องง้องอน ดึงอีก 3 พรรคข้ามขั้วร่วม ฝั่ง 3 พรรค ที่มีหัวเรือหลักคือบิ๊กป้อม
ผู้มีกองกำลัง ส.ว.ในมือ
อาจยื่นเงื่อนไข ขอเค้กชิ้นใหญ่ เนื่องจาก ตัวเลขล็อตใหญ่ในมือที่เห็น นับได้จริง รวมกับที่มองไม่เห็น มีมากกว่า
‘บิ๊กป้อม’ คว้านายกฯไปครอง
สูตรนี้อาจพร่องความชอบธรรมทางการเมืองบ้าง แต่เป็นไปได้เหมือนกัน
แวดวงการเมืองเขาฟันธง 2 สูตร ไม่มีก้าวไกลนี้
ไม่ออกสูตรหนึ่ง ก็สูตรใด แน่นอน

