สโมสรนิสิตรัฐศาสตร์ ส่งสารถึง ‘ส.ว.รุ่นพี่สิงห์ดำ’ กล้าหาญโหวตพิธา เสียสละเพื่อส่วนรวม
สืบเนื่องผลการโหวตนายกรัฐมนตรี คนที่ 30 ของประเทศไทย รอบแรก 13 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่ง นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลและแคนดิเดตนายกฯ ได้รับเสียงสนับสนุนจากที่ประชุมรัฐสภา (ส.ส.และ ส.ว.) ไม่เพียงพอ จากนโยบายแก้ไข ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดย 324 เสียงในที่ประชุมเห็นชอบ แต่ยังขาดอีก 52 เสียงเพื่อให้เกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา หรือ 376 เสียง ท่ามกลางกระแสประณาม วิพากษ์วิจารณ์ ส.ว.และ กกต.โดยประชาชนในโลกโซเชียล ซึ่งจะมีการนัดชุมนุมจับตาการโหวตนายกฯ รอบที่ 2 ในวันที่ 19 ก.ค.นี้ ด้วยนั้น
เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม สโมสรนิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยแพร่แถลงการณ์ เรื่อง เรียกร้องให้วุฒิสมาชิกยอมรับมติจากการเลือกตั้งของประชาชน ลงวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ.2566 โดยแถลงการณ์ดังกล่าวมีเนื้อหา ดังนี้
ตามที่ได้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป ในวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ.2566 และคณะกรรมการการเลือกตั้งได้รับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการแล้ว ปรากฏว่า พรรคที่ได้รับการเลือกตั้ง
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นอันดับที่ 1 คือ พรรคก้าวไกล จำนวน 151 ที่นั่ง ซึ่งได้เสนอชื่อนายกรัฐมนตรี คือ นายพิธา สิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล โดยภายหลังการเลือกตั้งปรากฏว่าพรรคก้าวไกลสามารถรวบรวมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรเพื่อจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับ 7 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชาติ พรรคไทยสร้างไทย พรรคเพื่อไทรวมพลัง พรรคเสรีรวมไทย พรรคเป็นธรรม และพรรคพลังสังคมใหม่ รวมทั้งสิ้น 312 ที่นั่ง
อย่างไรก็ตามผลจากการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในวันที่ 13 กรกฎาคม 2566 ไม่ได้เป็นไปอย่างสอดคล้องกับผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการรวบรวมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรเพื่อจัดตั้งรัฐบาล เนื่องจาก นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ไม่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 30 ของประเทศไทย โดยปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่งคือแม้จะได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง 311 เสียง จาก 500 เสียง แต่กลับได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสมาชิกที่มาจากการแต่งตั้งเพียง 13 เสียง จาก 250 เสียง ส่งผลให้ผลของการลงมติให้ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้รับความเห็นชอบ 324 เสียง ไม่เห็นชอบ 182 เสียงและงดออกเสียง 199 เสียง เป็นอันว่าไม่ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐสภา
ทั้งนี้ประธานรัฐสภาได้มีคำสั่งให้นัดประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 2 เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งต่อไป ในวันที่ 19 กรกฎาคม 2566
สโมสรนิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงขอเรียกร้องให้วุฒิสมาชิก 250 คน ยอมรับมติจากการเลือกตั้งของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยในการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่สะท้อนผ่านผลการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ผ่านมา ด้วยการลงมตีให้ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้ถูกเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อรักษาธรรมเนียมการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของไทยที่ว่าพรรค การเลือกตั้งเป็นอันดับหนึ่ง สมควรเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล และมีสิทธิในการรวบรวมเสียงสนับสนุนเป็นพรรคแรก เพราะถือเป็นพรรคการเมืองซึ่งได้รับฉันทานุมัติของประชาชนในการจัดตั้งรัฐบาลอันสะท้อนจากผลการเลือกตั้ง
อีกทั้งขอวุฒิสมาชิกที่เป็นนิสิตเก่าคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ดำเนินการพิจารณาเคารพซึ่งเจตจำนงของประชาชนและส่วนรวม อันสอดคล้องตามหลักที่ว่า “ก้าวแรกสู่คณะรัฐศาสตร์ ก้าวต่อไปสู่การเสียสละเพื่อส่วนรวม” ด้วยความคาดหวังว่ารุ่นพี่สิงห์ดำจะเข้าใจและเล็งเห็นถึงความสำคัญและประโยชน์ในการธำรงรักษาประชาธิปไตยของไทยให้เข้มแข็งและมั่นคง โดยนิสิตรัฐศาสตร์ในปัจจุบัน เชื่อมั่นในความกล้าหาญที่วุฒิสมาชิกจะทำหน้าที่ในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีอย่างสอดคล้องตามเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง
สโมสรนิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
15 กรกฎาคม 2566


