สถานการณ์ ของพรรคก้าวไกล และ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ขณะนี้ถูกบีบให้เดิน “ทางแคบ” มากยิ่งขึ้นทุกที
และการบีบนั้น ดำเนินไปอย่าง “รุนแรง”
นอกสภามีการตั้งเรื่องผ่านคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) และศาลรัฐธรรมนูญ มิใช่แค่เรื่องเฉพาะบุคคลคือนายพิธา ที่จะมีปัญหาเรื่องคุณสมบัติ การเป็น ส.ส.เท่านั้น
หากแต่ ยังมี “หัวเชื้อ” ที่จะลากลามไปถึงคุณสมบัติของ ส.ส.พรรคก้าวไกลทั้งพรรค รวมถึงอาจมีประเด็นไกลไปถึงการยุบพรรคก้าวไกลด้วย
ส่วนในสภาชัดเจนว่า ไม่เพียงจะสะกัดไม่ให้นายพิธา เป็นนายกฯเท่านั้น
หากแต่มีการรุมสร้างภาพ ให้พรรคก้าวไกล เป็นพรรคอันตราย
จะปล่อยให้เป็นรัฐบาลไม่ได้เด็ดขาด
ต้องถูกกันให้ไปเป็นฝ่ายค้านสถานเดียว
ซึ่งตรงนี้ ไม่ได้มีผลสะเทือนเฉพาะพรรคก้าวไกลเท่านั้น หากแต่เป็นการตอกลิ่มเข้าไปยังกลุ่ม 8 พรรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสัมพันธ์ ระหว่างพรรคก้าวไกล กับพรรคเพื่อไทยด้วย
เพราะหากยัง “มัด” กันต่อไปก็จะเผชิญการต่อต้านอย่างรุนแรงเช่นเดิม
พรรคเพื่อไทยจึงต้องถูกกดดันให้ตัดสินใจทางการเมืองเพื่อประโยชน์ของพรรคเช่นกัน
ซึ่งไม่ว่าจะออกแนวไหน กลุ่มพรรคการเมืองในแนวเสรีนิยม ที่ถูกคาดหวังว่าจะมาสร้างความหวังใหม่ หลังการเมืองไทยตกอยู่ภายใต้การนำของฝ่ายอนุรักษนิยมมาร่วมทศวรรษ ย่อมสั่นสะเทือน
และเผลอๆ อาจจะต้องกลายไปเป็น คู่แข่ง หรือ ศัตรูทางการเมือง เลยก็ได้
นี่จึงเป็นความพลิกผันของกลุ่มพรรคการเมือง ที่ประชาชนแสดงเจตนารมณ์สนับสนุนผ่านการเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม ที่ถูกรุกให้เข้ามุม
ด้วยฝ่ายอนุรักษนิยม ใช้วิธีการทั้งนอกหีบ ในหีบ และใต้หีบ เพื่อที่จะ สะกัด จำกัด และ ขจัด ฝ่ายเสรีนิยม อย่างเต็มที่
จะมีค่าใช้จ่ายสูงแค่ไหน ก็พร้อมจ่าย
จึงทำให้สามารถรุกไล่ นายพิธาและพรรคก้าวไกล อย่างที่เห็น
ด้วยภาวะดังกล่าว ทำให้พรรคก้าวไกลและนายพิธา ไม่มีทางเลือกนัก
อาจต้องไปพึ่งจุดแข็งที่ยังพอมีอยู่คือ “มวลชน” ที่สนับสนุน
โดยหวังว่าคะแนนเสียงที่ให้ฉันทานุมัติมา 14 ล้านเสียง จะเป็น ผนังทองแดง กำแพงเหล็ก ให้
ซึ่ง หากมี มวลมหาประชาชนออกแสดงเจตนารมณ์มากๆ และเป็นเอกภาพ
แน่นอน ย่อมทำให้ฝ่ายอนุรักษนิยมต้องฟัง และมิอาจใช้วิธีการ นอกหีบ ในหีบ และใต้หีบ ได้โดยอำเภอใจ
แต่กระนั้นการใช้ “มวลชน” ออกมาสนับสนุน และกดดันคืนไปยังฝ่ายอนุรักษ์ ก็ต้องระมัดระวังอย่างสูง
เพราะอาจกลายเป็น “มุมกลับ” ที่ฝ่ายอนุรักษนิยม อาจนำมาย้อนว่า พรรคก้าวไกล “ถอยไม่เป็น” อย่างที่หัวหน้าพรรคประกาศ เนื่องจากนำการเมืองจากระบบสภาลงไปสู่ท้องถนน
ซึ่งหากมีเหตุอันไม่พึงประสงค์ เกิดความรุนแรงขึ้นทั้งโดยอุบัติเหตุ หรือมีผู้จงใจทำให้เกิด ซึ่งตอนนี้มี “เชื้อเพลิง” ชั้นดีถูกวางไว้เต็มไปหมด อันเนื่องมากจากเรื่องการแก้ไขมาตรา 112
นิ้วที่จะชี้มายังพรรคก้าวไกล ว่าเป็นต้นเหตุ ก็เป็นไปได้สูง
ขณะเดียวกันอาจจะเป็นข้ออ้าง ของฝ่ายอนุรักษนิยม ที่จะเข้ามายึดกุมการนำการใช้อำนาจ เหนือผลการเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม ได้
นี่จึงเป็นสิ่งที่พรรคก้าวไกล ต้องระมัดระวัง การขับเคลื่อนทางการเมืองควรรอบคอบ แม้ว่ามันจะย้อนแย้งกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นด้วยมันบีบคั้นให้ไปเดินบนทางแคบจนแทบจะไม่มีทางเลือก
แต่กระนั้น หากตีบตัน ก็ยังมีทางเลือก
คือการออกไปยืนทำงาน ในฐานะฝ่ายค้าน
บ่มเพาะมวลชน อย่างมีความหวังว่าจะเพิ่มปริมาณมวลชนให้มากขึ้น และมาร่วมเดินเคียงข้างต่อสู้ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างราบรื่น
แน่นอนย่อมเป็นทางแคบอันยาวไกล ท้าทายความอดทนยิ่ง
สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

