สถานีคิดเลขที่ 12 : ‘สนามรบทางการเมือง’ ที่ไม่เหมือนเดิม
บางคนเตือนฝ่ายถือครองอำนาจรัฐที่กำลังเดินเกมสกัด พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และ “พรรคก้าวไกล” ทั้งด้วยกระบวนการภายในรัฐสภาตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญอันผิดเพี้ยน และมาตรการนิติสงครามอื่นๆ ผ่านองค์กรอิสระต่างๆ ว่า การกระทำแบบเดิม (ที่เคยทำกับพรรคไทยรักไทย-พลังประชาชน-ไทยรักษาชาติ-อนาคตใหม่) จะให้ผลลัพธ์ไม่เหมือนเดิม
เอาเข้าจริง ยังไม่มีใครสามารถคาดเดา “ผลลัพธ์” ของการขัดขวาง “พิธา-ก้าวไกล” ได้อย่างแน่ชัด
“ผลลัพธ์” ที่ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่การยึดเก้าอี้นายกฯ ไปจากพิธา และการลงโทษสั่งสอน (ยุบ) พรรคก้าวไกล
หากเป็น “ผลลัพธ์” ที่หมายถึงรูปแบบความสัมพันธ์ทางอำนาจของสังคมการเมืองไทยในอีกไม่กี่ปีหรือหลายปีข้างหน้า
แต่ที่หลายฝ่ายตระหนักตรงกัน ก็คือ มีเงื่อนไขใหม่ๆ ที่จะแปรเปลี่ยนให้ “ผลลัพธ์ของการปะทะทางการเมือง” รอบนี้ มิได้เคลื่อนไปซ้ำรอยเดิมของเมื่อ 1-2 ทศวรรษก่อน
เงื่อนไขใหญ่ข้อแรกที่ควรคำนึงถึง คือ คำถามว่านอกจากพรรคก้าวไกลแล้ว รัฐไทยกำลังต่อสู้อยู่กับใคร?
คำตอบ คือ รัฐไทยกำลังสู้อยู่กับคนชั้นกลางจำนวนมาก ในกรุงเทพฯ เมืองใหญ่ และเมืองใหม่ทั่วประเทศ
ที่ผ่านมา ฝ่ายถือครองอำนาจรัฐนั้นคุ้นชินกับการมีคนชั้นกลางกรุงเทพฯ เป็นพันธมิตรหลักทางการเมือง และเป็นฝ่ายผลิตซ้ำอุดมการณ์อันทรงพลานุภาพอยู่เสมอ
จากกระแส “ต้านทักษิณ” ปลายทศวรรษ 2540 ถึงสงครามเสื้อสีช่วงทศวรรษ 2550
ทว่า การก่อกำเนิดขึ้นของพรรคอนาคตใหม่-ก้าวไกล กลับสามารถดึงดูดแรงสนับสนุนของคนชั้นกลางไปได้มากอย่างน่าเหลือเชื่อ
ผลคะแนนเลือกตั้งทั่วไปสองครั้งหลังยืนยันเรื่องนี้ได้ดี ปฏิกิริยาล้นหลามในโลกออนไลน์และการรวมตัวของมวลชนในพื้นที่สาธารณะ ที่ออกมาให้กำลังใจพิธา ยืนยันเรื่องนี้ได้อย่างหนักแน่น
หมายความว่าคนชั้นกลาง (ที่มีการเปลี่ยนรุ่น) ได้พลิกกลับจุดยืนของพวกตน จากการเป็นฝ่ายต่อต้านการเลือกตั้งอย่างแข็งขัน มาเป็นฝ่ายสนับสนุนกระบวนการประชาธิปไตยอย่างกระตือรือร้น
คนชั้นกลางไทยเคยต่อสู้กับรัฐไทยมาสองหนใหญ่ คือ ในเดือนตุลาคม 2516 กับพฤษภาคม 2535
ผลลงเอยด้วยการที่คนชั้นกลางเป็นฝ่ายชนะ ขณะที่ผู้ถือครองอำนาจรัฐต้องหาทางประนีประนอม และบางส่วน เช่น กองทัพ ต้องยอมถอยกลับไปสู่การไร้บทบาททางการเมือง
การพยายามขัดฝืน-แทรกแซงผลการเลือกตั้งครั้งนี้ ที่คนชั้นกลางมีส่วนร่วมสำคัญในชัยชนะของพรรคก้าวไกล จึงมิใช่ภารกิจที่ง่ายของรัฐไทย
อีกทั้งยังเป็นเรื่องยากที่อำนาจรัฐจะกดปราบคนชั้นกลางให้สงบเงียบราบคาบ เหมือนที่เคยกดหัวเด็กๆ หรือเคยกดขี่ชาวบ้านคนเสื้อแดงต่างจังหวัดมาก่อน
อีกเงื่อนไขที่ไม่ควรมองข้าม คือ จากปลายทศวรรษ 2540 ถึงปลายทศวรรษ 2550 อำนาจรัฐที่ขัดขืนต่อกระแสประชาธิปไตย กับอำนาจนำทางสังคม-วัฒนธรรมที่กำกับ-เผยแพร่โดยคนชั้นกลาง มักเป็นอำนาจคู่ขนานที่ดำเนินไปอย่างสอดคล้องกัน
อย่างไรก็ดี ราว 3-4 ปีมานี้ สภาพการณ์กลับไม่เหมือนเดิม เมื่อจุดยืนทางการเมืองของคนชั้นกลางเปลี่ยน ทิศทางการกำกับ-เผยแพร่อำนาจนำทางสังคม-วัฒนธรรมก็หันเห กระทั่งกลายเป็นแหล่งต่อต้าน-ตั้งคำถาม-ทำลายความชอบธรรมของอำนาจรัฐอย่างแหลมคม
ฝ่ายถือครองอำนาจรัฐจึงกำลังเดินลงสนามรบทางการเมือง โดยขาดรากฐานทางสังคม-วัฒนธรรมมารองรับ (มิเช่นนั้น คงมีคน “รับฟัง” ส.ส.-ส.ว. ที่อภิปรายโจมตีพิธา-ก้าวไกล เรื่อง ม.112 มากกว่านี้)
แม้จะพอเข้าใจว่า สิ่งที่เครือข่ายผู้ถือครองอำนาจรัฐกำลังทำกันอยู่ คือ หนึ่งใน “ทางเลือก” ไม่กี่ทาง ที่ดู “สมเหตุสมผล” สำหรับพวกเขา
แต่นี่ก็เป็นทางเลือกที่สุ่มเสี่ยงมาก และเหลือแนวร่วม-ความชอบธรรมน้อยลงทุกที
ปราปต์ บุนปาน

