หลังที่ประชุมรัฐสภามีมติเมื่อ 13 กรกฎาคม ไม่เห็นชอบให้ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกลและแคนดิเดตนายกฯ เป็นนายกฯ โดยได้รับความเห็นชอบ 324 เสียง ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของ 2 สภาคือ 375 โดยมี ส.ส.และ ส.ส.ขั้วตรงข้ามโหวตไม่เห็นชอบและงดออกเสียง รวม 193 เสียง รวมทั้งมี ส.ว.ที่ลาและไม่ร่วมโหวตอีก 43 คน โดยมี ส.ว.เพียง 13 คนที่โหวตเห็นชอบ
มีปรากฏการณ์มากมาย ทั้งออฟไลน์ ที่นัดชุมนุมเปิดเวทีปราศรัยโจมตี ส.ว. แต่ที่ดุเดือดร้อนแรงคือในโลกออนไลน์ โพสต์กันรัวๆ ถล่ม ส.ว.เละ ยิ่งกว่านั้นบรรดาร้านค้าต่างๆ ประกาศเป็นเขตปลอด ส.ว.และลูกหลาน ไม่ให้เข้าร้าน
อีกทั้งยังออกมาแฉธุรกิจต่างๆ ของบรรดา ส.ว.ที่โหวตขวาง “พิธา” เพื่อชวนกันแบนไม่ไปใช้บริการ
เป็นการแสดงออกให้เห็นถึงความไม่พอใจอย่างยิ่งที่ ส.ว.ซึ่งมาจากการแต่งตั้ง แต่กลับมีเสียงดังกว่าประชาชนที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งให้พรรคก้าวไกลได้ ส.ส.มากเป็นอันดับ 1 และรวมเสียงข้างมาก 8 พรรค 312 ส.ส.ซึ่งมีสิทธิเต็มเปี่ยมที่ “พิธา” ในฐานะหัวหน้าพรรคก้าวไกลและแคนดิเดตนายกฯ จะได้เป็นนายกฯตามเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน
เป็นเสียงสะท้อนให้ ส.ว.ได้สำเหนียกถึงการลงคะแนนดังกล่าว และหวังลุ้นให้การโหวตรอบ 2 วันที่ 19 กรกฎาคมนี้จะเปลี่ยนใจ แม้จะยากเย็นก็ตาม
ขณะที่พรรคก้าวไกลก็เติมเชื้อฟืนใส่ ส.ว.เพิ่ม ด้วยการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 เพื่อปิดสวิตช์ไม่ให้มาออกเสียงโหวตนายกฯ
แม้จะรู้ว่ายากกว่าการโหวตนายกฯ เพราะต้องใช้เสียง ส.ว. 1 ใน 3 หรือ 84 คนในการโหวต แต่ก็เป็นการเพิ่มวาระร้อนให้ประชาชนมีประเด็นถล่ม ส.ว.อีก
อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 19 กรกฎาคมนี้ การโหวตเลือกนายกฯรอบ 2 นี้ “พิธา” จะเจอแนวรบที่ยากกว่าครั้งแรก
นั่นคือ ส.ว.จ่องัดเอาข้อบังคับการประชุมรัฐสภาข้อที่ 41 ที่ระบุว่า “ญัตติใดซึ่งตกไปแล้ว ห้ามนำญัตติซึ่งมีหลักการเดียวกันขึ้นเสนออีกในสมัยประชุมเดียวกัน เว้นแต่ญัตติซึ่งยังไม่มีการลงมติหรือญัตติที่ประธานสภาอนุญาต ในเมื่อพิจารณาเห็นว่าเหตุการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป”
คาดกันว่าเมื่อเปิดประชุมบรรดา ส.ว.ตัวตึงจะหยิบยกขึ้นมาหารือ และคงมีการอภิปรายกันยืดเยื้อว่าจะใช้ข้อบังคับที่ 41 มาใช้หรือไม่
ถึงกระนั้นหาก ส.ว.ยอมให้เสนอชื่อ “พิธา” ซ้ำและโหวตอีกครั้ง ก็เป็นเรื่องที่ยากมากในเวลาไม่กี่วัน พรรคก้าวไกลจะหาเสียงมาสนับสนุนให้ได้ถึง 375 หรือ ส.ว.จะสำเหนียกเองที่จะเปลี่ยนใจมาโหวตหนุน
นอกจากนั้นวันที่ 19 กรกฎาคมเช่นกัน ยังมีประเด็นเชื่อมโยงกับการโหวตนายกฯ นั่นคือคดีเกี่ยวกับ “พิธา” และพรรคก้าวไกลในศาลรัฐธรรมนูญ
เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องของ นายธีรยุทธ สุวรรณเกษร ที่ขอให้วินิจฉัยว่าการกระทำของ “พิธา” และพรรคก้าวไกล ที่เสนอร่างแก้ไข มาตรา 112 และใช้เป็นนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้ง เข้าข่ายล้มล้างการปกครองตามมาตรา 49 วรรคหนึ่งหรือไม่ โดยศาลแจ้งให้ “พิธา” และพรรคก้าวไกล ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายใน 15 วัน
อีกคดี ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องทางธุรการ ที่ทาง กกต.ยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยสมาชิกภาพ ส.ส.ของ “พิธา” ว่าสิ้นสุดลงหรือไม่ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) กรณีถือหุ้นสื่อไอทีวี รวมทั้ง กกต.มีคำขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาสั่งให้ “พิธา” ยุติการปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.ไว้จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัยด้วย
ศาลรัฐธรรมนูญจะประชุมทุกวันพุธ ซึ่งก็ตรงกับวันที่ 19 กรกฎาคม หากศาลมีคำสั่งให้ “พิธา” หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวในวันดังกล่าว ก็จะทำให้การโหวตนายกฯของ “พิธา” ต้องหยุดไป
ดังนั้น การโหวตนายกฯรอบ 2 วันที่ 19 กรกฎาคม มิใช่เพียงแนวรบของ “พิธา” ไม่เปลี่ยนแปลง แต่ยังหนักหนากว่าเดิมที่จะสกัดทุกวิถีทางมิให้ “พิธา” ขึ้นเป็นนายกฯ
ขณะที่ “พิธา” ก็อ่านเกมออก โดยเผยแพร่คลิปวิดีโอว่า หากการโหวตนายกฯรอบ 2 ไม่ผ่านก็พร้อมเปิดโอกาสให้พรรคเพื่อไทย เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลของพรรคร่วมรัฐบาล 8 พรรค ภายใต้เอ็มโอยูที่ทำร่วมกันไว้ และ ส.ส.พรรคก้าวไกลทุกคนพร้อมสนับสนุนแคนดิเดตนายกฯของพรรคเพื่อไทย
เป็นการแก้เกมที่แม้ “พิธา” จะเจอขวางไม่ให้เป็นนายกฯ โดยยกให้พรรคเพื่อไทยเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯแทน ขณะที่พรรคก้าวไกลยังร่วมเป็นรัฐบาลอยู่
แต่แม้พรรคเพื่อไทยจะชื่อแคนดิเดตนายกฯแทน ไม่ว่าจะเป็น “อุ๊งอิ๊ง–แพทองธาร ชินวัตร” ไม่ว่าจะเป็น “เศรษฐา ทวีสิน” หรือ “ชัยเกษม นิติสิริ” โดยยังผนึก 8 พรรคเดิม ใช่ว่าจะฝ่าด่าน ส.ว.ได้ง่ายๆ เพราะมีตั้งธงไว้แล้วว่ารัฐบาลชุดใหม่ ต้องไม่มีพรรคก้าวไกลอยู่ในสมการ
หากปรับให้เพื่อไทยเป็นแกนนำเสนอชื่อนายกฯแทนแล้ว ยังไม่ผ่าน ก็จะเข้าสู่ภาวะเดดล็อก ต้องล้างไพ่กันใหม่ โดยดึง ส.ส.พรรคจากขั้วตรงข้ามมาช่วยอย่างพรรคภูมิใจไทยที่มี 71 เสียง ก็จะได้ 383 เสียงไม่ต้องง้อเสียงจาก ส.ว.
แต่ก็ยากเพราะพรรคก้าวไกลและพรรคภูมิใจไทย เคมีไม่ตรงกันและต่างกันคนละขั้ว ในเรื่องมาตรา 112 ที่พรรคก้าวไกลไม่อาจลดเพดานลงได้ ขณะที่พรรคภูมิใจไทยก็ประกาศไม่ร่วมกับพรรคที่ชูการแก้มาตรา 112
หากจะดึงพรรคพลังประชารัฐของ “ลุงป้อม–พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” ที่จะช่วยดึงเสียง ส.ว.มาสนับสนุนได้ ก็ขัดกับสเปกของพรรคก้าวไกลที่ประกาศไว้ “มีเราไม่มีลุง”
ขณะเดียวกัน หลัง “บิ๊กตู่–พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” วางมือและลาออกจากสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติแล้ว
มีกระแสข่าวว่า ส.ส.จากพรรครวมไทยสร้างชาติบางส่วน อาจหาข้ออ้างให้ถูกขับพ้นพรรคแล้วข้ามไปอยู่กับพรรคเพื่อไทย ทำให้พรรคเพื่อไทยมี ส.ส.มากเป็นอันดับหนึ่งแทนพรรคก้าวไกล เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และมีสิทธิที่จะเลือกพรรคไหนมาร่วมรัฐบาล
แน่นอนว่าเบื้องแรกยังมีพรรคก้าวไกลร่วมด้วย แต่หากยังไม่ผ่านด่าน ส.ว. ต้องดึงพรรคอื่นมา แต่ถ้าพรรคที่นำมาร่วมนั้นไม่อาจทำให้พรรคก้าวไกลยอมรับได้ ก็เป็นการบีบให้พรรคก้าวไกลถอนตัวออกไปเอง
แต่พรรคเพื่อไทยต้องแลกกับการเจอทัวร์ลงอย่างหนัก และจะจุดชนวนการชุมนุมที่ไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะรุนแรงแค่ไหน อีกทั้งยังเสี่ยงที่เลือกตั้งครั้งหน้าคะแนนนิยมจะลดหายไปอีก
ขณะที่พรรคก้าวไกล พร้อมอยู่แล้วที่จะเป็นฝ่ายค้าน คอยเตะตัดขารัฐบาล ตุนคะแนนเสียงเพิ่มในการเลือกตั้งครั้งหน้า ถ้าไม่ถูกวิชามารเล่นงานเสียก่อน
ดังนั้น วันที่ 19 กรกฎาคม เป็นอีกวันที่จะกำหนดฉากการเมืองใหม่ คงไม่อาจให้โหวตนายกฯไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงเดือนพฤษภาคมปีหน้าที่ ส.ว.จะหมดวาระไม่อาจร่วมโหวตเลือกนายกฯได้
เพราะเวลาที่ผ่านไปกับสุญญากาศนี้มีต้นทุนของประเทศมหาศาล จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีรัฐบาลใหม่โดยเร็วเข้ามาบริหาร เพื่อขับเคลื่อนประเทศต่อไปท่ามกลางวิกฤตปัญหาสารพัน ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมที่รอการแก้ไข

