หน้าแรก การเมือง เรืองไกร ขู่ ...

เรืองไกร ขู่ ยื่น ป.ป.ช.เช็กบิล ใครสนับสนุนโหวตพิธาชิงนายกฯ รอบสอง

17.07.23 | 12:21 น.

เรืองไกร ขู่ ยื่น ป.ป.ช.เช็กบิล ใครสนับสนุนโหวตพิธาชิงนายกฯ รอบสอง

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ที่รัฐสภา นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังยื่นหนังสือคัดค้าน ประเด็นที่จะมีการโหวตนายกรัฐมนตรีในวันที่ 19 กรกฎาคมนี้ว่า การเสนอชื่อผู้เป็นนายกฯเป็นญัตติ การจะเป็นญัตติหรือไม่ คนที่จะโหวตต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม โดยลักษณะต้องห้ามนั้นตนยึดตามข่าวของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) วันที่ 12 กรกฎาคม คณะกรรมการการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้เสนอคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้ว ใช้เวลาพิจารณา 2-3 วัน

เห็นว่า นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี มีลักษณะต้องห้าม ซึ่งถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์ หรือสื่อมวลชนจึงมีมติให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อเจ้าพนักงาน กกต.มีความเห็นแล้วการเสนอชื่อนายพิธา ในวันที่ 13 กรกฎาคม ก็ไม่ควรเสนอได้ วันที่ 19 กรกฎาคมถ้าจะเสนออีก พรรคสมาชิกจะต้องระมัดระวัง เพราะย้อนไปดูรัฐธรรมนูญมาตรา 88 กำหนดให้พรรคการเมืองที่ส่ง ส.ส.เขตแล้ว ถึงส่งบัญชีรายชื่อ และบัญชีนายกรัฐมนตรี ต่อ กกต. และผลการเลือกตั้งจะมาโหวตตามมาตรา 272 ได้นั้น ต้องมีคะแนนเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 คือ 25 คนขึ้นไป

นายเรืองไกรกล่าวต่อว่า เมื่อ กกต.มีความเห็นส่งศาลรัฐธรรมนูญ กรณีนายพิธา ซึ่งรอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าจะสิ้นสภาพ ส.ส.หรือไม่ แต่การสิ้นสภาพของบัญชีนายกรัฐมนตรี ไม่มีบทกฎหมายให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้นวันที่ 19 กรกฎาคมนี้ ต้องไม่เสนอชื่อแล้ว นี่จึงเป็นเหตุผลที่ตนมาวันนี้เพื่อให้มีเวลาพิจารณาอีก 2-3 วัน ตนจะตามดูต่อและพร้อมนำรายชื่อผู้ลงมติสนับสนุนเรื่องนี้ส่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต่อไป

นายเรืองไกรกล่าวว่า ส่วนประเด็นของนายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ที่มีการถือหุ้น Thai Food Network Tv, Inc. จำนวน 2 หมื่นหุ้น มูลค่า 3,096,000 บาท ได้มาเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2554 ระบุว่าเป็นของนายฟารุต ไทยเศรษฐ์ (บุตรชาย ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว) ในฐานะผู้จัดการมรดก ซึ่งคล้ายกันกับกรณีการถือหุ้นสื่อของนายพิธา ที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ นายเรืองไกรย้ำว่า จะตรวจสอบเรื่องนี้ต่อไป แต่เนื่องจากขณะนี้ความยังไม่ปรากฏ และยังมีหลักฐานไม่มากพอ และย้ำว่าตนตรวจแต่ยังหาข้อยุติไม่ได้ ซึ่งต่างจากกรณีของนายพิธา ที่หาวัตถุประสงค์ได้ แต่ของนายชาดา ตนหาชื่อบริษัทที่ถือหุ้นในกรมพัฒนาธุรกิจการค้าไม่พบ ทำให้ดูวัตถุประสงค์ยังไม่ได้ และดูรายชื่อบัญชีรายชื่อยังไม่ได้เช่นกัน

Advertisement

เมื่อถามว่า หากหาข้อมูลกรณีหุ้นนายชาดาพบแล้วจะยังตามต่อหรือไม่ นายเรืองไกรกล่าวว่า ต้องตามต่อ การจะกล่าวหาใคร ถ้าจะตรวจข้อเท็จจริง ต้องดูที่มาที่ไป ซึ่งตนย้อนไปดูนายชาดาเคยยื่นเรื่องหุ้นมาเมื่อปี 2562 แล้ว

เมื่อถามต่อว่า การโหวตชื่อนายพิธา เป็นนายกรัฐมนตรีรอบสอง ประธานรัฐสภาสามารถใช้อำนาจเสนอชื่อในการชี้ขาดได้หรือไม่ ตนเห็นว่าไม่ได้ จึงอ้างอำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 80 วรรค 4 ซึ่งต้องฟังกฎหมายของรัฐสภาเป็นหลัก