อดีตแกนนำ พธม. ลั่น นิติประหาร ยุคนี้หนักกว่า-ตั้งเป้าหมายทำลาย ก.ก. ตอกย้ำ ‘ชนชั้นนำ’ หวาดผวา เพราะเปิดเนื้อแท้พรรคนายทุน-ขรก.
เมื่อวันที่ 16 กรกฏาคมที่ผ่านมา นายอมร อมรรัตนานนท์ แกนนำแนวร่วมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ร่วมกิจกรรม แถลงการณ์วิพากษ์สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ซึ่งจัดขึ้นโดย คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา บริเวณสี่แยกคอกวัว เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร
ในตอนหนึ่ง นายอมรได้วิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ความว่า ขออนุญาตแสดงความคิดเห็นส่วนตัว ไม่ได้มาในฐานะองค์กรใด จะพูดถึงประสบการณ์และความเป็นตัวตนของตัวเอง ณ สถานที่แห่งนี้ เป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองเมื่อปี 2516 ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม
“ขณะนั้นผมเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เหตุการณ์นั้นเป็นเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่ของการเมืองไทยที่ทำให้คนหนุ่มสาวในยุคนั้นได้ตื่นตัวทางการเมืองมาปกป้องสิทธิเสรีภาพ เรียกร้องต้องการสิ่งที่เขามีความฝัน ระยะต้น 14 ตุลาคม ประชาชนไม่ได้เรียกร้องอะไรเลย เราต้องการแค่กฎหมายรัฐธรรมนูญ และความชอบธรรม ให้หลักประกันของคนเล็กคนน้อย เจตนารมณ์ 14 ตุลาคม ไม่ใช่เจตนารมณ์ของนิสิตนักศึกษาเท่านั้น แต่เป็นเจตนารมณ์ของชาวไร่ชาวนา หรือกรรมกรผู้ใช้แรงงาน อยู่ในชาวนา เจตนารมณ์นั้นคือต้องการความเป็นธรรม ต้องการสิทธิเสรีภาพ ต้องการความเสมอภาค ต้องการภราดรภาพ” นายอมรเผย

นายอมรกล่าวถึงช่วงเวลา ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองตั้งแต่ พ.ศ.2475 เป็นต้นมา โครงสร้างของสังคมไทยยังถูกผูกขาดอยู่กับอำนาจรัฐที่ถูกผูกขาดโดยคนไม่กี่กลุ่ม กลุ่มที่แข็งแกร่งมาก คือบรรดาพรรคข้าราชการ หรือระบบอำมาตยาธิปไตย ซึ่งสนับสนุน ส่งเสริมกระบวนการทุนที่เกิดขึ้นในประเทศไทย พัฒนามาตั้งแต่ตัวเล็กๆ อาจกล่าวได้ว่าประเทศไทยเรา เป็นประเทศทุนเต็มตัวและเป็นทุนนิยมผูกขาด เพราะฉะนั้น การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม ออกดอกผลในประชาธิปไตย จึงมีรากลงลึกในสังคมไทยด้วยระยะเวลาสั้นมาก จนถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม ปี 2519 กระบวนการที่กลุ่มผู้ถือครองอำนาจรัฐนั้นต้องการหยุดกระบวนการของประชาชนที่จะทำให้ประชาธิปไตยสมบูรณ์
“รัฐธรรมนูญปี 2518 ที่เกิดขึ้นจากเจตนารมณ์ของประชาชนได้ให้สิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างมาก ถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุดฉบับหนึ่ง ได้เปิดพื้นที่ในการก่อเกิดของพรรคการเมืองที่ไม่ได้ผูกขาดเฉพาะกลุ่มทุนในปัจจุบันเท่านั้น เหตุการณ์ปี 2518 เราได้เห็นพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย เราได้เห็นพรรคแนวร่วมสังคมนิยมแห่งประเทศไทย เราได้เห็นพรรคพลังใหม่ ซึ่งเกิดจากคนที่รักชาติรักประชาธิปไตย เป็นกระบวนการนิสิตนักศึกษาที่ร่วมกันก่อเกิด องค์กรทางการเมืองเพื่อต่อสู้และสถาปนาให้เกิดประชาธิปไตยอย่างแท้จริง แต่องค์กรเหล่านั้นถูกทำลายลงไป พร้อมกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม ทั้งที่นักศึกษาก็ตัดสินต่อสู้ด้วยอาวุธในระยะหนึ่ง”
นายอมรกล่าวต่อว่า ฉะนั้น เหตุการณ์ในวันนี้เป็นปรากฏการณ์ที่พิสูจน์ในทุกสังคมต้องตระหนักรู้ไว้ว่า บ้านเมืองเราจะถูกคลุมด้วยกลุ่มทุน และกลุ่มข้าราชการอย่างแข็งแกร่งและแข็งแรงมาก
“ฉะนั้น จะเห็นได้ว่ารัฐธรรมนูญทุกฉบับเนื้อหาสาระจะดีอย่างไรแค่ไหน แต่ที่สุดเมื่อเกิดความเห็นต่าง จะมีความเปลี่ยนแปลง พวกเขาก็ฉีกมันลงไปด้วยกระบวนการนิติสงคราม และไม่ใช่กระบวนการที่เพิ่งเกิดขึ้น ในวันนี้มันหนักกว่านิติสงคราม มันเป็นนิติประหาร หลังรัฐธรรมนูญปี’60 เราเห็นได้ชัดเลยว่ากลไกองค์กร ไม่ว่าจะเป็นองค์กรอิสระ หลายๆ ส่วนในวันนี้ ใช้บทบัญญัติทางนิติบัญญัติ หรือกฎหมาย กระทำการประหารคนที่เห็นต่าง ในสิ่งที่เราเห็นคือการจับกลุ่มต่างๆ และไม่ให้สิทธิประกันตัว เป็นเรื่องที่มันไม่ควรเกิดขึ้น และเป็นอะไรที่แปลกประหลาดมากในสังคมโลก
วันนี้จึงเป็นการตอกย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า กระบวนการเติบโตของพรรคหนุ่มสร้างเติบโตมาเป็นพรรคการเมือง ณ ปัจจุบันคือ พรรคก้าวไกล ซึ่งเป็นเป้าหมายในการทำลาย ของกลุ่มผู้มีอำนาจรัฐ พรรคนี้เกิดจากคนหนุ่มสาวที่เห็นถึงปัญหาที่หวังเปลี่ยนแปลงสังคม การนำเสนอนโยบายพรรคก้าวไกลในวันนี้ จึงมีความชัดเจนและลักษณะเด่นว่าอยากที่จะเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้าง ซึ่งการนำเสนอนโยบายเช่นนี้ทำให้กลุ่มพรรคการเมืองในประเทศไทยเกิดหวาดผวา เพราะว่าพรรคการเมืองแต่ละพรรคเกิดจากกลุ่มทุนทั้งหมด เนื้อแท้ของพรรคการเมืองในสังคมไทยเป็นพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนของทุน และมีส่วนสำคัญในการดำรงอยู่กับพรรคของข้าราชการ” นายอมรกล่าว


