สถานีคิดเลขที่ 12 : ปชต.ที่ไม่ไว้ใจ ปชช.

18.07.23 | 13:17 น.

การต่อต้าน นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกฯ และกำลังดำเนินการเพื่อยุบพรรคก้าวไกลด้วยข้อหาเสนอแก้ไขมาตรา 112 สะท้อนภาพความไม่ไว้วางใจประชาชนอย่างยิ่ง

แนวคิดที่ไม่ไว้วางใจประชาชนเป็นแนวคิดที่เป็นอันตรายต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย

เพราะประชาธิปไตยให้ความสำคัญต่อประชาชนดั่งที่ระบุว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน

เมื่อประชาชนแสดงเจตจำนงผ่านการเลือกตั้ง เสียงของประชาชนต้องมีความหมาย

แต่รัฐธรรมนูญปี 2560 กำหนดให้เสียงของ ส.ว. เหนือเสียงประชาชน ถือเป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่ไว้วางใจประชาชน

Advertisement

แต่บทบัญญัติที่ไม่ไว้วางใจประชาชน หากผู้ที่อยู่ในกลไกไม่เห็นด้วย บทบัญญัติเหล่านั้นก็ไร้ความหมาย

อาทิ การเลือกนายกรัฐมนตรีที่กำลังกลายเป็นความขัดแย้งในขณะนี้

การเลือกนายกรัฐมนตรี รัฐธรรมนูญกำหนดให้ ส.ส.และ ส.ว.ลงคะแนนเสียง

ส.ว.มาจากแต่งตั้งมี 250 คน เมื่อรวมกับ ส.ส. 500 คน มาจากการเลือกตั้ง มี 750 คน

หากต้องการให้นายพิธาเป็นนายกฯต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งคือ 376 เสียง

แต่การโหวตเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ได้เสียงสนับสนุน 324 เสียง คัดค้าน 182 ที่เหลืองดออกเสียง

หาก ส.ว.ไว้ใจประชาชน ผลการโหวตไม่ควรออกมาเช่นนี้

ประเด็นที่ ส.ว.ไม่ไว้ใจนายพิธาคือเรื่องแก้ไข ม.112 แต่นายพิธาและพรรคก้าวไกลมีเสียง ส.ส.แค่ 151 เสียง

การแก้ไข ม.112 ต้องใช้เสียง ส.ส.เกินกึ่งหนึ่งคือมากกว่า 250 เสียงในสภาผู้แทนฯ

ด้วยเสียงที่พรรคก้าวไกลมีอยู่ และถ้าไว้วางใจประชาชน ย่อมจะรู้ว่าการแก้ไข ม.112 ทำไม่ได้ง่ายๆ

เหมือนการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่พรรคเพื่อไทยเคยนำเสนอ และผลักดันเหมาเข่ง

เมื่อถึงเวลาที่ยังไม่เหมาะไม่ควร ประชาชนจะออกมาคัดค้าน กระทั่งต้องยุบสภา แต่เสียดายที่เหตุการณ์บานปลายเกิดการแทรกแซงจนมีการยึดอำนาจ

หลังการยึดอำนาจ ทุกอย่างดำเนินไปด้วยความหวาดระแวงประชาชน แม้แต่การร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 ก็กีดกันคำโต้แย้ง จับกุมคนเห็นต่าง

กระทั่งรัฐธรรมนูญที่ไม่ไว้วางใจประชาชนออกมาบังคับใช้

แต่แม้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญจะมีกลไกที่หักล้างเจตจำนงประชาชน ถ้า ส.ว.ไว้วางใจประชาชน แล้วผลักดันให้เจตจำนงประชาชนประสบผล เหตุการณ์วันที่ 13 กรกฎาคมคงจะไม่เกิด

เมื่อบทบัญญัติไม่ไว้วางใจประชาชน และมติของ ส.ว.ก็ไม่ไว้วางใจประชาชน

วันนี้ประชาชนจึงหวาดระแวงต่อรัฐสภา

พรรคก้าวไกลกำลังถูกกีดกัน วุฒิสภานั้นถูกโลกโซเชียลแอนตี้ ขณะที่พรรคเพื่อไทยกำลังกลายเป็นเหยื่อรายต่อไป

เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นหลังวันที่ 13 กรกฎาคมเป็นแค่การเริ่มต้น หากความไม่วางใจประชาชนดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ความหวาดระแวงระหว่างรัฐสภากับประชาชนจะมีมากขึ้น

รอยแผลในใจประชาชนที่มีต่อรัฐบาลชุดใหม่จะดำรงอยู่

ทุกอย่างจะแก้ไขได้ ถ้า ส.ส.และ ส.ว. หันกลับมาไว้วางใจประชาชน เชื่อในการตัดสินใจของประชาชน

ถ้ายังดันทุรังไม่ไว้วางใจประชาชนกันอีก รัฐบาลชุดต่อไปจะบริหารงานบนเสียงสาปแช่ง

ประชาธิปไตยไทยก็จะยืนอยู่บนหลักการแปลกๆ

เป็นประชาธิปไตยที่ยืนอยู่บนความไม่ไว้วางใจประชาชน

นฤตย์ เสกธีระ