จับสัญญาณ-สมการใหม่ ‘พิธา’ วืด- ‘เพื่อไทย’ นำ

18.07.23 | 11:50 น.

หมายเหตุนักวิชาการประเมินสถานการณ์การจัดตั้งรัฐบาล 8 พรรคการเมืองที่ร่วมเอ็มโอยูจะเดินหน้าต่อไปได้หรือไม่ โอกาสที่พรรคก้าวไกลจะไปเป็นพรรคฝ่ายค้านแทนหากนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ไม่ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐสภาให้เป็นนายกรัฐมนตรีในการโหวตรอบที่ 2 วันที่ 19 กรกฎาคม

วันวิชิต บุญโปร่ง
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

วันวิชิต บุญโปร่ง

สถานการณ์ที่หลายฝ่ายวิเคราะห์ว่าการเดินทางของพรรคก้าวไกลกำลังจะไปถึงจุดตรงนั้น แต่พรรคก้าวไกลก็พยายามสู้ทุกวิถีทาง สู้สุดชีวิต สุดกำลัง ตลอดจนบรรดาผู้คน นักวิเคราะห์ทางการเมือง ก็ไม่อยากให้บรรยากาศไปสู่ฉากทัศน์ที่เลวร้าย นั่นหมายความว่าพรรคการเมือง 8 พรรคที่ประชาชนเลือกมาตัวเลขกลมๆ 26 ล้านเสียง ไม่ได้รับความเคารพเท่าที่ควร อันหมายถึงว่าวุฒิสมาชิกสามารถกำหนดชะตากรรมประเทศเพื่อบังคับให้เกมเปลี่ยนได้

ตรงนี้หลายคนมองว่านายกรัฐมนตรีอาจจะเป็น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เส้นทางก็ไม่ง่าย และหลายคนไม่ต้องการให้บรรยากาศเป็นเช่นนั้น เพราะภาวะการเมืองบ้านเราจะเข้าสู่ภาวะวิกฤตทันที คำกล่าวที่ว่า พล.อ.ประวิตรจะมาเป็นฟันเฟืองของการก้าวข้ามความขัดแย้ง ส่วนตัวมองว่าเป็นการก้าวเข้าความขัดแย้งมากกว่า ฉะนั้น สิ่งที่พรรคก้าวไกลพยายามทำหลายคนอาจมองว่าเป็นการยื้อ ประวิงเวลา หรือซื้อเวลา เพราะรู้ว่าโอกาสที่จะได้รับชัยชนะไม่มี เพียงแต่ผู้คนมองว่านี่คือการสะกดอารมณ์ทางการเมือง ว่าใครเล่นเกมอึดและอดทนกับสภาวะเสียดทานทางการเมืองได้มากกว่ากัน

ทั้งหลายทั้งปวง ในวันประชุมที่ 19 กรกฎาคมนี้ สมาชิกรัฐสภาบางส่วนอาจจะยกมือทักท้วง หรือขอความคิดเห็นว่าการบรรจุชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี กระทำอีกครั้งได้หรือไม่ หากทำไม่ได้มันอาจจะเป็นข้อพิสูจน์สเต็ปถัดไป สมมุติว่า 8 พรรคเปลี่ยนเกมเล่น เปลี่ยนแคนดิเดตใหม่จากพรรคเพื่อไทยไปยังนายเศรษฐา ทวีสิน และถ้าสมมุติว่ากระบวนการแบบเดียวกันนี้นายเศรษฐาโหวตอีกและเสียงก็ไปไม่ถึงอีก นั่นเท่ากับว่าเข้าเกณฑ์ภาวะกับดักที่ถูกวางไว้ล่วงหน้าแล้ว

Advertisement

ทั้งนายพิธาและนายเศรษฐาถูกเกมหลอกว่าเสนอได้ครั้งเดียว แล้วเกมถัดไปก็เป็นบุคคลที่วุฒิสมาชิกซึ่งมีนายกรัฐมนตรีวางไว้ในดวงใจเรียบร้อยแล้ว นั่นคือภาวะวิกฤตทางการเมืองที่จะเกิดขึ้น คิดว่าสิ่งนี้คือการยื้อ ทอดเวลาเพื่อให้สังคมได้เห็น ได้ติดตามวิกฤตทางการเมือง โดยพรรคก้าวไกลพยายามจะเดินตามกติกามาตลอด แต่ถูกสมาชิกวุฒิสภา 250 คน พยายามกดดันและแยกพรรคก้าวไกล โดดเดี่ยวก้าวไกลให้ไปเป็นฝ่ายค้านเพียงลำพัง ด้วยการเพิ่มข้ออ้างและข้อกล่าวหามากขึ้นเรื่อยๆ

ในแง่ความเป็นจริง หากวันหนึ่งมีการเปลี่ยนเกม เปลี่ยนไพ่เล่น ก้าวไกลไปต่อไม่ได้จริงๆ แล้วพรรคเพื่อไทยขึ้นมาเป็นแกนนำ โดยที่ยังผูกมัด 8 พรรคไว้ ในโลกความเป็นจริงของคนเป็นนายกฯ ถ้าวุฒิสมาชิกจะเอาเป็นข้ออ้างว่าการมีก้าวไกลอยู่พรรคร่วมรัฐบาลจะไม่โหวตให้ เพราะกังวลเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 คิดว่าเป็นการรุกจนทำให้พรรคก้าวไกลจนตรอก และเป็นการทำให้ภาคประชาชนมองเห็นว่าเป็นการรังแก ทำเกินเลยจนเกินไป

สมมุติตัวแทนจากพรรคเพื่อไทยเป็นนายกรัฐมนตรี สามารถควบคุมและยับยั้งบางนโยบายของพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลได้ที่เห็นว่ายังไม่เหมาะสม ย้อนดูง่ายๆ ในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดูกลยุทธ์การตัดแข้งตัดขาและการผลักดันนโยบายกัญชาของพรรคภูมิใจไทยเป็นอย่างไร ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ดังนั้น ถ้าจะเอาข้ออ้างว่าพรรคก้าวไกลไม่เหมาะสมที่จะอยู่ร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย หากไม่สลับขั้วหรือไม่ผลักก้าวไกลออกมา ก็เป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น เป็นการกล่าวโจมตีที่เกินเลยไปสักหน่อย

ถ้าวันที่ 19 กรกฎาคม ชื่อนายพิธายังถูกบรรจุ ได้รับการโหวตอีกครั้ง หากเสียงน้อยกว่า 324 เสียง รวมวุฒิสมาชิกทั้ง 13 ท่านที่กล้าหาญโหวตให้เมื่อครั้งก่อนแล้ว เสียงได้เท่าเดิม หรือน้อยกว่าเดิมก็เท่ากับว่าปิดประตูตาย แต่ถ้าเสียงนายพิธาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพิ่มขึ้นจากเดิมสัก 30 เสียง อาจมีกำลังใจ หรือมีเหตุผลในการสร้างความชอบธรรมในการเข้าสู่บรรยากาศการขอรับโอกาสให้โหวตเลือกต่อไปก็เป็นได้ ดังนั้น ก็อยู่ที่การประสาน หรือการเจรจา และท่าทีของพรรคก้าวไกลเป็นสำคัญด้วยเช่นกัน

ส่วนประเด็น ม.272 สามารถดำเนินการควบคู่ไปด้วยกันได้ คิดว่า ณ ขณะนี้หลายคนบอกว่า ม.272 อย่างไรก็ไม่ประสบความสำเร็จอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าพยายามจะเปลือยธาตุแท้ หรือจริตของวุฒิสมาชิกในการแสดงออกความคิดเห็นทางการเมือง เป็นการทดสอบว่าวุฒิสมาชิกกับวุฒิภาวะทางการเมืองไม่ได้ไปด้วยกัน คิดว่าก้าวไกลเล่นเกมตรงนี้อย่างแน่นอน เพื่อจะลดความชอบธรรมและความน่าเชื่อถือของวุฒิสมาชิก ซึ่งเห็นอยู่ว่าวุฒิสมาชิกมีท่าทีต่อต้าน เสมือนว่ามีวาระซ่อนเร้นทางการเมืองสูง แล้วกำหนดทิศทาง ฉากทัศน์ทางการเมืองไทยว่าต้องไม่มีก้าวไกลเท่านั้นถึงจะยินดีโหวตให้ ซึ่งแน่นอนว่าหลักประกันต่างๆ นั้นไม่ได้เป็นการสร้างความเชื่อมั่นว่าถ้าเปลี่ยนหัว
จากนายพิธาเป็นนายเศรษฐา เป็น น.ส.แพทองธาร ชินวัตร จะสามารถเปลี่ยนใจวุฒิสมาชิกได้

ส.ว.คงจะหาทางเดินเกมเข้าสู่การสกัดตัดขาได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะการโหวตนายพิธาในครั้งที่ 2 จะกระทำได้หรือไม่ อาจจะมีสมาชิกรัฐสภาไม่มั่นใจการใช้อำนาจตัวเองขอชงเรื่องตรงนี้ นำไปสู่การตีความได้ว่าอำนาจสมาชิกรัฐสภาสามารถโหวตนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 2 ได้หรือไม่ นี่จะกลายเป็นปัญหาอีกชั้นหนึ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ยุทธพร อิสรชัย
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

ยุทธพร อิสรชัย

มีโอกาสเป็นไปได้ที่พรรคก้าวไกลจะไปเป็นฝ่ายค้าน เพราะการโหวตนายกฯในวันที่ 19 ก.ค.ที่จะถึงนี้ต้องบอกว่าโอกาสของนายพิธาไม่ง่ายแล้ว เนื่องจากโครงสร้างการลงคะแนนถ้ามีชื่อนายพิธาเข้าไปจริงๆ น่าจะคล้ายคลึงเดิม ไม่ต่างจากเมื่อวันที่ 13 ก.ค.เท่าไหร่ ในขณะเดียวกันต้องรอดูวันนี้ด้วยว่า 8 พรรคจะมีมติสรุปออกมาเป็นอย่างไร

ทั้งนี้ ถ้านายพิธาเข้าไปโหวตรอบ 2 แล้วไม่ได้ แน่นอนว่าพรรคก้าวไกลจะต้องเผชิญกับโมเมนตัมทางการเมือง นั่นก็คือ ถ้าโหวตครั้งที่ 2 ไม่ผ่านแล้วจะโหวตครั้งที่ 3, 4, 5, 6 ต่อไปเรื่อยๆ คำถามที่จะย้อนกลับมาจากสังคมไทยคือ ระหว่างผลประโยชน์ของพรรคก้าวไกล นายพิธา กับผลประโยชน์ของประเทศชาติที่ยังรอรัฐบาลและนายกฯอยู่นั้นจะเป็นอย่างไร ตรงนี้คือคำถามที่เราเริ่มได้ยินการพูดถึงแล้ว แม้กระทั่งจากบุคคลที่เป็นแกนนำของพรรคเพื่อไทยด้วย จึงมีโอกาสที่ท้ายที่สุดจะไม่มีชื่อนายพิธาในรอบที่ 3 อีกต่อไป

แม้ว่าจะดูจากแผนผังสมรภูมิของพรรคก้าวไกลว่าการที่จะยอมให้กับพรรคเพื่อไทยมีกรณีเดียวเท่านั้นคือ ม.272 ไม่ผ่าน แต่ถ้าโหวตวันที่ 19 ก.ค.แล้วมีตัวเลขเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญก็ยังไม่ถอย จะไปสู่การโหวตครั้งที่ 3 เว้นแต่ตัวเลขลดลงก็อาจจะถอย ฉะนั้น ตรงนี้ก็คงไม่ง่ายสำหรับนายพิธา จึงมีเกม ม.272 ที่ออกมาจากพรรคก้าวไกล ซึ่งส่วนตัวถอดสมการออกมาพอสมควรว่า ม.272 แท้จริงแล้วไม่ได้เป็นเป้าหมายของการอยากแก้จริงๆ หรอก ประการแรกคือเป็นการเสนอในเชิงสัญลักษณ์ เพราะการที่จะแก้ ม.272 เคยเข้าสภามาตั้งประมาณ 5-6 ครั้งแล้วก็ยังไม่ผ่าน ขณะเดียวกันเงื่อนไขในการแก้รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก เพราะว่าจะต้องอาศัยเสียง ส.ว.ด้วย และต้องอาศัยเสียงของพรรคซึ่งไม่มีที่นั่งในตำแหน่งรัฐมนตรี ประธานสภา และรองประธานสภา แต่คิดว่าหลักๆ ปัญหาใหญ่อยู่ที่ ส.ว.ที่ก้าวไกลต้องการอีก 84 เสียง ในขณะที่วันนี้ ส.ว.ที่นายพิธาต้องการหนุนในตำแหน่งนายกฯขาดอีกเพียงแค่ 64 เสียง น้อยกว่าด้วยซ้ำไปแต่ก็ยังไม่ผ่าน ดังนั้น นี่คือการเสนอแก้เชิงสัญลักษณ์

ส่วนประการที่ 2 สำคัญกว่า นี่คือเกมสกัดพรรคเพื่อไทย มีได้ 2 กรณี กรณีแรก ถ้าพรรคเพื่อไทยไม่สนับสนุนการแก้ ม.272 สิ่งที่จะตามมาคือก้าวไกลจะพยายามใช้เรื่องนี้ตีให้เพื่อไทยหงายไพ่ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อไทยกับ ส.ว.แล้วเรื่องของดีลลับ ส.ว. ดีลลับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จะถูกพูดถึงทันที ในขณะที่อีกกรณีหนึ่ง สมมุติว่าทางเพื่อไทยเอาด้วยกับการแก้ ม.272 สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือพรรคเพื่อไทยจะถูกดึงเข้าไปเป็นคู่ตรงข้ามทางการเมืองกับ ส.ว.ด้วย เพราะ ณ วันนี้คู่ตรงข้ามกับ ส.ว.คือพรรคก้าวไกล ถ้าเพื่อไทยถูกดึงไปเป็นขั้วตรงข้ามกับ ส.ว.ด้วยจะทำให้การโหวตนายกฯที่ถูกเสนอโดยพรรคเพื่อไทยกลายเป็นเรื่องที่ยากขึ้น เพราะ ส.ว.ก็จะไม่สนับสนุนเพื่อไทยด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้น ม.272 คือเกมสำคัญที่พรรคก้าวไกลส่งลงมาเพื่อเป็นเกมสกัดกั้นพรรคเพื่อไทย ก็ต้องดูกันต่อไปว่าเพื่อไทยจะแก้เกมตรงนี้อย่างไร ในเบื้องต้นเราก็เริ่มได้ยินแล้ว จากการที่แกนนำพรรคบางท่านออกมาพูดว่าเรื่องนี้ไม่อยู่ใน MOU 8 พรรค เป็นต้น

มองไปข้างหน้า พูดอย่างตรงไปตรงมา ความเป็นไปได้ที่นายพิธาจะเป็นนายกฯหลงเหลืออยู่น้อยมาก เพราะจากตัวเลขที่เกิดขึ้นวันที่ 13 ก.ค.ก็ค่อนข้างทิ้งห่างจาก 376 อยู่เยอะ และ ส.ว.หลายคนที่รับปากก็พลิกกันกลางอากาศ ไม่ว่าจะเป็นการงดออกเสียง ไม่เข้าประชุม หรือบางท่านโหวตไม่เห็นชอบ ดังนั้น คงไม่ง่าย ที่สำคัญความชัดเจนที่พรรคก้าวไกลเคยพูดมาตลอดว่ามี 60-80 ส.ว.แต่ก็ยังไม่เคยเห็นชื่อที่ชัดเจน หรือแม้กระทั่งการมีคณะทำงานเจรจา ยังไม่เห็นการออกมาพูดอย่างชัดเจนว่าจะได้เสียงจากใคร ชื่ออะไร จึงต้องบอกว่ายากสำหรับพรรคก้าวไกลและนายพิธา

เพราะวันนี้ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเลือกนายกฯและการจัดตั้งรัฐบาลมีอยู่ 3 เรื่องคือ 1.การประกาศวางมือทางการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเป็นสิ่งที่แปลกมาก ต้องจับตา เพราะที่ผ่านมามีการถามเรื่องนายกฯ 8 ปี มีการถามเรื่องเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ไม่เคยแสดงท่าทีอะไรที่จะวางมือ แต่อยู่ๆ พล.อ.ประยุทธ์มาประกาศวางมือ แสดงว่า พล.อ.ประยุทธ์จะต้องมีนายกฯในดวงใจอยู่แล้ว นายกฯในดวงใจคนนี้จะต้องเป็นคนที่เช็กเสียงแล้วไปได้ และทุกฝ่ายก็ยอมรับ นี่คือสิ่งที่น่าจับตาประการแรก

ส่วนปัจจัยประการที่ 2 คือการกลับบ้านของนายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งถ้าจะกลับบ้าน ทางที่ดีที่สุดคือจะต้องมีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และถ้าจะเป็นทางที่ดีมากที่สุดจะต้องมีนายกฯที่ชื่อ น.ส.แพทองธาร
ชินวัตร ส่วนปัจจัยประการที่ 3 คือการเมืองแบบมวลชน นอกสภาจะขยายตัวได้มากกว่านี้หรือไม่ เพราะเห็นม็อบที่มาเมื่อวันที่ 13 ก.ค.ยังไม่ใหญ่มาก ม็อบเมื่อวันที่ 16 ก.ค.ที่ผ่านมาก็ยังไม่ใหญ่มาก หรือแม้กระทั่งวันที่ 12 ก.ค. ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญก็มีกระแสกว้างขวางแต่ยังอยู่ในโซเชียล จะออกมาขยายตัวกว่านี้หรือไม่ถ้าในสภาชัดเจนแล้วว่านายพิธาไปต่อไม่ได้ ไม่ได้เป็นนายกฯ เพราะนี่คืออาวุธอย่างเดียวที่นายพิธามีอยู่ คือเรื่องของความชอบธรรมและเสียงของพี่น้องประชาชนผ่านการเลือกตั้ง

อย่างไรก็ดี ในครั้งที่ 3 มีโอกาสที่ ส.ว.จะโหวตให้ ถ้าเป็นแคนดิเดตนายกฯฝั่งเพื่อไทย แต่อาจจะอยู่บนเงื่อนไขว่าต้องไม่มีพรรคก้าวไกลในสมการนี้ เพราะ ส.ว.บางส่วนบอกแล้วว่าถ้าจะยกมือให้เพื่อไทย ต้องไม่มีก้าวไกล

แต่อย่าลืมว่า ไม่ว่าจะออกฉากทัศน์ไหนเพื่อไทยเจ็บตัวทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นฉากทัศน์แรกคือ สมมุตินายพิธาได้เป็นนายกฯ หลายคนบอกว่าเพื่อไทยจะไม่เจ็บตัว ซึ่งไม่ใช่ เพื่อไทยจะสูญเสียบทบาทนำทางการเมืองให้กับก้าวไกล ขณะเดียวกันเพื่อไทยไม่ได้เป็นนายกฯมา 8-9 ปีแล้ว ตั้งแต่การรัฐประหารปี 2557 ตรงนี้เพื่อไทยจะฟื้นฟูความนิยมในพรรคให้กลับมาเป็นอันดับ 1 ได้หรือไม่

ส่วนฉากทัศน์ที่ 2 คือปรับสมการให้เพื่อไทยขึ้นมา แต่ยังอยู่กับ 8 พรรค ตรงนี้ก็ยังต้องตอบคำถามต่อสังคมอย่างมากถึงความชอบธรรม ขณะเดียวกัน ส.ว.บางส่วนก็ตั้งเงื่อนไขว่า ถ้ามีก้าวไกลอยู่เขาก็ไม่โหวตให้ สำหรับฉากทัศน์ที่ 3 คือข้ามขั้ว เพื่อไทยไปรวมกับพรรคขั้วอำนาจเดิม อาจจะทำให้ก้าวไกลต้องไปเป็นฝ่ายค้าน แต่ก็ต้องตอบคำถามกับสังคมในแง่ความชอบธรรมด้วยเหมือนกัน ส่วนฉากทัศน์สุดท้าย ฉากที่ 4 คือเพื่อไทยข้ามขั้วแต่ไปสนับสนุนแคนดิเดตนายกฯจากขั้วอำนาจเดิม อันนี้หนัก คือไปหนุน พล.อ.ประวิตร เป็นต้น

ดังนั้น 3 ฉากทัศน์แรก เพื่อไทยเจ็บตัวระดับแอดมิต ส่วนฉากทัศน์ที่ 4 เจ็บตัวระดับ ICU คือเจ็บตัวทั้งนั้น เชื่อว่าเพื่อไทยคงไม่เลือก ICU เพราะอาการหนัก ดังนั้น คิดว่าน่าจะออกมาฉากทัศน์ที่ 3 คือข้ามขั้ว แต่เพื่อไทยเป็นแกนนำ และแคนดิเดตนายกฯมาจากเพื่อไทย