‘เครือข่ายภาค ปชช.’ ยื่นหนังสือถึง ส.ว. เคารพผลการเลือกตั้ง ยึดหลักเสียงข้างมาก เลี่ยงงดออกเสียง รับฟังประชาชน
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 18 กรกฎาคม ที่รัฐสภา เครือข่ายภาคประชาชน ยื่นหนังสือถึงสมาชิกรัฐสภา เคารพผลการเลือกตั้ง รับฟังเสียงประชาชน จากกรณีเมื่อวันที่ 13 ก.ค.66 มติของรัฐสภาไม่ได้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชนที่แสดงออกในการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 14 ก.ค.66 ใจความดังนี้ เรียนประธานสภาผู้แทนราษฎรและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจาก รัฐธรรมนูญ ปี 2560 มาตรา 114 ได้บัญญัติไว้ว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภายอมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมาย หรือความครอบงำใดๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ แต่จากการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีของรัฐสภา เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2566 พบว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภาบางส่วนมิได้ถือปฏิบัติหน้าที่ตามที่รัฐกำหนด อันจะเห็นได้จากการลงมติสวนทางกับเจตนารมณ์ของประชาชนที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2566

โดยผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า ประชาชนไทยต้องการความเปลี่ยนแปลง และพรรคการเมืองที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนมากที่สุด คือพรรคร่วมฝ่ายค้าน ซึ่งต่อมาได้จับมือกันจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันจนมีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่ หรือ 312 เสียง จาก 500 เสียง ในสภาวะปกติการที่พรรคการเมืองใดสามารถรวมเสียงได้เกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคการเมืองนั้นย่อมมีเสียงที่เพียงพอต่อการจัดตั้งรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยปกติ แต่เนื่องจากบทเฉพาะกาลในมาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่กำหนดให้ สมาชิกวุฒิสภาสามารถร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ทำให้บรรยากาศทางการเมืองที่ควรจะมีความแน่นอนกลับกลายเป็นความไม่แน่นอน
ในการนี้ เครือข่ายภาคประชาชนที่ประกอบไปด้วย เครือข่ายสมัชชาคน เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ คณะรณรงค์เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย กลุ่มจับตาการเลือกตัง (We Watch) โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน Activist Laboratory Thailand และอื่นๆ ในนามตัวแทนเครือข่ายคณะรณรงค์ Respect My Vote จึงมีข้อเรียกร้องต่อประธานวุฒิสภาในฐานะรองประธานรัฐสภาผ่านไปยังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ดังนี้
1. ให้สมาชิกรัฐสภาดำเนินการลงคะแนนเสียงเลือกนายกรัฐมนตรีให้กับผู้ที่ถูกเสนอชื่อโดยพรรคการเมืองที่สามารถรวบรวมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อยืนยันหลักการเสียงข้างมากตามระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา
2. ให้สมาชิกรัฐสภาหลีกเลี่ยงการลงมติด้วยการ “งดออกเสียง” เนื่องจาก การลงมติดังกล่าวจะเป็นผลให้เสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎรถูกขัดขวาง และถือเป็นการปฏิเสธผลการเลือกตั้ง มีแต่จะทำให้เกิดทางตันทางการเมือง และทำให้ประเทศไทยอยู่ในสภาวะที่ไม่มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
3. เสียงของสมาชิกวุฒิสภาจะต้องไม่ถูกนำใช้เป็นข้อต่อรองทางการเมืองให้มีนายกรัฐมนตรีคนที่ผู้มีอำนาจอยากได้ แต่ประเทศไทยต้องมีนายกรัฐมนตรี ตามที่ประชาชนแสดงออกผ่านไปคูหาเลือกตั้ง
4. ขอสมาชิกรัฐสภาทุกท่านช่วยรับฟังความต้องการหรือความคิดเห็นที่แตกต่างของประชาชนด้วยความอดทนอดกลั้น ไม่แสดงท่าทีข่มขู่ คุกคาม หรือแสดงท่าทีเป็นศัตรูกับประชาชน

สุดท้ายนี้ ทางเครือข่ายขอย้ำว่า การยืนยันตามหลักการประซาธิปไตยเสียงข้างมากในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ ด้วยการลงคะแนนให้กับผู้ที่ได้เสียงข้างมากให้จัดตั้งรัฐบาลได้ ก็เป็นเรื่องที่ควรทำ แม้ว่า จะมีข้อที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายบางประการ แต่นั่นก็เป็นเรื่องที่จะต้องผลักดันกันหลังรัฐบาลใหม่แล้ว การจะผ่านกฎหมายไม่ว่าอย่างไรก็จำเป็นจะต้องได้รับเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร แต่ประเด็นที่เร่งด่วนกับประเทศมากที่สุดในขณะนี้คือ การมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง การลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีให้อีกฝ่ายไม่ได้หมายความว่าสนับสนุนอีกฝ่าย แต่หมายถึงการสนับสนุนให้ประเทศกลับสู่แนวทางประชาธิปไตย

