‘พิธา’ โวยงัดข้อ 41 มาสกัดคนๆเดียว ยัน 8 พรรคไม่มี ขอรื้อ MOU พร้อมส่งไม้ต่อเพื่อไทย

18.07.23 | 17:15 น.

“พิธา” ยัน 8 พรรคลงเรือลำเดียวกันตั้ง รบ. ย้ำไม่มีแก้เอ็มโอยู รับถ้า ก.ก.ตั้งนายกฯ ไม่ได้ ส่งไม้ต่อ พท.

เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ที่รัฐสภา นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ให้สัมภาษณ์ถึงความกังวล เนื่องจากการประชุมจากวิปทั้ง 3 ฝ่ายยังไม่มีข้อสรุปในการเสนอเป็นนายกรัฐมนตรี ว่า ยังไม่ได้ติดตามรายละเอียด วันนี้จะมีการประชุม ส.ส.ของพรรค ก.ก. จะมาฟังว่า ผลการเจรจาของวิปทั้ง 3 ฝ่าย เป็นอย่างไร ในเรื่องของข้อบังคับคดีต่างๆ ยังไม่ทราบรายละเอียด จึงไม่ทราบว่า จะต้องกังวลหรือไม่ แต่เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมา ที่มีการประชุม 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล ได้มีการอธิบายในเรื่องของกฎหมายไว้หลายข้อ ทางฝ่ายกฎหมายของแต่ละพรรคได้ถกกัน ในเรื่องของรัฐธรรมนูญ เช่น ญัตติข้อบังคับมาตรา 151 ดังนั้น จึงต้องมีการพูดคุยกันในรายละเอียดในที่ประชุมอีกครั้ง

เมื่อถามว่า เสียงที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจะต้องมีจำนวนเท่าไหร่ นายพิธากล่าวว่า หากเพิ่มขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์ หรือ 345-350 เสียง ก็เป็นทิศทางที่ดี ส่วนการแก้ไขมาตรา 272 ที่ดำเนินโดยพรรค ก.ก.เอง อย่างที่เคยกล่าวไปว่า ไม่ได้เป็นการตัดสินใจด้วยอารมณ์ หรือเป็นการถ่วงเวลา แต่เป็นการตัดสินใจด้วยสถิติ

เมื่อถามว่า หากพรรค ก.ก.จะเปิดทางให้พรรคเพื่อไทย (พท.) เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล พรรค ก.ก.จะต้องแถลงด้วยตนเองก่อนหรือไม่ นายพิธากล่าวว่า เมื่อถึงเวลาก็ต้องเป็นอย่างนั้น

เมื่อถามว่า มีความเห็นอย่างไร ที่พรรค พท.ระบุว่า จะต้องมีแผนสำรองในการส่งชื่อแคนดิเดตนายกฯ จากพรรค พท. นายพิธากล่าวว่า ยังไม่เห็นสถานการณ์ที่มีความจำเป็นที่จะต้องทำเช่นนั้น ติดให้สัมภาษณ์สื่อตั้งแต่ช่วงเช้าจึงยังไม่ได้ดูในรายละเอียด

Advertisement

เมื่อถามว่าการแก้ไขเอ็มโอยู จะต้องอยู่ภายใต้กรอบอะไรหรือไม่ นายพิธากล่าวว่า ตอนนี้เอ็มโอยูยังเหมือนเดิมอยู่ และยังไม่ได้รับการติดต่อจากพรรคไหนว่าให้มีการแก้

เมื่อถามว่า ในการโหวตนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 2 แม้เสียงคะแนนเสียงเพิ่มขึ้น แต่ยังคงไม่ผ่าน ยืนยันว่าจะเดินหน้าต่อใช่หรือไม่ นายพิธากล่าวว่า หากได้ผลลัพธ์ ก็สามารถปรับยุทธศาสตร์ได้เรื่อยๆ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์อย่างที่ต้องการ หากไม่ได้ผลลัพธ์อะไรก็แสดงว่ายุทธศาสตร์ที่ผ่านมา ไม่สามารถต้านแรงสกัดได้ ต้องยอมให้ประเทศชาติเดินหน้าไปต่อได้

เมื่อถามว่า หากมีการลดเพดานการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 อาจจะทำให้ได้เสียงสนับสนุนที่เพิ่มขึ้น นายพิธากล่าวว่า จากการอภิปรายวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา ทั้งจากทาง ส.ว.และพรรค ก.ก. ทำให้เห็นภาพได้มากขึ้น บางคนก็เห็นว่าเป็นเรื่องของความยืดหยุ่นมากกว่า ว่าตกลงใครเป็นคนฟ้องเพื่อให้ถูกเป้าหมายเดียวกัน รวมถึงเพื่อไม่ให้ใครนำมาตราดังกล่าวมารังแกคนอื่นได้ ซึ่งการถกเถียงกันก็ทำให้เราเข้าใกล้กันมากขึ้น ไม่ใช่แค่จะแก้หรือไม่แก้ แต่เป็นเรื่องรายละเอียดแต่ละข้อที่หลายคนกังวลใจ มองว่ามีความคืบหน้ามากขึ้น เป็นเรื่องที่น่าสนใจในสังคมไทย

นายพิธากล่าวว่า ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าจะไม่ให้เสนอญัตติซ้ำตามข้อบังคับข้อที่ 41 จะทำให้ไม่สามารถเสนอชื่อตนได้อีกรอบนั้น กังวลใจถ้าจะทำเช่นนี้เพื่อสกัดกั้นตนคนเดียว และให้เป็นเรื่องของระบบทั้งหมด หากมัดตนและพรรค ก.ก. ก็จะมัดพรรคอื่นๆ ด้วย หากเป็นในเชิงรัฐศาสตร์ ต่อไปนี้ไม่ว่าจะเป็นคนที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่จะต้องมีการเสนอชื่อ หากเป็นญัตติหมด ไม่ว่าจะเป็นฝั่งศาล ฝ่ายบริหาร หรือสภา แล้วโดนบังคับเช่นนี้หมด จะเป็นการผูกที่แก้มัดได้ยากมาก และจะเป็นปัญหาต่อผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไปในอนาคต ส่วนที่มีความพยายามสลับขั้วเพื่อให้ฝั่งตรงข้ามมาเป็นรัฐบาล ไม่สามารถฟันธงได้ แต่จะทำแค่สกัดกั้นตนให้หมดสิทธิในการโหวตนายกรัฐมนตรี เป็นสิ่งที่ไม่น่าทำ

เมื่อถามว่า มีการปรับเอ็มโอยูเพื่อดึงพรรคที่ 9 และ 10 เข้ามาร่วมนั้น มีเงื่อนไขอย่างไรบ้าง นายพิธากล่าวว่า ยังไม่ได้มีการพูดคุยกัน ในเรื่องแบบนั้นเท่าที่ทราบ เป็นไปอย่างที่แถลงเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมา แต่ในตอนนี้ไม่ได้มีความคืบหน้าอะไร

เมื่อถามว่า หากพรรคขั้วรัฐบาลเดิมยอมโหวตให้ จะมีการร่วมงานกันหรือไม่ นายพิธากล่าวว่า ต้องพูดคุยกันอีกครั้งนึง

เมื่อถามว่า หากพรรค พท.เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลพรรค ก.ก.จะต้องอยู่ในสมการเดียวกันหรือไม่ นายพิธากล่าวว่า นั่นคือสิ่งที่ประชาชนต้องการ ในเมื่อเป็นรัฐบาล ที่จัดตั้งโดย 8 พรรค มีเอ็มโอยูชัดเจน ทำงานกันมาถึงขนาดนี้ ในฐานะที่เป็นพรรคอันดับหนึ่งไม่สามารถไปต่อได้ จะต้องส่งไม้ต่อให้พรรคอันดับสอง มองว่าเราลงเรือลำเดียวกันเพื่อจัดตั้งรัฐบาลความหวังของประชาชน ส่วนจะมีการนำข้อเสนอของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ไปพิจารณาหรือไม่ ในกรณีการลดเพดานมาตรา 112 ไม่ทราบว่าข้อเสนอนั้นจบไปแล้วหรือไม่ แต่ถ้าจบไปแล้วก็เป็นข้อเสนอที่จบไปแล้ว ก็คงไม่เป็นข้อเสนอที่เหลืออยู่ของพรรค ภท.

เมื่อถามย้ำว่าเป็นโค้งสุดท้ายก่อนการโหวตนายกฯ แล้วจะมีการไปคุยกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายพิธากล่าวว่า คงไม่จำเป็น

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่เพิ่มเพื่อน