หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการกรณี 8 พรรคการเมือง เสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ให้ที่ประชุมร่วม 2 สภา โหวตเห็นชอบดำรงตำแหน่งนายกฯ ครั้งที่ 2 และทิศทางแนวโน้มหลังจากนั้น

ตรีเนตร สาระพงษ์
อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.อุบลราชธานี
8พรรคที่ทำเอ็มโอยูร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลโดยส่งนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ลงชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แม้เส้นทางของข้อตกลงไม่ยาวนานมากนักแต่มีฉากทัศน์เรื่องราวหลายหลาก หากมองจากพรรคก้าวไกลซึ่งได้รับฉันทามติจากประชาชนคนส่วนใหญ่จะเห็นได้ว่ามีทั้งศึกในและศึกนอก ยิ่งศึกใน คือ ผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงอย่างพรรคเพื่อไทยที่มีเหตุให้สงสัยตลอดระยะเส้นทางบนความสัมพันธ์ของเอ็มโอยู ว่าต้องการร่วมจัดตั้งรัฐบาลจริงหรือไม่ ส่วนศึกนอกก็มีทั้ง ส.ว. และองค์กรอิสระ และเมื่อพิจารณาจากผลโหวตนายกรัฐมนตรีครั้งแรกที่มี ส.ว.หนุนเพียง 13 คน ยิ่งแสดงให้เห็นว่าความพยายามล็อบบี้ ส.ว.ที่ผ่านมาเป็นการทำงานที่เกิดขึ้นโดยลำพัง เพราะ ส.ว.ที่สนิทชิดเชื้อกับพรรคเพื่อไทยก็ไม่ได้ร่วมโหวตให้นายพิธา ซึ่ง ส.ว.เหล่านี้หลายคนรายชื่อจะโผล่ขึ้นมาหากมีการโหวตนายกฯจากพรรคเพื่อไทย
ด่านแรกของนายพิธา คือ จะเสนอญัตติได้หรือไม่เพราะมีการอ้างข้อบังคับการประชุมรัฐสภาข้อ 41 ที่กำหนดว่าญัตติใดที่ตกไปแล้วห้ามนำญัตติที่มีหลักการเดียวกันเสนออีกในสมัยประชุมเดียวกัน เว้นแต่ญัตติที่ไม่มีการลงมติหรือประธานรัฐสภาอนุญาตเมื่อเห็นว่าเหตุการเปลี่ยนแปลงไป น่าเชื่อว่าประธานรัฐสภาใช้อำนาจเสนอญัตติโดยเห็นว่าเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไป จากนั้นในด่านที่ 2 คาดว่ารูปการณ์จะออกมาแบบเดิมคือได้รับการสนับสนุนจาก 8 พรรคแต่อาจไม่ได้รับเสียงสนับสนุนจาก ส.ว.อย่างเพียงพอ โดย ส.ว.ก็จะแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่เช่นเคย คือ 1.มาแต่ไม่สนับสนุน 2.มาแต่งดออกเสียง และ 3.ขาดประชุม โดยกลุ่มที่อาจมีความหวังเปลี่ยนแปลงให้นายพิธาได้คะแนนเสียงเพิ่มขึ้น 10% คือ ส.ว.กลุ่มที่ขาดประชุม แต่แนวโน้มก็ค่อนข้างยากพอสมควร เพราะการขาดประชุมของ ส.ว.กลุ่มนี้ ก็มีนัยความหมายคือไม่สนับสนุน เพียงแต่การไม่มาประชุมก็เป็นวิธีการหนึ่งเท่านั้น
หากผลโหวตออกมานายพิธาไม่ได้คะแนนเสียงรับรองเพียงพอ เชื่อว่าพรรคเพื่อไทยจะอ้างว่าสุดทางของพรรคก้าวไกลแล้ว ซึ่งเหตุผลต่างๆ นานา ก็จะถูกหยิบยกขึ้นมาอ้าง เช่น จะมีการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยจึงต้องรีบเปิดทางให้โหวตนายกฯ จากพรรคเพื่อไทยทั้งๆ ที่เสียงข้างน้อยก็ประกาศชัดว่าจะไม่ส่งคนลงแข่งหรือส่งลงแข่งก็ชัดว่าจะบริหารประเทศไม่ได้ จึงมีคำถามว่า นี่คือเงื่อนไขอันเป็นแผนเร่งการได้สิทธิเสนอนายกฯ ของพรรคเพื่อไทยให้เร็วขึ้นหรือไม่ หรือกรณีอาจมีการอ้างเรื่องปัญหาของประเทศที่ต้องการรัฐบาลก็ดี หรืออ้างว่าถ้าไม่มีรัฐบาล รัฐบาลรักษาการก็จะอยู่นานขึ้น เอาเข้าจริงอาจมีเหตุผลทั้งหมดทั้งมวลอาจไม่เท่ากับนี่คือโอกาสเดียวที่คนแดนไกลเตรียมตัวกลับบ้านและต้องกลับบ้านในวันที่อำนาจรัฐอยู่ในมือฝ่ายตน และสิ่งนี้เป็นตัวเร่งปิดเกมการเข้าสู่อำนาจของพรรคเพื่อไทยประกอบด้วยก็ได้
เหตุต่างๆ เหล่านี้พรรคเพื่อไทยจะอ้างว่าพรรคก้าวไกลถึงทางตันหรือสุดทางแล้ว ในลักษณะที่เร่งเร้าปิดเกมแบบไม่เกรงใจมวลชนฝั่งเสรีนิยม และหลังโหวตครั้งที่ 2 เชื่อว่าปฏิกิริยาจากพรรคเพื่อไทยจะเกรี้ยวกราดในลักษณะตัดเยื่อใยมากขึ้น ซึ่งอาจมีการเซตฉากความไม่พอใจในพรรคหรืออาจมี ส.ส.พรรคเพื่อไทยออกมาให้ข่าวแสดงความไม่พอใจเหมือนเมื่อครั้งสรรหาประธานสภา ซึ่งหากมองข้ามช็อตไปถึงบทจบของเรื่องนี้ นี่ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งในเกมสลัดพรรคก้าวไกลจากเส้นทางสู่อำนาจของพรรคเพื่อไทย
หากมองไปที่การโหวตครั้งที่ 3 การประชุม 8 พรรคอาจมีการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯจากพรรคเพื่อไทยโดยยกเหตุต่างๆ นานาข้างต้น ส่วนที่ว่าพรรคเพื่อไทยจะเสนอนายเศรษฐา ทวีสิน โดยที่มีพรรคก้าวไกลร่วมจัดตั้งรัฐบาล และ ส.ว.อาจไม่โหวตให้พรรคเพื่อไทยเพราะอ้างว่ามีพรรคก้าวไกลร่วมอยู่ด้วย เรื่องนี้เป็นไปได้ทั้ง 2 ทางอยู่ที่คนอย่างนายเศรษฐาจะยอมเล่นเกมนี้ให้เสียภาพลักษณ์หรือไม่ แต่ถ้านายเศรษฐายินยอมให้เสนอชื่อโหวตนายกฯและผลการโหวตไม่ผ่านพรรคเพื่อไทยจะอ้างว่าที่ไม่ผ่านเพราะมีพรรคก้าวไกล ซึ่งมีนโยบายแก้มาตรา 112 เป็นอุปสรรค
ก็อาจมีการเสนอชื่อครั้งที่ 4 ก็อาจมีการเสนอ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ซึ่งน่าจะเป็นคนที่นายทักษิณพึงพอใจมากที่สุด แต่ก็มีกลุ่ม ส.ว.ที่ไม่พอใจภาพความเป็นลูกสาวทักษิณในฐานะศัตรูเบอร์หนึ่งของอนุรักษนิยม ไม่พอยังมีพรรคก้าวไกลร่วมจัดตั้งรัฐบาลอีก แน่นอนว่าผลโหวตที่ออกมาอาจไม่ผ่าน ส.ว.อีก เชื่อว่าจุดนี้อาจได้เห็นภาพการสะบั้นรักระหว่างพรรคเพื่อไทยก็พรรคก้าวไกล ซึ่งกว่าจะถึงจุดนี้พรรคเพื่อไทยก็จะสำแดงฤทธิ์ผ่านสื่อด้วยการยกเหตุต่างๆ นานามาสลัดพรรคก้าวไกล และทางเดียวที่พรรคเพื่อไทยจะก้าวสู่อำนาจได้คือการร่วมมือจัดตั้งรัฐบาลกับพรรครัฐบาลเก่า ซึ่งอาจเป็นพรรคภูมิใจไทยหรือพรรคพลังประชารัฐของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
ในวันที่พรรคเพื่อไทยไม่มีพรรคก้าวไกลก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่พรรคเพื่อไทยจะผ่านด่าน ส.ว. เพราะต้องไม่ลืมว่าหากจะย้อนกลับไปถึงวันสรรหา 250 ส.ว.ทุกคนล้วนแต่ถูกคัดเลือกมาเพื่อต่อสู้กับระบอบทักษิณ ซึ่งการโหวตให้ น.ส.แพทองธารก็อาจไม่ง่าย และไม่แน่อาจได้เห็นภาพ 250 ส.ว. สกัดพรรคเพื่อไทยไม่ให้เข้าสู่อำนาจก็เป็นได้ และถึงวันนั้นภาพการต่อรองของนายพิธา เพื่อกลับมาเสนอชื่อนายกฯอีกครั้งหรืออาจได้เห็นการสลับขั้วทางการเมืองจากฝ่ายเสียงข้างน้อยหรือการข้ามขั้วก็เกิดขึ้นได้
และไม่ว่าภาพหลังการเสนอชื่อครั้งที่ 4 จะชุลมุนอย่างไร ในบทกระบวนการแยกทางกับพรรคก้าวไกลของพรรคเพื่อไทย และการได้มาซึ่งอำนาจพรรคเพื่อไทยที่ผ่านมาตั้งแต่บทแย่งประธานรัฐสภาพรรคเพื่อไทยในการได้ก็มีการสูญเสีย โดยเฉพาะความศรัทธาของมวลชน และจุดอ่อนนี้เชื่อว่าพรรคก้าวไกลก็จะเล่นบทเกาะเกี่ยวพรรคเพื่อไทยไว้ และให้การประกาศแยกทางหลุดจากปากออกจากพรรคเพื่อไทยเอง ในจุดนี้แม้จะไม่ได้ไปถึงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ก็เป็นชัยชนะในเกมแย่งมวลชน ซึ่งมวลชนฝั่งเสรีนิยมก็ถึงจุดเปลี่ยนทรรศนะว่าศัตรูของประชาธิปไตยไม่ใช่ระบอบ 3 ป. หรือศัตรูมีเพียง 250 ส.ว.เพียงอย่างเดียว หากแต่ศัตรูหน้าใหม่คือพรรคเพื่อไทย

พัฒนะ เรือนใจดี
อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.รามคำแหง
โ หวตเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 2 ต้องพูดเรื่องข้อบังคับการประชุม ส่วนตัวคิดว่าน่าจะผ่านไปได้ด้วยดี เพราะว่าการที่ไปใช้เสียง ซึ่งเป็นเสียงของรัฐสภาซึ่งมาชี้ขาด สิ่งที่เป็นข้อกฎหมายในตรงนี้คิดว่านายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ต้องชี้แจงในที่ประชุม เข้าใจได้ว่าในเมื่อเป็นข้อกฎหมายลักษณะแบบนี้มันก็จะเอามาลงคะแนนกันไม่ได้ เพราะว่าเป็นกรณีพิเศษในการเลือกนายกรัฐมนตรีไม่ใช่กรณีญัตติทั่วไปที่เสนอแล้วเสนออีกไม่ได้ ในปัญหาที่กังวลกันว่าจะเอาเสียงของ ส.ว.มาบวกกับเสียงรัฐบาลเดิม จะชี้ขาดข้อกฎหมายก็คงทำไม่ได้และผมคิดว่าที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลและแคนดิเดตนายกฯ ได้พูดว่าถ้าไม่เกินกว่า 10% เขาจะถอย ซึ่งเป็นตัวเลขที่เหมาะสมความหมายคือ ถ้าต่ำกว่า 245 เสียง นายพิธาคงถอย ส่วนตัวคิดว่าเขาน่าจะมีแผนที่ 2 คือ การดึงพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคชาติไทยพัฒนา เอาเข้ามาสมทบ เพราะว่าในตัวของพรรคชาติไทยพัฒนา พรรคประชาธิปัตย์น่าจะรวมกันได้ประมาณ 35 คะแนน บวก ส.ว. ซึ่งเดิมมีอยู่ 13 เสียง ก็จะเป็น 48 เสียง และหาใหม่อีกประมาณเกือบ 16 เสียงจะเป็นไปได้ทำนองนี้จะได้ประมาณ 376 เสียง แต่ถ้าหากไม่ใช่สูตรที่กล่าวมาข้างต้นก็จะลำบากถ้าหากยังใช้สูตรเดิมจากการโหวตครั้งที่ 1
การทาบทามทางชาติไทยพัฒนาและพรรคประชาธิปัตย์ จะไม่น่าเสียหาย และเป็นโอกาสสุดท้าย ในตอนนี้ค่อนข้างที่จะชัดเจนแล้วว่าเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะเสนอชื่อนายพิธาในครั้งนี้ หากคราวนี้ไม่มีการเจรจาการต่อรองอะไรเลย สุดท้ายก็ต้องถูกดันไปเป็นฝ่ายค้าน ซึ่งคิดว่าคนที่อยู่ในพรรคก้าวไกลเขาทราบดีอยู่ว่าการเดิมพันครั้งนี้ไม่ใช่การเดิมพันเฉพาะของพรรค แต่เป็นเรื่องของนโยบายนำไปสู่การปฏิบัติ ซึ่งส่งผลต่อการเลือกตั้งในครั้งถัดไปถ้าหากตรงนี้ไม่สำเร็จ และใช้วิธีตรงไปตรงมาเหมือนเดิม ผลก็จะออกมาเหมือนเดิม ส่วนที่มีการตั้งเป้าว่าจะหาเสียงเพิ่มให้ได้ 10% หรือประมาณ 345 เสียงนั้นส่วนตัวมองว่าเหนื่อย เพราะว่าถ้าเราดูตัวเลขที่ไม่เห็นชอบ คนที่งดออกเสียงก็หมายถึงคนที่ไม่เอา เพราะว่าการงดออกเสียงไม่ได้ช่วยให้ถึง 376 เสียง ต่อให้มาแล้วไม่โหวตหรือไม่มา ก็ยังมีตัวเลขนี้อยู่ เพราะฉะนั้นจึงคงเห็นได้ว่าทาง ส.ว.ต้านอยู่พอสมควร การที่จะได้ 1 เสียง 2 เสียงก็ยังลำบากแล้ว และในเวลาที่ลำบากด้วย อย่าไปนึกว่าเอาแต่เสียง ส.ว. ต้องนึกถึงเสียงพรรคชาติไทยพัฒนา พรรคประชาธิปัตย์ ส่วนในทางพรรคภูมิใจไทยด้วย เขาก็พูดขึ้นมาแล้วว่าไม่เอาพรรคที่ล้มเลิกมาตรา 112 ถ้ามั่นคงแน่นหนาแบบนี้การที่ไปดึงมาก็คงลำบากก็คงไปเอาพรรคที่งดออกเสียง เป็นทางที่ไม่ง่ายก็ต้องใช้ความพยายาม แต่ยังกระทบกับพรรคเพื่อไทย เพราะได้แบ่งเก้าอี้รัฐมนตรีไว้แล้วก็ต้องรื้อกันใหม่หมด แต่ว่าเฉพาะหน้าก็ต้องทำแบบนี้ไม่งั้นการจัดตั้งรัฐบาลจะลำบาก ดูจากอาการแล้ว พรรคเพื่อไทยไม่ให้ไปต่อแล้ว
หากการโหวตครั้งนี้พลาดอีก ก้าวไกลมีโอกาสไปเป็นฝ่ายค้านไหมนั้น ขึ้นอยู่กับ ส.ว. ถ้าหากคะแนนยังเท่าเดิม 13 เสียง แปลว่า ส.ว.ไม่โหวต ถ้าพรรคก้าวไกลอยู่ในพรรคร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย อย่างนี้พรรคก้าวไกลจะไปเป็นฝ่ายค้านเลย ต้องดูผลโหวตในวันที่ 19 กรกฎาคม ว่าจะเหมือนวันที่ 13 กรกฎาคมหรือไม่ ถ้าเหมือนเดิมมีโอกาสเป็นฝ่ายค้านเลย

วีระ หวังสัจจะโชค
อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ ม.นเรศวร
การโหวตครั้งที่ 2 ตัวเลขจะไม่มากกว่าเดิมแน่นอน เพราะฉะนั้นสถานการณ์จะออกมาเป็นตัวเลขเท่าเดิมหรือน้อยกว่าเดิม ณ จุดนี้อาจจะมองได้ว่านายพิธา อาจจบแล้วในการเป็นนายกรัฐมนตรี คือ อาจจะไม่มีโอกาสได้เป็นนายกรัฐมนตรี และปัญหาคือจะอยู่ในจุดที่แพ้น้อยขนาดไหน การแพ้อาจเป็นการแพ้แบบไม่ได้โหวตเลยคือยื่นญัตติไม่ได้ ซึ่งจริงๆ ก็ยื่นได้ แต่อาจถูกเตะตัดขาด้วยการบอกว่ายื่นครั้งที่ 2 ไม่ได้ หรือได้น้อยกว่าเดิม โจทย์อาจออกมาเป็นแบบนี้ซึ่งอาจทำให้คนไทยที่ได้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งอาจมีความรู้สึกผิดหวัง ที่พรรคอันดับ 1 ไม่สามารถเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างแน่นอน และในอีกเรื่องหนึ่งคือนายพิธาได้ออกมาแถลงว่าจะมีโอกาสในการที่จะได้รับการโหวตครั้งที่ 3 หากได้รับคะแนนเสียงในการโหวตเพิ่มขึ้นอีก 10% หรือประมาณ 30 เสียง ตรงนี้พบว่าจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีเหตุการณ์ไหนที่จะให้เห็นว่า ส.ว.จะมาจากไหนอีก 30 เสียง เพราะฉะนั้นคงจะไม่เกิดสถานการณ์นั้นอย่างแน่นอน คงไม่เกิดสถานการณ์นั้น ด้วยเหตุเช่นนี้เกมในตอนนี้ในการจัดตั้งรัฐบาลได้หลุดออกจากมือของพรรคก้าวไกลไปเรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น หลังจากนี้เราจะมองว่าเกมจัดตั้งรัฐบาล จะถูกขยับไปที่พรรคเพื่อไทย ถ้าเราดูจากกระแสข่าวไม่ว่าจะเป็นการออกมาพร้อมชิงนายกฯของนายเศรษฐา รวมไปถึงการพูดถึงการพูดของพรรคเพื่อไทยพร้อมใช้นโยบาย ไม่ว่าจะเป็นเงินดิจิทัล หรือนโยบายที่พรรคเพื่อไทยหาเสียงไว้เมื่อได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ก็จะนำนโยบายนี้กลับมา ฉะนั้นนโยบายหลายนโยบายที่เป็นของพรรคก้าวไกล และที่อยู่ในเอ็มโอยูของ 8 พรรคร่วมรัฐบาล ก็จะต้องมีการปรับอย่างแน่นอน
ถ้าปรับแต่นโยบายก็อาจพอจะคุยกันได้กับพรรคก้าวไกล อาจนำไปสู่สถานการณ์ที่ไกลกว่านั้นก็คือ ไม่ได้ปรับแค่นโยบาย แต่ถ้าพรรคเพื่อไทยมาเป็นแกนนำ อาจจะมีการปรับถึงพรรคร่วมรัฐบาลด้วย อาจจะมีการหยิบยืมพรรคร่วมรัฐบาล ที่มาจากพรรครัฐบาลเดิม ไม่ว่าจะเป็นพรรคภูมิใจไทย พรรคพลังประชารัฐ ต่างมีโอกาสมาจับมือกับรัฐบาล ที่พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำได้ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นอาจจะเกิดพรรคร่วมรัฐบาลที่เป็นแบบ 10 พรรค ในสถานการณ์จาก 8 เป็น 10 พรรค คำถาม คือ ถ้าออกมาเป็น 10 พรรค แล้วก้าวไกลยังจะอยู่หรือไม่ พรรคเพื่อไทยเองก็ต้องรักษาภาพลักษณ์ คงไม่ผลักพรรคก้าวไกลออกไป แต่จะใช้สถานการณ์ดังกล่าวบีบพรรคก้าวไกลผ่านการจัดตั้งฝ่ายบริหารที่ให้ก้าวไกลดูกระทรวงเล็กกระทรวงน้อยไป และการบีบดังกล่าวดูเหมือนทำอย่างง่ายๆ กระทรวงการคลัง ก็อาจจะหลุดออกจากมือก้าวไกลแน่นอน คำถามคือพรรคก้าวไกลจะทนหรือไม่ ถ้าโดนบีบดังกล่าว อยู่ร่วมไปกับพรรครัฐบาล 10 พรรค แต่ถ้าทนไม่ได้ก็เหมือนกับการบีบให้ก้าวไกลต้องถอยด้วยตัวเอง แล้วพรรคเพื่อไทยก็จะบอกว่านี่ก้าวไกลได้ดำเนินการถอยกลับไปเป็นฝ่ายค้านแล้ว ถือว่าเป็นสิทธิของพรรคก้าวไกลพรรคเพื่อไทยไม่ได้เป็นคนผลักออกสถานการณ์จะออกมาเป็นในลักษณะนี้
ด้วยเหตุเช่นนี้ในเกมการต่อรองทางการเมือง ต้องยอมรับว่าพรรคก้าวไกล ติดกระดุมเม็ดแรกผิด ตั้งแต่ไม่ได้เป็นประธานสภา เมื่อไปถอยให้ตั้งแต่นั้นเหมือนต้องถอยจนเสียขบวน จนวันนี้อาจจะไม่ได้เป็นแม้กระทั่งพรรคร่วมรัฐบาลด้วยซ้ำ

