สิ่งที่เกิดขึ้นในวันลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีที่อาจจะเหมือนกับเป็นประโยชน์อยู่บ้าง คือการเผยความจริงออกมาจนล่อนจ้อนว่า แท้จริงแล้วประเทศเราอยู่ในระบอบการปกครองที่ไม่รู้จะเรียกชื่ออย่างไร แต่เป็นระบอบที่มี “อำนาจพันลึก” อะไรสักอย่างที่อนุญาตให้มีการเลือกตั้งได้ตามสมควร
“อำนาจพันลึก” ที่ว่านี้ไม่ได้หมายถึงองค์กร หรือสถาบันใดโดยเฉพาะเจาะจง หากเป็นการร่วมมือกันของอำนาจจารีต รัฐราชการที่เป็นปึกแผ่นแน่นหนาทั้งฝ่ายกองทัพและพลเรือน และภาคธุรกิจเอกชนผูกขาดที่ครอบงำเศรษฐกิจของประเทศไว้กับกลุ่มทุนใหญ่ไม่กี่กลุ่ม ที่ถ้าเป็นไปตามที่ คุณบรรยง พงษ์พานิช วาณิชธนกิจ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐศาสตร์ ไปได้ยินมาว่า เหตุซึ่งทำให้ “พิธา” และพรรคก้าวไกลไม่ได้ไปต่อหรือเป็นรัฐบาลได้ตามครรลองที่ควรนั้น ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องจงรักภักดีอะไรตามอ้าง แต่เป็นเพราะพวกเขาจะลดกองทัพ ลดนายพล ลดข้าราชการ ลดกฎหมาย ลดอำนาจ ลดทุนผูกขาด ลดทุกอย่างของอภิสิทธิ์ชน เพิ่มแค่อย่างเดียว คือ ภาษีคนรวย ดังนั้น “ใคร” เขาจะยอม
“ใคร” ที่ว่านั้น ก็คือบุคคลและกลุ่มผลประโยชน์ที่อยู่เบื้องหลังระบอบพันลึกที่ว่านี้เอง
ภาพที่ตลาดหุ้นเด้งขึ้นเขียวทั้งกระดานที่นำโดยกลุ่มทุนใหญ่ที่เชื่อว่าจะได้รับผลกระทบโดยตรงหากพรรคก้าวไกลได้เป็นรัฐบาลนั้น เป็นภาพที่จริงจนเจ็บว่าประเทศนี้ยังครอบงำโดยกลุ่มทุนที่จะเสียผลประโยชน์ถ้าผู้แทนราษฎรที่จะเป็นปากเสียงต่อรองแทนประชาชนได้เข้าสู่อำนาจรัฐ ทั้งยังเป็นสัญญาณอันเป็นรูปธรรมที่ชี้ให้เห็นว่า เรื่อง “อำนาจพันลึก” ที่อยู่เบื้องหลังนี้มีอยู่จริง
ใน “ระบอบการปกครองที่อนุญาตให้มีการเลือกตั้งได้ตามสมควร” นั้นจะเปิดโอกาสให้ประเทศนี้มีการเลือกตั้งได้ตามรอบวาระ หากผู้มีอำนาจที่แท้จริงจะรวมหัวกันพิจารณาอีกทีว่าจะ “อนุญาต” ให้ผู้ที่ประชาชนได้เลือกมาแล้วนั้นได้เข้าสู่อำนาจรัฐแต่โดยดีหรือไม่
โดยเมื่อใดก็ตามที่ผู้ชนะการเลือกตั้งเป็นฝั่งฝ่ายที่เขาไม่อนุญาต กลไกต่างๆ ก็จะถูกงัดขึ้นมาใช้เพื่อขจัดขัดขวางผู้ที่บังอาจชนะเลือกตั้งโดยมิได้รับอนุญาตนั้น ให้มีอันเป็นไปจากเขตขอบรอบวงแห่งอำนาจ หรือสกัดไม่ให้เข้าสู่วงอำนาจเลยตั้งแต่ต้นเช่นกรณีของพิธาและพรรคก้าวไกล การ “จัดการ” นี้ อาจกระทำโดยกลไกนิติสงคราม โดยกลเกมการเมืองของพรรคการเมืองรวมถึงสื่อมวลชนในอาณัติ พวกกลุ่มแก๊งอันธพาลทางการเมือง และสุดทางที่การรัฐประหารโดยกองทัพ
ที่คาดไม่ถึงหรือประเมินพวกเขาต่ำไปคือ แม้กระทั่งว่าพรรคการเมืองที่ชนะเลือกตั้งนี้ แม้แต่เป็นพรรคการเมืองที่คนกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ ซึ่งเป็นปกติเป็นคนส่วนน้อยที่เสียงดังนั้นเลือกมาอย่างถล่มทลาย ซึ่งปกติอำนาจพันลึกเหล่านี้ตามปกติก็ออกจะเกรงใจอยู่ แต่ก็ปรากฏว่า ต่อให้เป็นคนกรุงเทพฯ หรือคนเมืองใหญ่ จะเสียงคุณภาพหรือไม่อย่างไร แต่ถ้าลงไปเลือก “พรรคที่ไม่ได้รับอนุญาต” แล้ว พวกเขาก็หาได้เห็นหัวยอมรับว่ามีตัวตนไม่
ประกอบกับที่ความเชื่อของพรรคก้าวไกลที่ว่าในที่สุดแล้วจะได้รับเสียงสนับสนุนจนครบ 376 เสียง เป็นมติของรัฐสภาที่เลือก “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นอาจจะมีสมมุติฐานจากความเชื่อว่าส่วนหนึ่งน่าจะเป็นความมั่นใจที่เกิดจากกระแสสังคมที่เป็นฉันทามติร่วมสิบสี่ล้านเสียงที่เลือกพรรคก้าวไกลนั้นน่าจะมีอิทธิพลโน้นน้าวให้บรรดา ส.ว. ไม่ “หัก” กับเสียงข้างมากที่สุ่มเสี่ยงที่จะทำให้ผู้คนไม่พอใจไปจนโกรธเกรี้ยวจนออกมา “ลงถนน” แสดงพลังกันถล่มทลาย
แม้แต่นักวิเคราะห์วิจารณ์การเมืองทุกสำนักก็ยังประเมินเอาไว้ในแนวทางเช่นนี้ โดยมองว่า “พื้นที่ทางการเมือง” ของพรรคก้าวไกลนั้น มีทั้งพื้นที่ของ “การเมืองในสภา” และ “การเมืองบนท้องถนน”
หากต้องยอมรับความจริงว่า “มวลชน” ผู้ไม่พอใจจนออกมาแสดงตัวในการชุมนุมตั้งแต่ครั้งที่ กกต.มีมติยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคุณสมบัติความเป็น ส.ส.ของ “พิธา” พร้อมขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ไปจนถึงการชุมนุมในวันที่รัฐสภาลงมติและหนึ่งวันหลังจากนั้น ปรากฏว่าจำนวนมวลชนที่มาชุมนุมก็ไม่ได้มากมายจนก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนเพียงพอ ไม่มีผู้คนที่เดือดดาลออกมาปกป้องสิทธิเสียงของตนกันมากมายอะไรอย่างที่เคยคาดกัน
พรรคก้าวไกลที่ไม่อาจพึ่งพา “การเมืองบนถนน” หรือการเมืองภาคประชาชนได้อย่างแน่นอนแล้ว เช่นนี้ก็เหลือเพียงการเมืองในสภา ซึ่งคงต้องยอมรับอีกเช่นกันว่าออกไปในทางเสียเปรียบและแทบไม่เห็นทางเลยที่ว่าเพียงทอดเวลาไปไม่ถึงสัปดาห์ จะมีเหตุประการใดให้ฝ่าย ส.ว.นั้นเปลี่ยนทางการตัดสินใจกลับมาสนับสนุนให้ครบเป็นมติรัฐสภาได้
จริงอยู่ว่า ทางตัว “พิธา” ผู้ที่ได้รับเลือกจากเสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎรให้เป็นนายกรัฐมนตรีแต่ไม่ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภานั้น จะขอโอกาสอีกครั้งในวันที่ 19 นี้ หากไม่อาจได้รับความเห็นชอบจัดตั้งพรรคร่วมรัฐบาลได้จริง ก็จะให้โอกาสพรรคเพื่อไทยได้จัดตั้งรัฐบาลได้บ้าง แต่ผู้คน โดยเฉพาะกองเชียร์ของฝ่ายเพื่อไทยก็มองข้ามไปหมดแล้วว่าทางเพื่อไทยได้จัดตั้งรัฐบาลแน่นอน เหลือเพียงว่า จะจับขั้วกับ 8 พรรคเดิมตาม MOU หรือจะแยกย้ายสลายกันไปจับกับพรรคอื่น ซึ่งก็ได้แก่ซีกพรรคร่วมรัฐบาลเดิม ซึ่งมีทั้งพลัง
ประชารัฐ รวมไทยสร้างชาติ และตัวแปรสำคัญที่สุด คือ พรรคภูมิใจไทย ที่ก็ปรากฏว่า ทั้งบุคคลนำในพรรคเพื่อไทยและบรรดานายแบกนางแบกทั้งหลาย ก็ออกมาตีปลาหน้าไซกันโต้งๆ ถึงความเป็นไปได้ที่จะออกมาเป็นประการหลัง
นั่นก็เป็นที่มาของสงครามคีย์บอร์ดรอบใหม่ของ “ด้อมส้ม” กับบรรดา “นายแบก–นางแบก” พรรคเพื่อไทย
ถ้าเราจะมามองในอีกแง่มุมว่า ก่อนหน้านี้ “พรรคเพื่อไทย” ซึ่งสืบทอดอุดมการณ์และบุคลากรต่อมาจากพรรคพลังประชาชนและย้อนไปถึงพรรคไทยรักไทยก็เคยเป็น “พรรคที่ไม่ได้รับอนุญาต” จากฝ่ายอำนาจพันลึกให้ชนะการเลือกตั้งเข้ามามีอำนาจรัฐ ถึงขนาดเคยถูกรัฐประหารไปในปี พ.ศ.2557 หากวันนี้ เพราะ “เป้าหมาย” หรือ “ศัตรู” ของฝ่ายกลุ่มก้อนเครือข่ายแห่งอำนาจนั้นได้เปลี่ยนไปเป็นพรรคก้าวไกลเสียแล้ว “พรรคเพื่อไทย” ที่เหมือนจะ “พูดกันรู้เรื่อง” กว่า จึงเหมือน “ได้รับอนุญาต” ให้เข้ามามีอำนาจรัฐได้ตามสมควร
เมื่อพิจารณาจากมุมนี้ว่าพรรคเพื่อไทยเองไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ก็ยังถือว่าเป็นพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย รวมถึงมีชื่อเสียงที่เชื่อถือได้ว่ามีฝีมือในการบริหารประเทศที่จะแก้ปัญหาปากท้องและทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น เช่นนี้เราควรพอใจต่อ “ชัยชนะ” ของฝ่ายประชาธิปไตยในชั้นนี้ได้ก่อนหรือไม่ ส่วนชัยชนะแบบ “เป้าใหญ่” ที่จะนำพาประเทศไปสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันแท้จริงกว่านี้ค่อยไปว่ากันต่อไปในภายหน้า
เป็นความจริงที่การต่อสู้เพื่ออุดมการณ์แบบมองเป้าใหญ่ กับการเก็บชัยชนะทีละเล็กละน้อยนั้นก็ไม่ได้ขัดแย้งกันเองโดยตรง นอกจากนี้การที่เรามี “เป้าใหญ่” เป็นหลักชัยเพื่อเดินทางไปให้ถึงอยู่ พร้อมกับพยายามเก็บชัยชนะเล็กๆ แบบ small win รายทางไปด้วยนั้น ก็ช่วยให้เราไปสู่เป้าหมายใหญ่ของเราได้อย่างมีกำลังใจและง่ายขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ใช้ได้กับเรื่องอื่นๆ เช่นการพัฒนาตัวเอง การลงทุน หรือการซ้อมวิ่งมาราธอนก็ได้
หากกับดักของ “ชัยชนะเล็กๆ” ที่จะเป็นอุปสรรคต่อ “เป้าหมายใหญ่” นั้น อยู่ที่ว่า ความที่มันเองก็ถือเป็น “ชัยชนะ” ที่อาจจะทำให้เกิดความพอใจได้ในตัวของมันแล้ว มันก็เป็นไปได้ที่หากเราได้รับ “ชัยชนะเล็กๆ” นั้นบ่อยเข้า หรือชัยชนะนั้นมีขนาดพอสมควรแล้ว ในที่สุดก็เป็นไปได้ว่า เราอาจจะ “พอใจ” กับชัยชนะเล็กน้อยนั้นแล้วหยุดแค่นั้น หรือเปลี่ยนใจไม่เอา “เป้าหมายใหญ่” ที่อาจจะเป็นเรื่องยั่งยืนกว่าแล้ว
เหมือนคนที่ตั้งใจซ้อมวิ่งเพื่อหวังว่าจะไปลงฟูลมาราธอน (ระยะ 42.195 กม.) ให้ได้สักครั้งในชีวิต แต่ก็ปรากฏว่าเมื่อสามารถเริ่มต้นวิ่งระดับมินิมาราธอน (10.5 กม.) หรือฮาลฟ์มาราธอน (21 กม.) ได้บ่อยเข้า ได้รับชัยชนะในการวิ่งระยะไกลขั้นต้นแล้วก็พอใจและหยุดลงแค่นั้น ก็เป็นเรื่องน่าเสียดาย (ซึ่งก็มี “นักอยากวิ่งมาราธอน” หลายคนติดไม่ได้ไปต่ออยู่แบบนี้จริงๆ)
นี่คือปัญหาของ “ชัยชนะเล็กน้อย” ที่ในที่สุดไปขัดขวาง “เป้าหมายใหญ่”
เช่นนี้ถ้าพรรคเพื่อไทยพยายามรักษา “ชัยชนะทีละน้อย” นี้ไว้ อาจจะจำเป็นที่จะต้องไม่ “ก่อศัตรู” หรือไป “ขัดใจ” บรรดาผู้มีอำนาจพันลึกนั้นโดยไม่จำเป็นละพอใจกับระบอบการเลือกตั้งเท่าที่เขาอนุญาตให้มีว่าเท่านี้ก็เรียกว่าประชาธิปไตยได้แล้ว จากนั้นก็อาจไปเจรจาต่อรองทุนผูกขาดให้ยอมลดประโยชน์ลงมาบ้างพอสมควรเพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่กลาง และธุรกิจขนาดกลางและเล็กในประเทศได้มีโอกาสลืมหน้าอ้าปากบ้างเพื่อให้เศรษฐกิจและผู้คน “อยู่ดีกินดี”
ทั้งอาจจะยังคงสานต่อนโยบายสุราก้าวหน้าหรือยอมผ่านกฎหมายการร่วมชีวิตของคนเพศเดียวกันตลอดจนเปิดช่องทางเสรีภาพในการแสดงออกและเรื่องอื่นๆ เพิ่มให้ “ตามสมควร” เท่าที่จะไม่กระทบต่ออำนาจจารีต อาจจะยอมถึงขนาดมีการกระจายอำนาจปกครองส่วน
ท้องถิ่นคล้ายๆ การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ซึ่งเอาจริงไม่ใช่ตัวอย่างที่ดีนัก) เพิ่มไปอีกในจังหวัดใหญ่ๆ หรือแม้แต่การปรับปรุงกำลังพลและระบบการเกณฑ์ทหารให้ทันสมัยหรือเคารพต่อสิทธิมนุษยชนขึ้นบ้างตามสมควรเท่าที่ฝ่ายกองทัพจะยินยอม เช่นนี้ถ้าจะเรียกว่าเป็น “ชัยชนะทีละเล็กละน้อย” ที่จะทำให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นก็อาจจะได้ รวมถึงอาจจะมีการแก้ไขหรือยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ด้วยกติกาที่เป็นธรรมขึ้นบ้าง โดยได้รับความเห็นชอบแล้วโดยฝ่ายผู้ครองอำนาจพันลึกนั้นก็เป็นได้
แต่นั่นก็เท่ากับเป็นการยินยอมให้อำนาจเช่นนั้นครอบงำประเทศค้ำหัวประชาชนอยู่ต่อไป จำนนว่าอำนาจนั้นเข้มแข็งและเราควรยอมรับและไม่ควรไปต้านทาน
เหตุผลที่พรรคก้าวไกลชนะการเลือกตั้งนี้ซึ่งหลายฝ่ายมองตรงกันว่าเป็นเพราะประชาชนนั้นต้องการความเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างหลัก ตั้งเป้าหมายไว้ในระดับ “อุดมการณ์ประชาธิปไตย” เพราะการปกครองในระบอบรัฐประหารและระบอบสืบทอดอำนาจดำเนินมายาวนานร่วม 9 ปีนั้น ได้เปิดเปลือยต้นตอปัญหาและโครงสร้างที่เหนี่ยวรั้งความเจริญของประเทศนี้ออกมาจนกระจ่างแล้ว นั่นทำให้นโยบายที่มุ่งเน้นแต่เรื่อง “อยู่ดีกินดี” หรือ “ปากท้องมาก่อนอุดมการณ์” ของเพื่อไทยนั้นขายไม่ได้มากพอที่จะทำให้ชนะการเลือกตั้งมาเป็นที่หนึ่งได้เท่านโยบายที่ดูจะตรงไปตรงมากับการต่อสู้กับเครือข่ายและโครงสร้างของอำนาจที่ว่าตามแนวทางของพรรคก้าวไกล
ในที่สุดประชาชนจะพอใจ “ชัยชนะเล็กๆ” ที่แก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องทำให้อยู่ดีกินดี คืนสิทธิเสรีและประชาธิปไตยมาได้บางส่วนแบบไม่แตะต้อง “พื้นที่หวงห้าม” ที่เป็นต้นตอของปัญหาเพื่อรักษาอำนาจรัฐและชัยชนะทีละเล็กละน้อยตามแนวทางเช่นนี้หรือไม่ จึงอาจจะต้องไปชี้วัดพิสูจน์กันอีกครั้งในการเลือกตั้งสมัยหน้า
กล้า สมุทวณิช

