หน้าแรก การเมือง สื่อนอกมองไทย...

สื่อนอกมองไทย โหวตนายกฯรอบ 2

19.07.23 | 05:40 น.

สื่อนอกมองไทย โหวตนายกฯรอบ2

การลงคะแนนโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีรอบ 2 ของไทยที่กำหนดจะมีขึ้นในวันที่ 19 กรกฎาคมนี้ ยังคงถูกจับตามองจากโลกและสื่อต่างชาติอย่างใกล้ชิด หลังจากที่การโหวตรอบแรก นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ไปไม่ถึงฝั่งฝัน และดูเหมือนแทบจะไม่มีใครที่คาดว่า นายพิธาจะได้รับชัยชนะในการโหวตรอบ 2 หากมองว่ามีความเป็นไปได้อย่างมากที่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยน่าจะก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ในท้ายที่สุด

ฌอน คริสปิน จากเอเชียไทม์ส ระบุว่า “ความพ่ายแพ้ของพิธาคือชัยชนะของทักษิณ” โดยมองว่า ความพ่ายแพ้ของพิธาในการโหวตรอบแรก ทำให้การลงคะแนนในรอบที่ 2 มีการพูดถึงการที่พรรคเพื่อไทยที่มีคะแนนตามมาเป็นอันดับ 2 จะสามารถเสนอชื่อแคนดิเดตอื่น ซึ่งได้รับการยืนยันจากคนวงในบางคนว่ามีแนวโน้มที่ชื่อของ นายเศรษฐา ทวีสิน อาจจะได้รับการเสนอชื่อ โดยการโหวตรอบที่ 3 และ 4 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย อาจเกิดขึ้นในวันถัดไปก็เป็นได้

เชื่อว่าการแข่งขันทางการเมืองจะเข้มข้นขึ้นในช่วงไม่กี่วันก่อนที่จะมีการโหวตรอบ 2 เพราะพิธาจะต้องพยายามอธิบายกับพันธมิตรร่วมรัฐบาลว่า ทำไมเขาจึงเชื่อว่าตนเองจะสามารถคว้าชัยชนะในการโหวตครั้งที่ 2 หลังจากพ่ายแพ้ไปแล้วในการโหวตรอบแรก โดยหลายคนเชื่อว่าวุฒิสมาชิกและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหัวอนุรักษนิยมคนอื่นๆ จะเต็มใจลงคะแนนเสียงให้กับนายเศรษฐา ที่ไม่มีประเด็นที่นำไปสู่การเผชิญหน้าใดๆ และยังเป็นคนที่คนวงในของพรรคเพื่อไทยชูว่าเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่มีความประนีประนอม

คริสปินบอกว่า ทั้งพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยถือเป็นแนวร่วมอย่างหลวมๆ แต่มันอาจพังทลายลงได้อย่างรวดเร็วหลังการโหวตรอบแรก รวมถึงความเป็นไปได้ที่พรรคก้าวไกลอาจถูกยุบโดยศาลรัฐธรรมนูญในอีกไม่กี่สัปดาห์หรืออีกไม่กี่เดือนข้างหน้า โดยเวทีสำหรับความแตกแยกทางการเมืองเตรียมพร้อมไว้แล้ว เหมือนที่ทั้งสองพรรคได้ขับเคี่ยวกันมาหลายสัปดาห์กับตำแหน่งประธานรัฐสภา ขณะที่พรรคเพื่อไทยก็ได้ปฏิเสธที่จะลงนามในเอ็มโอยูหากมีการใส่เรื่อง 112 ลงในนั้น

Advertisement

ขณะที่ นายทักษิณ ชินวัตร ที่ประกาศซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าจะกลับบ้านในเดือนกรกฎาคม ก็เพิ่งเลื่อนเวลากลับบ้านออกไปจนกว่าสถานการณ์การเมืองไทยจะมีเสถียรภาพ กลุ่มอนุรักษนิยมในไทยและกลุ่มทุนชั้นนำในไทยต่างมองว่า ขณะนี้วาระการปฏิรูปของพรรคก้าวไกลเป็นภัยคุกคามที่มากกว่าทักษิณ

คริสปินชี้ว่า ปัญหาสำหรับพิธาและพรรคก้าวไกลคือ รัฐบาลผสมที่นำโดยพรรคเพื่อไทย อาจจะตัดพรรคก้าวไกลออกไป ภายใต้ข้ออ้างเรื่องเสถียรภาพ และยังมีความเสี่ยงสูงที่พิธาจะถูกตัดสิทธิ รวมถึงความเสี่ยงที่พรรคก้าวไกลจะถูกยุบ

แนวทางจัดการเรื่องนี้ของกลุ่มอนุรักษนิยมต่อนายพิธามีความชัดเจน ซึ่งพรรคเพื่อไทยก็พิสูจน์ว่าบทบาทของเพื่อไทยเป็นสิ่งสำคัญที่จะขาดเสียมิได้ แต่นั่่นอาจเป็นเรื่องที่รับไม่ได้สำหรับกลุ่มผู้สนับสนุนหัวก้าวหน้าที่จะออกมาประท้วงเพื่อต่อต้านสิ่งที่พวกเขาเห็นว่าไม่เป็นประชาธิปไตย

ด้าน แฮร์ริสัน เฉิง ผู้อำนวยการบริษัทที่ปรึกษาความเสี่ยง “Control Risks” แสดงความเห็นผ่านข้อเขียนที่เผยแพร่ผ่านแชนแนลนิวส์เอเชียระบุว่า ไทยเผชิญการเมืองที่ไม่แน่นอนยืดเยื้อ หลังจากไม่สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีคนต่อไปได้ โดยกล่าวถึงการที่นายพิธาไม่สามารถทำให้เขาได้รับการโหวตเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีจากสมาชิกรัฐสภาในครั้งแรก รวมถึงการโหวตรอบที่ 2 ที่กำลังจะมีขึ้น ก็ยังไม่มีหลักประกันใดว่าประเทศไทยจะหลุดพ้นจากสถานการณ์การเมืองที่ไม่แน่นอนนี้ หลังจากการเลือกตั้งทั่วไปของไทยผ่านมามากกว่า 2 เดือนแล้ว

ความล่าช้านี้จะยิ่งสร้างบาดแผลลึกให้กับภาคธุรกิจและความเชื่อมั่นของนักลงทุนจากวิกฤตทางการเมืองที่ดำเนินอยู่ โดยบริษัทต่างๆ ได้เริ่มชะลอการลงทุนใหม่ ขณะรอความชัดเจนว่ารัฐบาลชุดต่อไปของไทยจะเป็นอย่างไร และช่วงเปลี่ยนผ่านหลังการเลือกตั้งที่ยืดเยื้อนี้ยังจะทำลายการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปีนี้ (ที่คาดว่าอยู่ที่ราว 2.7-3.7%) ซึ่งเชื่องช้าล้าหลังประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอยู่แล้ว และได้รับการสนับสนุนจากภาคการท่องเที่ยวที่กำลังฟื้นตัวขึ้นโดยส่วนใหญ่

อย่างไรก็ดี การกระเตื้องของภาคการท่องเที่ยวก็อาจลดลงได้อย่างรวดเร็ว หากหล่มการเมืองไทยก่อให้เกิดความไม่สงบขนาดใหญ่ขึ้นอีก ซึ่งเป็นฉากทัศน์ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหลังจากความล้มเหลวของนายพิธาในการได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีในการโหวตครั้งแรก

นายเฉิงระบุต่อไปว่า บรรดานักลงทุนที่กำลังมองหาทางเลือกห่วงโซ่อุปทานที่หลากหลาย หรือโอกาสใหม่ๆ ในภาคส่วนที่เติบโต เช่น รถยนต์ไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน และเศรษฐกิจดิจิทัล จะไม่รอไปตลอดเพื่อให้ประเทศไทยกลับมาดำเนินการร่วมกัน โดยอินโดนีเซีย เวียดนาม มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ กำลังแข่งขันอย่างดุเดือดกับไทยในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในภาคอุตสาหกรรมเหล่านี้ เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ

แม้นายพิธาจะประกาศจุดยืนชัดเจนว่าหากเขาพ่ายการโหวตในรอบที่ 2 ก็พร้อมจะเปิดทางให้มีการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยแทน แต่ถึงที่สุดแล้วพันธมิตรระหว่างพรรคใหญ่ที่สุดทั้ง 2 พรรคจากการเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุดของไทย จะล่มหัวจมท้ายกันไปได้จนตลอดรอดฝั่งหรือไม่

ขณะที่โฆษกกระทรวงต่างประเทศสหรัฐออกมาแสดงความเป็นห่วงต่อพัฒนาการล่าสุดของระบบกฎหมายไทย และว่าสหรัฐกำลังจับตาดูในเรื่องดังกล่าวอย่างใกล้ชิด ในการตอบคำถามเกี่ยวกับการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคดีของพิธา รวมถึงความเป็นไปได้ที่อาจจะมีการยุบพรรคก้าวไกล

พร้อมย้ำว่า สหรัฐสนับสนุนกระบวนการที่สะท้อนถึงเจตจำนงของคนไทยอีกด้วย…