ที่ประชุม 8 พรรคร่วมยังมีมติเสนอชื่อ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หัวหน้าพรรคก้าวไกลและ
แคนดิเดตนายกฯ ให้รัฐสภาโหวตเป็นนายกฯอีกรอบในวันที่ 19 กรกฎาคม หลังจากเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา “พิธา” ได้เสียงแค่ 324 เสียง ไม่เกินกึ่งหนึ่งคือ 375 เสียง
สิ่งที่จะเห็นและเป็นไปในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาในวันที่ 19 กรกฎาคม คือการสกัดกั้น “พิธา” ไม่ให้นั่งเก้าอี้นายกฯอีกครั้ง แต่ครานี้จะหนักหนากว่าเก่า
ด่านแรก…ส.ว.ตัวตึงกับ ส.ส.พรรคขั้วตรงข้าม เห็นว่า 8 พรรคร่วมไม่อาจเสนอชื่อ “พิธา” ให้รัฐสภาโหวตได้อีกรอบ เพราะถือว่าญัตตินั้นตกไปแล้ว จะเสนอญัตติเดิมซ้ำไม่ได้ ซึ่งขัดกับข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ.2563 ข้อ 41 ที่ระบุว่า “ญัตติใดซึ่งตกไปแล้ว ห้ามนำญัตติซึ่งมีหลักการเดียวกันขึ้นเสนออีกในสมัยประชุมเดียวกัน เว้นแต่ญัตติซึ่งยังไม่มีการลงมติหรือญัตติที่ประธานสภาอนุญาต ในเมื่อพิจารณาเห็นว่าเหตุการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป”
แต่พรรคก้าวไกล และอีก 7 พรรคร่วมเห็นว่าการโหวตนายกฯ เป็นคนละหมวดกับญัตติ มีกระบวนการและหลักการเลือกที่ชัดเจน จะไปตีความข้อบังคับให้ขัดต่อรัฐธรรมนูญไม่ได้ ทั้ง 8 พรรคจึงมีมติเสนอชื่อ “พิธา” ให้โหวตอีกรอบ
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม “วันมูหะมัดนอร์ มะทา” ประธานรัฐสภา เรียกประชุมวิป 3 ฝ่าย เพื่อหารือเรื่องดังกล่าว ปรากฏว่าไม่สามารถตกลงกันได้ว่าจะเสนอชื่อ “พิธา” ให้โหวตอีกรอบได้หรือไม่
จึงอยู่ที่ “วันนอร์” ในฐานะประธานรัฐสภา จะพิจารณาแล้วเห็นว่ามี “เหตุการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป” หรือไม่ หลังเปิดให้อภิปรายและอาจให้ลงคะแนนว่าข้อบังคับ 41 ใช้กับญัตติโหวตนายกฯได้หรือไม่ โดยใช้เสียงส่วนใหญ่ของที่ประชุม
หากเปิดให้โหวตก็มีความเป็นไปได้สูงที่เสียงส่วนใหญ่จะเห็นว่าการเสนอชื่อ “พิธา” โหวตนายกฯรอบ 2 ขัดกับข้อบังคับ 41 เท่ากับว่าไม่อาจเสนอชื่อ “พิธา” ได้อีก ก็ต้องนัดประชุมอีกครั้ง เพื่อโหวตแคนดิเดตนายกฯคนใหม่
นั่นเป็นเรื่องของรัฐสภา ยังมีอีกด่านนอกสภาที่ “พิธา” อาจถูกสกัดนั่นคือคดีการถือหุ้นไอทีวี คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนัดประชุมวันที่ 19 กรกฎาคม เวลา 09.30 น. วันเวลาเดียวกับการประชุมรัฐสภาที่มีการโหวตนายกฯรอบ 2 โดยมีวาระพิจารณา เรื่องที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้วินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 ว่าสมาชิกภาพ ส.ส.ของ “พิธา” สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) หรือไม่ พร้อมขอศาลสั่งให้ “พิธา” หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าศาลจะสั่งให้ “พิธา” หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวในวันดังกล่าว แต่รัฐสภาก็ยังโหวตชื่อ “พิธา” เป็นนายกฯได้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญไม่ได้ห้ามว่านายกฯต้องเป็น ส.ส.
แต่นั่นอาจเป็นเงื่อนไขให้ ส.ว.นำมาอ้างไม่โหวตให้หรืองดออกเสียงได้ เพราะสุ่มเสี่ยงหากศาลมีคำวินิจฉัยในวันข้างหน้าว่า “พิธา” พ้นสมาชิกภาพ ส.ส.เพราะถือหุ้นสื่อ ก็ต้องพ้นจากเก้าอี้
นายกฯด้วย เพราะคุณสมบัติการเป็นนายกฯ ต้องไม่เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ ตามมาตรา 160 (6) คือต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98 ซึ่งการถือหุ้นสื่อเป็นข้อห้ามตามมาตรา 98 (3)
กลับมาที่รัฐสภา หากที่ประชุมเห็นว่าข้อบังคับ 41 ไม่อาจมาใช้กับกรณีนี้ได้ และ “พิธา” ฝ่าด่านสำเร็จ ก็ต้องเจอด่านโหดคือการลงคะแนนให้ความเห็นชอบเป็นนายกฯ เป็นด่านเดิมเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ที่เสียงไม่พอให้ “พิธา” เป็นนายกฯ
การโหวตรอบ 2 นี้หลายฝ่ายคาดกันว่าช่วงเวลา 6-7 วันที่ผ่านมาพรรคก้าวไกลจะไปปรับกลยุทธ์ดึงเสียงมาหนุนให้ข้ามเส้น 375 เสียงได้หรือไม่
แม้มีความพยายามติดต่อพูดคุยกับบางพรรคต่างขั้ว แต่ดูเหมือนจะถูกปฏิเสธ ส่วนเสียงจาก ส.ว.ที่จะหาเพิ่มให้มากกว่าเดิมที่ได้ 13 เสียงนั้น มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน
หาก “พิธา” วืดซ้ำอีก แต่คะแนนได้เพิ่มอย่างมีนัยสำคัญที่พรรคก้าวไกลวางเงื่อนไขไว้ว่าถ้าเพิ่มขึ้นจากเดิม 10% หรือหาอีก 32 เสียง ขยับจาก 324 เสียง เป็น 356 เสียง ก็อาจจะขอโหวตรอบ 3
แต่ถ้าคะแนนโหวตรอบ 2 ยังไม่กระเตื้อง พรรคก้าวไกลก็จะส่งไม้ต่อให้พรรคเพื่อไทยเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯแทน โดยมีเงื่อนไขว่ายังเป็น 8 พรรคที่ร่วมเซ็นเอ็มโอยูกันไว้
พรรคเพื่อไทยมี 3 ชื่อแคนดิเดตนายกฯ คือ “อุ๊งอิ๊ง–แพทองธาร ชินวัตร” “เศรษฐา ทวีสิน” และ “ชัยเกษม นิติสิริ” แต่ชื่อที่โดดเด่นในขณะนี้คือ “เศรษฐา ทวีสิน”
แม้ตามกระบวนการแล้วต้องเข้าสู่ที่ประชุมกรรมการบริหารพรรค แต่ “อุ๊งอิ๊ง” ก็หลุดออกมาว่าพรรคจะเสนอชื่อ “เศรษฐา ทวีสิน”
หากพรรคเพื่อไทยได้สิทธิเสนอชื่อแคนดิเดต นายกฯของพรรค ก็ต้องปรับเปลี่ยนเนื้อหาในเอ็มโอยู โดยเฉพาะประเด็นที่ 8 พรรคร่วมจะสนับสนุน “พิธา” เป็นนายกฯ ก็ต้องเปลี่ยนชื่อใหม่ รวมทั้งเนื้อหาบางส่วนด้วย
อย่างไรก็ตาม หากพรรคเพื่อไทยรับไม้ต่อแล้วยังร่วมกัน 8 พรรค ก็ไม่แน่ว่าแคนดิเดตนายกฯจากพรรคเพื่อไทยจะผ่าน 375 เสียงหรือไม่ อาจต้องดึงพรรคอื่นมาร่วม
“ชลน่าน ศรีแก้ว” หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เปรยออกมาแล้วว่า “หาก ‘พิธา’ ไม่ผ่านการโหวตรอบสอง พรรคเพื่อไทยมีความพร้อม และถ้าได้เป็นแกนนำตั้งรัฐบาล หลายเรื่องต้องเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะเนื้อหาสาระเอ็มโอยู เช่น ชื่อของ ‘พิธา’ ต้องเปลี่ยนไปเป็นใคร การเติมเสียงพรรคที่ 9 พรรคที่ 10 และการหาเสียง ส.ว.มาสนับสนุนเพิ่มเติม ถ้าประธานรัฐสภาจะบรรจุญัตติเลือกนายกฯในสัปดาห์หน้าเราก็มีความพร้อม”
หากพรรคเพื่อไทยดึงพรรคอื่นมาร่วม พรรคก้าวไกลจะยอมรับได้ไหม หรือพรรคอื่นจะตั้งแง่ไม่ร่วมกับพรรคก้าวไกล
ดังนั้น พรรคเพื่อไทยหัวจะปวดกับการจัดตั้งรัฐบาลไม่น้อย หากจะล้างไพ่ใหม่ข้ามขั้วไปจับกับพรรคอื่น โดยทิ้งพรรคก้าวไกล เพื่อให้ผ่าน 375 เสียงแล้วได้เป็นนายกฯและแกนนำตั้งรัฐบาล ก็มีราคาที่ต้องจ่ายไม่น้อยกับมวลชนโดยเฉพาะกลุ่มด้อมส้ม
เป็นฉากต่อไป ที่ต้องรอชมหลัง 19 กรกฎาคม

