ส่องด่านสกัด‘พิธา’ โหวตนายกฯรอบ2 กับฉากต่อไปถ้าวืดซ้ำ

19.07.23 | 14:19 น.

ที่ประชุม 8 พรรคร่วมยังมีมติเสนอชื่อพิธา ลิ้มเจริญรัตน์หัวหน้าพรรคก้าวไกลและ

แคนดิเดตนายกฯ ให้รัฐสภาโหวตเป็นนายกฯอีกรอบในวันที่ 19 กรกฎาคม หลังจากเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมาพิธา ได้เสียงแค่ 324 เสียง ไม่เกินกึ่งหนึ่งคือ 375 เสียง 

สิ่งที่จะเห็นและเป็นไปในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาในวันที่ 19 กรกฎาคม คือการสกัดกั้นพิธา ไม่ให้นั่งเก้าอี้นายกฯอีกครั้ง แต่ครานี้จะหนักหนากว่าเก่า 

ด่านแรก..ตัวตึงกับ ส..พรรคขั้วตรงข้าม เห็นว่า 8 พรรคร่วมไม่อาจเสนอชื่อพิธา ให้รัฐสภาโหวตได้อีกรอบ เพราะถือว่าญัตตินั้นตกไปแล้ว จะเสนอญัตติเดิมซ้ำไม่ได้ ซึ่งขัดกับข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ..2563 ข้อ 41 ที่ระบุว่าญัตติใดซึ่งตกไปแล้ว ห้ามนำญัตติซึ่งมีหลักการเดียวกันขึ้นเสนออีกในสมัยประชุมเดียวกัน เว้นแต่ญัตติซึ่งยังไม่มีการลงมติหรือญัตติที่ประธานสภาอนุญาต ในเมื่อพิจารณาเห็นว่าเหตุการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป 

แต่พรรคก้าวไกล และอีก 7 พรรคร่วมเห็นว่าการโหวตนายกฯ เป็นคนละหมวดกับญัตติ มีกระบวนการและหลักการเลือกที่ชัดเจน จะไปตีความข้อบังคับให้ขัดต่อรัฐธรรมนูญไม่ได้ ทั้ง 8 พรรคจึงมีมติเสนอชื่อพิธาให้โหวตอีกรอบ

Advertisement

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา เรียกประชุมวิป 3 ฝ่าย เพื่อหารือเรื่องดังกล่าว ปรากฏว่าไม่สามารถตกลงกันได้ว่าจะเสนอชื่อพิธาให้โหวตอีกรอบได้หรือไม่

จึงอยู่ที่วันนอร์ ในฐานะประธานรัฐสภา จะพิจารณาแล้วเห็นว่ามีเหตุการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป หรือไม่ หลังเปิดให้อภิปรายและอาจให้ลงคะแนนว่าข้อบังคับ 41 ใช้กับญัตติโหวตนายกฯได้หรือไม่ โดยใช้เสียงส่วนใหญ่ของที่ประชุม

หากเปิดให้โหวตก็มีความเป็นไปได้สูงที่เสียงส่วนใหญ่จะเห็นว่าการเสนอชื่อพิธา โหวตนายกฯรอบ 2 ขัดกับข้อบังคับ 41 เท่ากับว่าไม่อาจเสนอชื่อพิธา ได้อีก ก็ต้องนัดประชุมอีกครั้ง เพื่อโหวตแคนดิเดตนายกฯคนใหม่

นั่นเป็นเรื่องของรัฐสภา ยังมีอีกด่านนอกสภาที่พิธา อาจถูกสกัดนั่นคือคดีการถือหุ้นไอทีวี คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนัดประชุมวันที่ 19 กรกฎาคม เวลา 09.30 . วันเวลาเดียวกับการประชุมรัฐสภาที่มีการโหวตนายกฯรอบ 2 โดยมีวาระพิจารณา เรื่องที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้วินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 ว่าสมาชิกภาพ ส..ของพิธา สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) หรือไม่ พร้อมขอศาลสั่งให้พิธา หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าศาลจะสั่งให้พิธา หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวในวันดังกล่าว แต่รัฐสภาก็ยังโหวตชื่อพิธาเป็นนายกฯได้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญไม่ได้ห้ามว่านายกฯต้องเป็น ส..

แต่นั่นอาจเป็นเงื่อนไขให้ ส..นำมาอ้างไม่โหวตให้หรืองดออกเสียงได้ เพราะสุ่มเสี่ยงหากศาลมีคำวินิจฉัยในวันข้างหน้าว่าพิธา พ้นสมาชิกภาพ ส..เพราะถือหุ้นสื่อ ก็ต้องพ้นจากเก้าอี้

นายกฯด้วย เพราะคุณสมบัติการเป็นนายกฯ ต้องไม่เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ ตามมาตรา 160 (6) คือต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98 ซึ่งการถือหุ้นสื่อเป็นข้อห้ามตามมาตรา 98 (3)

กลับมาที่รัฐสภา หากที่ประชุมเห็นว่าข้อบังคับ 41 ไม่อาจมาใช้กับกรณีนี้ได้ และพิธา ฝ่าด่านสำเร็จ ก็ต้องเจอด่านโหดคือการลงคะแนนให้ความเห็นชอบเป็นนายกฯ เป็นด่านเดิมเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ที่เสียงไม่พอให้พิธาเป็นนายกฯ

การโหวตรอบ 2 นี้หลายฝ่ายคาดกันว่าช่วงเวลา 6-7 วันที่ผ่านมาพรรคก้าวไกลจะไปปรับกลยุทธ์ดึงเสียงมาหนุนให้ข้ามเส้น 375 เสียงได้หรือไม่

แม้มีความพยายามติดต่อพูดคุยกับบางพรรคต่างขั้ว แต่ดูเหมือนจะถูกปฏิเสธ ส่วนเสียงจาก ส..ที่จะหาเพิ่มให้มากกว่าเดิมที่ได้ 13 เสียงนั้น มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน

หากพิธา วืดซ้ำอีก แต่คะแนนได้เพิ่มอย่างมีนัยสำคัญที่พรรคก้าวไกลวางเงื่อนไขไว้ว่าถ้าเพิ่มขึ้นจากเดิม 10% หรือหาอีก 32 เสียง ขยับจาก 324 เสียง เป็น 356 เสียง ก็อาจจะขอโหวตรอบ 3 

แต่ถ้าคะแนนโหวตรอบ 2 ยังไม่กระเตื้อง พรรคก้าวไกลก็จะส่งไม้ต่อให้พรรคเพื่อไทยเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯแทน โดยมีเงื่อนไขว่ายังเป็น 8 พรรคที่ร่วมเซ็นเอ็มโอยูกันไว้

พรรคเพื่อไทยมี 3 ชื่อแคนดิเดตนายกฯ คืออุ๊งอิ๊งแพทองธาร ชินวัตร” “เศรษฐา ทวีสิน และชัยเกษม นิติสิริ แต่ชื่อที่โดดเด่นในขณะนี้คือเศรษฐา ทวีสิน 

แม้ตามกระบวนการแล้วต้องเข้าสู่ที่ประชุมกรรมการบริหารพรรค แต่อุ๊งอิ๊ง ก็หลุดออกมาว่าพรรคจะเสนอชื่อเศรษฐา ทวีสิน 

หากพรรคเพื่อไทยได้สิทธิเสนอชื่อแคนดิเดต นายกฯของพรรค ก็ต้องปรับเปลี่ยนเนื้อหาในเอ็มโอยู โดยเฉพาะประเด็นที่ 8 พรรคร่วมจะสนับสนุนพิธา เป็นนายกฯ ก็ต้องเปลี่ยนชื่อใหม่ รวมทั้งเนื้อหาบางส่วนด้วย

อย่างไรก็ตาม หากพรรคเพื่อไทยรับไม้ต่อแล้วยังร่วมกัน 8 พรรค ก็ไม่แน่ว่าแคนดิเดตนายกฯจากพรรคเพื่อไทยจะผ่าน 375 เสียงหรือไม่ อาจต้องดึงพรรคอื่นมาร่วม 

ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เปรยออกมาแล้วว่าหากพิธาไม่ผ่านการโหวตรอบสอง พรรคเพื่อไทยมีความพร้อม และถ้าได้เป็นแกนนำตั้งรัฐบาล หลายเรื่องต้องเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะเนื้อหาสาระเอ็มโอยู เช่น ชื่อของพิธาต้องเปลี่ยนไปเป็นใคร การเติมเสียงพรรคที่ 9 พรรคที่ 10 และการหาเสียง ส..มาสนับสนุนเพิ่มเติม ถ้าประธานรัฐสภาจะบรรจุญัตติเลือกนายกฯในสัปดาห์หน้าเราก็มีความพร้อม

หากพรรคเพื่อไทยดึงพรรคอื่นมาร่วม พรรคก้าวไกลจะยอมรับได้ไหม หรือพรรคอื่นจะตั้งแง่ไม่ร่วมกับพรรคก้าวไกล 

ดังนั้น พรรคเพื่อไทยหัวจะปวดกับการจัดตั้งรัฐบาลไม่น้อย หากจะล้างไพ่ใหม่ข้ามขั้วไปจับกับพรรคอื่น โดยทิ้งพรรคก้าวไกล เพื่อให้ผ่าน 375 เสียงแล้วได้เป็นนายกฯและแกนนำตั้งรัฐบาล ก็มีราคาที่ต้องจ่ายไม่น้อยกับมวลชนโดยเฉพาะกลุ่มด้อมส้ม

เป็นฉากต่อไป ที่ต้องรอชมหลัง 19 กรกฎาคม