หน้าแรก การเมือง สื่อนอกจับตา!...

สื่อนอกจับตา! การประลองครั้งสุดท้าย ลุ้น ‘พิธา’ นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี

19.07.23 | 10:55 น.
REUTERS

สื่อนอกจับตา! การประลองครั้งสุดท้าย ลุ้น ‘พิธา’ นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี

สื่อต่างประเทศต่างจับตาดูการโหวตรอบ 2 เพื่อให้มีการลงคะแนนรับรองนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรีในวันที่ 19 กรกฎาคม หลังจากที่เขาได้รับคะแนนสนับสนุนไม่เพียงพอในการโหวตรอบแรกเมื่อสัปดาห์ก่อน

รอยเตอร์ระบุว่า นี่คือการประลองกำลังครั้งสุดท้ายสำหรับพิธาว่าเขาจะได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่หรือไม่ โดยเขาต้องเผชิญกับกฎที่ถูกเขียนขึ้นโดยกองทัพหลังการรัฐประหารในปี 2557 ซึ่งทำให้พิธาประสบกับความพ่ายแพ้ในการโหวตรอบแรก

พิธาจะต้องเผชิญกับภูเขาที่เขาต้องปีนข้าม และต้องเอาชนะอุปสรรคที่ทำให้พ่ายแพ้ในการโหวตรอบแรก คือการต่อต้านอย่างรุนแรงจากวุฒิสภาที่แต่งตั้งโดยฝ่ายอนุรักษนิยมและตระกูลธุรกิจเก่าที่มีอิทธิพลเหนือระบอบประชาธิปไตยของไทยมาอย่างยาวนาน

รอยเตอร์ระบุว่า พิธาตระหนักดีกว่าหากเขาพ่ายแพ้ในครั้งนี้ก็จะต้องทำตามคำมั่นสัญญาที่จะหลีกทางให้กับพันธมิตรร่วมรัฐบาลและนักการเมืองรุ่นใหญ่จากพรรคเพื่อไทย ที่จะกลายเป็นผู้ลงชิงตำแหน่งในการโหวตนายกรัฐมนตรีรอบต่อไป

Advertisement

พิธาบอกกับรอยเตอร์ในการให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคมว่า เขาหวังว่าบางคนจะเปลี่ยนใจ ขณะที่พรรคก้าวไกลเชื่อว่าหลายคนถูกกดดันให้ไม่รับรองพิธาขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี โดยพิธาระบุว่า เขาได้ยื่นมือไปหาผู้กล้าทั้ง 13 คน และยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังไม่แสดงตัว แต่พวกเขาให้คำมั่นว่าจะลงคะแนนให้ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีขนาดใหญ่มาก

นอกจากความท้าทายในการโหวตแล้ว พิธายังเผชิญกับอุปสรรคอีกประการซึ่งทำให้เกิดความสงสัยว่าการลงคะแนนเสียงจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้กำหนดที่จะพิจารณาคำร้องในประเด็นการขาดคุณสมบัติของพิธาในประเด็นการถือครองหุ้น ซึ่งขัดต่อระเบียบการเลือกตั้งและอาจส่งผลให้เขาถูกระงับสมาชิกภาพของการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

พิธากล่าวถึงอุปสรรคดังกล่าวว่า “ไม่เป็นไร อุปสรรคเหล่านี้เป็นสิ่งที่มีการวางแผนไว้ล่วงหน้า”

ด้านเอพีระบุว่า สมาชิกวุฒิสภาได้รับการแต่งตั้งโดยรัฐบาลทหารแทนที่จะมาจากการเลือกตั้ง และถูกมองว่าทำงานร่วมกับกองทัพและศาลในการเป็นป้อมปราการของฝ่ายอนุรักษนิยมที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง

พิธาไม่อาจรับประกันว่าจะได้รับโอกาสอีกครั้งที่จะได้เสียงข้างมากจากสองสภา ซึ่งประเด็นแรกคือต้องมีการพิจารณาก่อนว่าเขาสามารถที่จะถูกเสนอชื่อให้โหวตเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 2 ได้ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เพราะยังไม่มีความชัดเจนในประเด็นดังกล่าว

อย่างไรก็ดี หากพิธาถูกตัดสิทธิก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าการลงคะแนนโหวตนายกรัฐมนตรีในวันที่ 19 กรกฎาคม จะดำเนินต่อไปหรือไม่ หรือหากมีการลงคะแนนโหวตนายพิธาได้ ก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะมีการลงคะแนนโหวตรอบที่ 3 ตามแผนในวันที่ 20 กรกฎาคมหรือไม่เช่นกัน

ขณะที่ความสนใจของสื่อในขณะนี้ได้เปลี่ยนไปยังการเสนอชื่อบุคคลที่จะให้มีการโหวตมาเป็นผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อจากพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคที่ได้คะแนนเสียงเป็นอันดับ 2 ในการเลือกตั้ง ซึ่งผู้ที่ถูกมองว่าเป็นตัวเต็งคือนายเศรษฐา ทวีสิน ที่ได้รับการรับรองจากแพทองธาร ชินวัตร

แต่หากทั้งพิธาและผู้แทนของพรรคเพื่อไทยไม่สามารถผ่านการรับรองจากที่ประชุมร่วมของทั้งสองสภาที่ต้องได้รับคะแนนเสียงขั้นต่ำ 376 เสียงได้ ก็จะเกิดแรงกดดันให้มีการรวบรวมแนวร่วมใหม่ โดยอาจเพิ่มพรรคที่มีแนวคิดเสรีน้อยกว่าเข้ามา และตัดพรรคก้าวไกลออกไป เพราะจุดยืนในเรื่อง ม.112 ของพรรคถูกมองว่าเป็นอุปสรรคต่อการหาทางประนีประนอม

เสาวนีย์ ที. อเล็กซานเดอร์ อาจารย์จากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าวว่า เธอเชื่อว่าพรรคก้าวไกลพร้อมจะถอนตัวออกไป และยังรู้สึกว่าพวกเขาให้ค่ากับสิ่งที่ได้ประกาศต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งระหว่างการหาเสียง

เสาวนีย์กล่าวว่า เธอยังมีความหวังแม้จะมองโลกในแง่ร้าย เพราะนโยบายของก้าวไกลเรื่อง 112 ทำให้การเมืองเดินไปข้างหน้าได้ยาก และยังไม่เห็นทางว่าจะเอาชนะสิ่งกีดขวางนี้ได้อย่างไร

กระนั้นก็ดี โอกาสที่พิธาจะถูกปฏิเสธไม่ให้ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีจะสร้างความเดือดดาลให้กับผู้สนับสนุนของเขาและนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งได้ประกาศระดมพลให้มีการประท้วงในวันที่ 19 กรกฎาคมนี้แล้วเช่นกัน