หน้าแรก การเมือง เรืองไกร เคลม...

เรืองไกร เคลมผลงานตัวเอง ทำพิธาเจอพิษหุ้นไอทีวี ไล่เลิกชิงนายกฯ แล้วไปสู้ในศาล

19.07.23 | 13:28 น.

เรืองไกร ไล่ ‘พิธา’ ไปแก้ข้อกล่าวต่อศาล รธน. เลิกชิงเก้าอี้นายกฯ ยกเป็นผลงานตัวเองร้องคดีหุ้นสื่อ กระทั่งศาลสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่

เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ที่รัฐสภา นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ผู้ร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ตรวจสอบคุณสมบัติสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประเด็นเป็นผู้ถือหุ้นไอทีวี ให้สัมภาษณ์ภายหลังทราบมติศาลรัฐธรรมนูญ กรณีสั่งให้นายพิธา หยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.ว่า กรณีของนายพิธา ยืนยันในคำร้องและข้อเท็จจริงมาตลอด และเมื่อ กกต.มีคำร้องไปศาลก็ต้องรับ ส่วนที่ศาลสั่งก็เป็นเรื่องของดุลพินิจ ซึ่งศาลเห็นข้อเท็จจริงเช่นเดียวกับ กกต.

นายเรืองไกรกล่าวว่า แต่ที่ยังไม่ทราบอีกเรื่องหนึ่งคือ ศาลจะต้องให้นายพิธา ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา เหมือนกับคดีที่มีการร้อง โดยหลักศาลให้ชี้แจงครั้งที่หนึ่งและสอง ดังนั้น เมื่อคดีนี้มาถึงวันนี้ ที่ประชุมทราบผลคำสั่งศาล นายพิธาก็ต้องเดินออก อยู่ไม่ได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากเทียบกรณีนายพิธาที่ศาลสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่กับกรณีของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ในอดีต ต่างกันอย่างไร นายเรืองไกรกล่าวว่า กรณีนายธนาธรนั้นเป็นบริษัทครอบครัว พยานหลักฐานยังอาจชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเพิ่มเติมได้ แต่กรณีของนายพิธา เป็นกรณีบริษัทมหาชน ซึ่งจะใช้คำว่าไม่มีการประชุมจริงไม่ได้

เมื่อถามว่า กระบวนการการเสนอชื่อนายพิธาเมื่อเทียบกับกรณีของนายธนาธร ยังทำได้หรือไม่ นายเรืองไกรกล่าวว่า การเสนอชื่อนายพิธา ดำเนินการไปแล้วเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ที่ผ่านมา แต่ตนท้วงว่าไม่ควรเสนอได้ เพราะให้อำนาจพิจารณาตาม ม.88, 89 เป็นอำนาจของสภาที่ต้องพิจารณาว่า เมื่อมีการเสนอคำร้อง และ กกต.มีมติเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม ควรจะเห็นแล้วว่าเขาเป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจหน้าที่ และชี้ให้เห็นแล้วว่าไม่ควรนำมาเข้าสู่กระบวนการของสภาได้

Advertisement

เมื่อถามว่าทำไมบรรทัดฐานตอนนายธนาธร ถึงถูกใช้ได้ ในเมื่อก็ถูกหยุดปฏิบัติหน้าที่ในขณะถูกเสนอชื่อเช่นกัน นายเรืองไกรกล่าวว่า คราวนั้นเป็นการเกิดขึ้นทีหลัง แต่คราวนี้อยู่ระหว่างการโหวตนายกฯ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่นายเรืองไกรระบุหากวันนี้มีการเปิดให้โหวตชื่อนายพิธาขณะที่มีคำสั่งศาล กรณี ส.ส.ที่เลือกนายพิธาจะมีการนำชื่อไปยื่นร้องต่อ ป.ป.ช.ใช่หรือไม่ นายเรืองไกรกล่าวว่า ก็เสี่ยง เพราะตามรัฐธรรมนูญ ม.234 เป็นอำนาจของ ป.ป.ช.คือตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กรรมการองค์กรอิสระ ว่าจงใจ ปฏิบัติหรือทุจริตต่อหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติ รธน. หรือฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง อันนี้เป็นอำนาจ ป.ป.ช.

เมื่อถามว่า ถึงอย่างไรในวันนี้ ชื่อของนายพิธาต้องตกไปใช่หรือไม่ นายเรืองไกรกล่าวว่า ต้องตก

ผู้สื่อข่าวถามถึงศาลอาญาคดีทุจริต เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม รับคำร้องที่มีผู้ร้อง 7 กกต.จัดเลือกตั้งโดยทุจริต กลั่นแกล้งนายพิธา หาก กกต.มีความผิดจะทำอย่างไร นายเรืองไกรกล่าวว่า ไปอ่าน พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาศาลฎีกานักการเมืองดูก่อน ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยเรื่องนี้ โดยผ่าน ป.ป.ช.เท่านั้น ส่วนศาลอื่นไม่มีอำนาจรับ

เมื่อถามว่า หากมีการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเป็นชื่ออื่น นายเรืองไกรจะเข้าไปตรวจสอบอย่างละเอียดหรือไม่ นายเรืองไกรกล่าวว่า ตรวจ และความจริงวันนี้น่าจะเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย 3 คน ส่วนนายพิธาควรแสดงความรับผิดชอบ เมื่อโหวตไม่ได้แล้วก็ไปสู้คดี ไม่ใช่แถลงว่า ขอโอกาสอีกครั้ง โหวตแล้วจะโหวตอีก เป็นเรื่องวุฒิภาวะของผู้นำประเทศ

เมื่อถามว่า ในครั้งนี้ถือเป็นผลงานของนายเรืองไกรได้ใช่หรือไม่ นายเรืองไกร กล่าวว่า คงไม่ใช่ผลงานของคนอื่น

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่เพิ่มเพื่อน