ตีความ‘ข้อบังคับ-รธน.’สอย‘พิธา’ เบรกโหวตรอบ2-ดับฝันนายกฯ
หมายเหตุ – ส่วนหนึ่งในการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภา ถึงข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ.2563 ข้อที่ 41 ว่าเป็นการพิจารณาญัตติซ้ำหรือไม่ ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 2 เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญ โดยที่ประชุมมีมติ 395 ต่อ 312 เสียง งดออกเสียง 8 เสียง ไม่เสนอชื่อนายพิธาซ้ำในสมัยประชุม เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ที่รัฐสภา เกียกกาย

อัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์
ส.ส.ราชบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ
ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ.2563 ข้อ 41 ที่ระบุว่า “ญัตติใดซึ่งตกไปแล้ว ห้ามนำญัตติซึ่งมีหลักการเดียวกันขึ้นเสนออีกในสมัยประชุมเดียวกัน เว้นแต่ญัตติซึ่งยังไม่มีการลงมติ หรือญัตติที่ประธานสภาอนุญาต ในเมื่อพิจารณาเห็นว่าเหตุการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป” ซึ่งวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้ลงญัตติเป็นที่เรียบร้อยแล้วในการเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกล เป็นนายกฯ แต่ไม่ได้รับเสียงเกินกึ่งหนึ่ง เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 272
ดังนั้น ญัตติที่จะกลับมาพิจารณาใหม่ได้ก็ต่อเมื่อเห็นว่าเหตุการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ซึ่งเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมา ส.ส.พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้อภิปรายในประเด็นนี้กันอย่างกว้างขวาง พร้อมตีความบทกฎหมายว่ายังไม่มีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงเลย อีกทั้งการนำเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ยังนำมาซึ่งความแตกแยก ในการประชุมครั้งที่ผ่านมาสมาชิกก็มีการอภิปรายขอให้ถอยในเรื่องมาตราดังกล่าวเพื่อจะได้รับเสียงสนับสนุน แต่นายพิธาก็ยังยืนยันว่าพูดแล้วทำ
ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ 36 ระบุไว้ชัดว่าการเสนอนายกฯเป็นญัตติ พร้อมอ้างถึงความหมายของคำว่า “ญัตติ” ตามความหมายในราชบัณฑิต คือ การเสนอเพื่อลงมติ เช่น ผู้แทน เสนอญัตติเข้าสู่สภา เพื่อเห็นชอบหรือไม่ ซึ่งสัปดาห์ที่แล้วมีการลงมติการเสนอชื่อนายพิธา เพื่อเป็นนายกรัฐมนตรีไปแล้ว จึงแปลเป็นอย่างอื่นไม่ได้ จึงต้องเคารพกฎหมาย อีกทั้งการที่เรานั่งประชุมอยู่ จะประชุมไม่ได้ ต้องปิดการประชุม และตั้งกรรมาธิการเพื่อตั้งร่างที่ประชุมใหม่ จึงเห็นว่าญัตติที่เสนอนายพิธาเป็นนายกฯ เป็นข้อบังคับตามรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอน ดังนั้น การเสนอให้มีการโหวตนายพิธาเป็นนายกฯอีกครั้ง จึงไม่สามารถทำได้ และเป็นการผิดข้อบังคับและผิดกฎหมาย
ดังนั้น สถานการณ์จึงไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป จึงขอให้ประธานรัฐสภาชี้ขาดว่าไม่สามารถเสนอชื่อนายพิธาซ้ำได้ เพราะสถานการณ์ไม่ได้เปลี่ยนไป รวมถึงข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อที่ 36 ก็บัญญัติไว้ว่า การเสนอชื่อบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี คือญัตติ แต่การรับรองการเสนอชื่อบุคคลให้ดำรงตำแหน่งนายกฯ ให้ใช้ข้อบังคับการประชุม ข้อ 136 ประกอบ

รังสิมันต์ โรม
ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล
หากกฎหมายไม่ต้องการให้มีการเสนอชื่อบุคคลมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีซ้ำจริง รัฐธรรมนูญต้องมีการกำหนดไว้อย่างชัดแจ้งแล้ว ยกตัวอย่าง การสรรหา กกต. หากกรณีเช่นนี้มาเทียบกับการเสนอชื่อนายกฯ ยืนยัน ก็ไม่มีบทบัญญัติใดมาห้ามเสนอชื่อนายพิธาซ้ำอีก ดังนั้น การอ้างถึงข้อบังคับการประชุมสภาข้อที่ 41 จึงเป็นการไม่ถูกต้อง
หลักการเป็นกฎหมายสูงสุด รัฐธรรมนูญ จะไม่มีกฎหมายใดมาขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญได้ พวกท่านทำเป็นไม่รู้หรืออย่างไร ไม่มีตรงไหนแคนดิเดตคนอื่นถูกเสนอชื่อแล้วไม่ผ่าน ห้ามมาเสนอชื่อซ้ำอีก แต่มีความมุ่งหมาย ตีความให้ขัดรัฐธรรมนูญ เพราะต้องการขัดขา นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ใช่หรือไม่
การตีความให้ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อที่ 41 มีผลห้ามแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ได้รับเสียงไม่เพียงพอ ไม่สามารถเสนอชื่อเป็นนายกฯได้อีก อันนี้ยืนยันตีความขัดรัฐธรรมนูญ
ขณะที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 272 ระบุว่า หลังการปลดล็อก สามารถเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯได้อีก และการลงมตินายกฯไม่ได้มีแค่กระบวนการกฎหมายเท่านั้น แต่มันคือกระบวนการประชาธิปไตย ที่ต้องสอดคล้องกับเจตจำนงประชาชนให้มากที่สุด มันจึงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ทำความเข้าใจอย่างสม่ำเสมอ
ที่สำคัญฝากท่านประธานสภาไปถึงเพื่อน ส.ส.เป็นพิเศษ วันที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 272 หมดเขตบังคับใช้ไปแล้ว พึงระลึก บรรทัดฐานที่พวกท่านร่วมสร้างในวันนี้ จะกลับมาสร้างความลำบากให้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพวกท่านเองในอนาคต ให้ระวังให้ดี สรุปว่าการพยายามตีความข้อบังคับตัดสิทธิ ไม่ให้นายพิธาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี มีข้อขัดแย้งรัฐธรรมนูญ ขัดครรลองประชาธิปไตย

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว
ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย
ผมไม่ได้พูดว่าญัตติแต่กระบวนการทำเหมือนญัตติ ถ้าประธานไม่วินิจฉัยแล้วใครจะวินิจฉัย ถ้ารัฐสภาจะวินิจฉัยเกี่ยวกับการบังคับใช้ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ก็คือการตีความข้อบังคับที่มีปัญหาอยู่ 2 ส่วน ที่เขียนเอาไว้ชัดเจนแล้วว่าข้อที่ 151 หากมีปัญหาตีความข้อบังคับ ให้เป็นอำนาจรัฐสภาวินิจฉัย ซึ่งลงคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง เท่ากับต้องได้เสียง 375 เสียงถึงจะสามารถวินิจฉัยข้อบังคับไม่ได้ แต่การโหวตครั้งนี้ถ้ารัฐสภาได้เสียง 374 เสียง ญัตติที่เสนอมาจะตกไป วินิจฉัยไม่ได้ก็เป็นไปตามข้อบังคับ เดินหน้าเข้าสู่การโหวตนายกรัฐมนตรีต่อไป ดังนั้น ขอให้ประธานวินิจฉัยว่าสมาชิกสามารถเสนอญัตตินี้ได้โดยอาศัยข้อบังคับที่ 151 กรณีมีความเห็นต่างเรื่องการใช้ข้อบังคับ ถ้าคะแนนออกมาเสียงข้างมากได้ 375 เสียงก็ต้องยอม แต่ถ้าไม่ได้หรือท่านได้ 374 เสียง ท่านต้องยอมพวกผมเหมือนกัน เพื่อให้มีการโหวตเลือกนายกฯต่อไป
ทำไมผมถึงเถียงว่าไม่ใช่ญัตติตามข้อบังคับ ข้อที่ 41 อย่างที่บอกว่ามีกระบวนการเหมือนเสนอญัตติ ผมก็เป็นหนึ่งในคนร่างข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร และเขียนเอาไว้ชัดเจนว่า ข้อเสนอของสภาที่ให้ทำอย่างใดอย่างหนึ่ง คือให้ไปซ้ายก็ได้ไปขวาก็ได้แล้วแต่สภา แต่รัฐธรรมนูญมาตรา 272 เขียนไว้ว่าให้สภาไปเลือกนายกรัฐมนตรี เท่ากับให้ดำเนินการอย่างหนึ่งไม่มีอย่างใด ต้องเลือกอย่างเดียวจึงไม่มีคำว่าญัตตินำหน้า ไม่เหมือนกับอภิปรายทั่วไปต้องมีคำว่าญัตติ ดังนั้น ต้องชัด คือ อภิปรายตามข้อบังคับที่ 151 อภิปรายโต้แย้งกันไป หรือลงมติตามข้อบังคับที่ 151

ฐากร ตัณฑสิทธิ์
ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยสร้างไทย
การที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบบุคคลที่สมควรจะได้แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 และมาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ญัตติ จึงไม่สามารถนำข้อบังคับข้อที่ 41 ของการประชุมรัฐสภามาบังคับใช้ได้ เพราะการเสนอชื่อบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นการปฏิบัติตามมาตรา 159 และมาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญ และสอดคล้องกับข้อบังคับการประชุมรัฐสภาข้อ 136 ในหมวด 9 การพิจารณาให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรี ระบุไว้ว่าให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีต่อที่ประชุมรัฐสภา และไม่ได้อยู่ในหมวดที่ 2 ของการประชุมรัฐสภาแต่อย่างใด โดยในหมวดที่ 2 มีการเขียนชัดเจนว่า การเสนอญัตติจะต้องทำอย่างไร ซึ่งในข้อ 41 ญัตติใดตกไปแล้ว ห้ามนำญัตติซึ่งมีหลักการเช่นเดียวกันขึ้นมาเสนอใหม่ ในสมัยประชุมเดียวกัน เว้นแต่ญัตติที่ยังไม่ได้มีการลงมติหรือญัตติที่ประธานรัฐสภาจะอนุญาต ในเมื่อพิจารณาเห็นว่าเหตุการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป
หลักทั่วไปของกฎหมาย ในเมื่อกฎหมายใดกำหนดบทเฉพาะกาลไว้อยู่แล้วไม่สามารถที่จะนำบทบัญญัติทั่วไปของกฎหมายมาบังคับใช้กับบทเฉพาะกาลที่เขียนไว้อย่างชัดเจน ในหมวดที่ 9 ดังนั้น การเสนอชื่อนายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรี ในครั้งนี้ไม่ใช่ญัตติ เพราะถ้าหากเป็นญัตติแล้วจะต้องเขียนในหมวดที่ 2 และอีกเหตุผลคือข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ไม่ได้เกี่ยวข้องกับมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญ และมาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแต่อย่างใด ดังนั้น จะเสนอรายชื่อบุคคลดังกล่าวจำนวนกี่ครั้งก็ได้ แต่ต้องเป็นบุคคลที่ กกต.หรือรัฐธรรมนูญให้การรับรองไว้ จนกว่าจะมีการสรรหานายกรัฐมนตรีได้ ส่วนการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีนอกบัญชีและชื่อจึงเป็นญัตติ

เสรี สุวรรณภานนท์
สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.)
คำว่าญัตติ มีความหมายในตัวของมันเอง รวมถึงสมาชิกรัฐสภา ส.ส.-ส.ว.ที่ผ่านมา เป็นที่เข้าใจญัตติคือเรื่องที่นำเข้าสู่พิจารณาในสภา ทุกเรื่องที่นำเข้ามาคือญัตติหมด ตอนแรกที่เสนอเข้ามายืนยันว่าไม่ใช่ญัตติ แต่พอนานเข้ามาก็เสียงเริ่มเปลี่ยนว่าเป็นญัตติ แต่เป็นญัตติไม่ใช่ประเภททั่วไป แต่เป็นเรื่องเสนอเห็นชอบนายกฯ ก็แปลกประหลาด เพราะหากถามคนที่มีความรู้ก็ทราบว่า ญัตติ คือ เรื่องเสนอที่ประชุมรัฐสภา และต้องมีญัตติ อย่าไปเบี่ยงเบนไปเป็นอย่างอื่นเลย
ส่วนญัตติการพิจารณาข้อบังคับการประชุมรัฐสภาข้อที่ 41 เคยพิจารณา การเสนอนายกฯรอบก่อนมาแล้ว สมาชิกก็มีความเห็นขัดข้อบังคับ เพราะมันเป็นการเสนอซ้ำ สมาชิกก็ไม่เห็นด้วยในข้อนี้ เพราะเห็นว่าเป็นการเสนอซ้ำ ความจริงไม่จำเป็นต้องไปตีความในข้อ 151 เขาไม่ได้สงสัยเลย
ถ้าจะมีประเด็น คือ การเสนอบุคคลเป็นนายกฯขัดต่อข้อบังคับการประชุม ข้อที่ 41 หรือไม่ หรือจะตีความว่าขัดกับข้อบังคับการประชุมที่ 151 หรือไม่
ล้อมกรอบ
ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ.2563
ข้อ 41 ญัตติใดตกไปแล้ว ห้ามนำญัตติซึ่งมีหลักการเช่นเดียวกันขึ้นเสนออีกในสมัยประชุมเดียวกัน เว้นแต่ญัตติที่ยังมิได้มีการลงมติหรือญัตติที่ประธานรัฐสภาจะอนุญาต ในเมื่อพิจารณาเห็นว่าเหตุการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป
หมวด 9 การพิจารณาให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรี
ข้อ 136 การพิจารณาให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 272 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญ ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ต่อที่ประชุมรัฐสภา การเสนอชื่อตามวรรคหนึ่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแต่ละคนมีสิทธิเสนอชื่อได้หนึ่งชื่อ จากบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 160 ของรัฐธรรมนูญ ตามรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 ของรัฐธรรมนูญ เฉพาะจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง ที่มีสมาชิกได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่าร้อยละห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมด เท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร และต้องมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรับรองไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวน สมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร การรับรองตามวรรคสอง ให้กระทำเป็นการเปิดเผย ให้ประธานประกาศรายชื่อบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อต่อที่ประชุมรัฐสภา
ข้อ 137 การออกเสียงลงคะแนนพิจารณาให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรีจากบุคคลที่ได้รับ การเสนอชื่อตามข้อ 136 ให้กระทำเป็นการเปิดเผยตามข้อ 56 (2) โดยมติเห็นชอบต้องมีคะแนนเสียง มากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา และให้ประธานประกาศ ผลการลงคะแนนต่อที่ประชุมรัฐสภา เมื่อได้บุคคลที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ให้ประธานรัฐสภาแจ้งไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อนำความขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งต่อไป
ข้อ 138 ในกรณีที่ไม่อาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 272 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าด้วยเหตุใด และสมาชิกของทั้งสองสภารวมกันไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาเข้าชื่อเสนอญัตติต่อประธานรัฐสภาเพื่อขอให้รัฐสภามีมติยกเว้นไม่ต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 ของรัฐธรรมนูญ ให้ประธานรัฐสภาบรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมรัฐสภาเป็นเรื่องด่วน
ในการพิจารณาญัตติตามวรรคหนึ่ง ให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาและลงมติว่าจะเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบกับญัตติดังกล่าว โดยการออกเสียงลงคะแนนให้กระทำเป็นการเปิดเผยและมติเห็นชอบ ต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา
ข้อ 139 ในกรณีที่รัฐสภามีมติยกเว้นตามข้อ 138 ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอชื่อบุคคล ซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 272 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ ต่อที่ประชุมรัฐสภา โดยจะเสนอชื่อผู้อยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ก็ได้ และให้นำความในข้อ 136 และข้อ 137 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ข้อ 151 ภายใต้บังคับมาตรา 149 ของรัฐธรรมนูญ ถ้ามีปัญหาที่จะต้องตีความข้อบังคับนี้ ให้เป็นอำนาจของรัฐสภาที่จะวินิจฉัย และเมื่อที่ประชุมรัฐสภาได้ลงมติวินิจฉัยโดยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า กึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาเป็นประการใดแล้ว ให้ถือว่าคำวินิจฉัยนั้นเป็นเด็ดขาด
การขอให้ที่ประชุมรัฐสภาวินิจฉัยตามวรรคหนึ่ง อาจกระทำได้โดยประธานขอปรึกษา หรือสมาชิกรัฐสภาเสนอญัตติโดยมีสมาชิกรัฐสภารับรองไม่น้อยกว่าสี่สิบคน

