เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม สืบเนื่องกรณีการนัดหมายของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม พร้อมด้วยเครือข่าย Respect My Vote เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ต่อการไม่เคารพฉันทามติประชาชน โดยมีการจัดกิจกรรม ‘ฌาปนกิจ ส.ว.’
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการปราศรัย ซึ่งในตอนหนึ่ง นายรัฐภูมิ เลิศไพจิตร หรือ เติร์ด โฆษกวีโว่ กล่าวว่า คำกล่าวที่ว่า เราเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย คงขัดกับความเป็นจริงพอสมควร ตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมา ภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เราได้เห็นว่าอำนาจของเราลดน้อยลงถอยลงทุกวันๆ รัฐบาลมีความประสงค์ที่จะรวมอำนาจเอาไว้ในส่วนกลาง ลดความสำคัญขององค์กรส่วนท้องถิ่น รวมถึงกลุ่มบุคคลที่ทำงานร่วมกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ นี่คือเเนวความคิดของกลุ่มอนุรักษนิยมที่เขาไม่อยากกระจายอำนาจ
“ทำไมอำนาจอธิปไตยต้องเป็นของเรา ผมพยายามพูดแบบนี้ทุกครั้งที่มีโอกาส มันคือการรื้อฟื้นความคิด รื้อฟื้นความทรงจำ ว่าเราเองนี่แหละที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย การเมืองไทยมีขึ้นเเละมีลง เสมือนการชักเย่อ ฝั่งซ้ายอาจมีเเรงมากกว่า ฝั่งขวาอาจมีเเรงมากกว่า ช่วงสมัยหนึ่งพรรคการเมืองอาจจะมีเเรงเป็นอย่างมาก ทำให้ชนชั้นนำรู้สึกหวาดกลัว หรืออาจจะมีเวลาหนึ่งที่ทำให้ชนชั้นนำ มีพลังเป็นอย่างมากทำให้พรรคการเมืองอ่อนเเอลง” นายรัฐภูมิกล่าว
นายรัฐภูมิ กล่าวว่า หากย้อนไปในปี 2491 สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. ประกอบขึ้นด้วยกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางสาขาอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการพลเรือน ข้าราชการการเมือง หรือรวมถึงบุคคลธรรมดาทั่วไป ก็ได้โอกาสรวมอยู่ใน สสร.
“พ่อเเม่พี่น้องเชื่อไหมว่าสิ่งที่เขาคุยกันเป็นร้อยๆ ครั้ง เขาพูดกันเรื่องเดียว เขาพูดว่าประเทศไทยจะปกครองด้วยความเป็นรัฐเดี่ยว หรือเป็นแบบสหรัฐ ตกใจไหมครับ นี่มันพูดถึงขนาดแบบแบ่งเเยกดินเเดนกันเลย เมื่อ 2491 หรือเกือบร้อยปีที่ผ่านมา เขาพูดกันเรื่องนี้ เเต่พอดูในปัจจุบันเรื่องบางเรื่องที่มันเป็นเพดานต่ำมากๆ เรายังพูดไม่ได้เลย มันเเสดงให้เห็นชัดเจนว่าความเป็นประชาธิปไตยของเราต่ำลงขนาดนไหน” รัฐภูมิ เลิศไพจิต กล่าว
นายรัฐภูมิ กล่าวต่อไปว่า ถึงเเม้ปี 2491 เสียงฉันทามติส่วนใหญ่จะเห็นชอบว่า ประเทศไทยควรจะเป็นรัฐเดี่ยว ไม่ควรเป็นการปกครองแบบสหรัฐ ซึ่งก็ไม่เป็นไร สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าผู้คนที่อยู่ในพ.ศ.2491 มีพื้นที่ให้พูดได้ สสร. ก็เคยพูดถึงเรื่องนี้ได้ พูดในเรื่องที่มันเเหลมคม และเป็นเรื่องเฉียบเเหลมแบบนี่ได้ พูดมาเเล้วเกือบ 100 ปี ไม่เห็นจะทำให้ชาติเราเเย่ลงตรงไหน
“ส.ว. บางท่านบอกว่า การอภิปรายของบางคนหรือว่านโยบายของบางพรรคจะนำไปสู่การล่มสลายของประเทศ มันจึงไม่เป็นความจริง ส.ว. ท่านหนึ่งบอกว่าอยากขอคืนประเทศ อยากขอคืนลูกหลานของเรา ไม่อยากเห็นเเล้วการเปลี่ยนแปลง ผมอยากจะเสนอ ส.ว. ท่านนั้นสั้นๆ ว่าถ้าคุณคิดว่าความคิดของคุณมันทันยุคทันสมัย มันเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ของสังคมต้องการ เชิญครับ เชิญมาลงเล่นการเมือง สมัครเป็น ส.ส. ไปเลยไม่ต้องเป็น ส.ว. ไม่ต้องมาจากการเเต่งตั้ง เเต่มาจากเสียงของพี่น้องประชาชน กล้าหรือเปล่า หากคุณไม่กล้าพอ ก็ไม่เป็นไรครับ” นายรัฐภูมิกล่าว
นายรัฐภูมิ กล่าวต่อไปว่า ตนไม่ได้รู้จักพิธาเป็นการส่วนตัว ไม่ได้สนิทกับพรรคก้าวไกลเป็นการส่วนตัว แต่เหตุผลเดียวที่มายืนอยู่ตรงนี้ คือการแสดงจุดยืนว่าพรรคก้าวไกล นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ควรเป็นนายก
“พรรคการเมืองหนึ่ง ที่ได้คะแนนมา 14 ล้านเสียงจากพี่น้องประชาชนไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี บางครั้งอาจถูกกลั่นเเกลังเป็นฝ่ายค้านด้วยซ้ำไป เราจะเริ่มต้องประเทศกันเเบบนี้ใช่หรือไม่ เราจะเริ่มต้นประเทศแบบนี้และส่งต่อประเทศแบบนี้ไปให้ลูกหลานเราจริงหรือไม่” นายรัฐภูมิกล่าว
นายรัฐภูมิ กล่าวว่า การต่อสู้ของประชาชนมีไม่กี่ทาง มันคือการลงถนน และการออกไปเลือกตั้งด้วยเสียงของพวกเรา อำนาจของชนชั้นนำยังไม่เห็นหัวของเรา ยังคงเหยียบย่ำศักดิ์ศรีความเป็นคนไทยของเรา จึงไม่มีทางอื่น นอกจากลุกขึ้นสู้ และให้กำลังใจกันต่อไป
“ผมขอเป็นกำลังใจให้กับพ่อเเม่พี่น้องทุกคนที่อยู่ ณ พื้นที่แห่งนี้ และคนที่ไม่ได้มาเเต่ยังมีหัวจิตหัวใจที่รักในประชาธิปไตย อีกกลุ่มหนึ่งที่ผมอยากให้กำลังใจ คือ 8 พรรคร่วมของเรา อยากให้ทุกท่านจับมือกันอย่างมั่นคง พูดคุยกันอย่างเปิดเผย และก็หวังว่าสิ่งที่ท่านต้องการคือการเห็นประชาชน ที่เป็นประชาชนจริงๆ เห็นว่าสิ่งที่พวกท่านทำนั้น คนที่ได้ประโยชน์คือประชาชน” นายรัฐภูมิ กล่าว

